หลายสัปดาห์ผ่านไปนับจากตลาดนัดแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ชีวิตของครอบครัวเว่ยก็ดีกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
กิจวัตรประจำวันของพวกเขาตอนนี้ลงตัวและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ทุกๆ สามวัน ครอบครัวเว่ยจะยกทัพกันไปที่ตลาดในเมืองเพื่อขายผลผลิตสดใหม่จากสวนหลังบ้าน แผงขายของเล็กๆ ของพวกเขาที่เคยตั้งอยู่ท้ายตลาดอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว บัดนี้ได้กลายเป็ที่รู้จักของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าและลูกค้าประจำไปเสียแล้ว
ลูกค้าหลายคนติดใจในความสดกรอบของพืชผัก ความใหม่ของไข่ไก่ และที่สำคัญที่สุดคือติดใจในรอยยิ้มที่จริงใจของแม่ค้าคนสวยกับสามีผู้ซื่อสัตย์ และแน่นอนว่าลีลาการเรียกลูกค้าของ ‘กองทัพพ่อค้าจิ๋ว’ ทั้งสามคนก็ยังคงเป็แม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอุดหนุนอยู่เสมอ
รายได้ที่สม่ำเสมอทำให้ชีวิตความเป็อยู่ของพวกเขาดีขึ้นอย่างก้าวะโ บนโต๊ะอาหารไม่ได้มีเพียงข้าวต้มกับผักอีกต่อไป แต่มีไข่ให้กินได้ทุกวัน มีแกงจืดร้อนๆ และผัดผักสดๆ ให้ได้ลิ้มรสเสมอ บางครั้งหากวันไหนขายของได้กำไรดีเป็พิเศษ เจาหรงก็จะซื้อเนื้อหมูหรือปลาตัวเล็กๆ กลับมาทำอาหารมื้อพิเศษ เป็การให้รางวัลกับความเหนื่อยยากของทุกคน
ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดที่สุดคือร่างกายของเ้าสามแสบ จากที่เคยผอมบางและมีเนื้อตัวมอมแมม บัดนี้พวกเขามีแก้มยุ้ยๆ ที่เปล่งปลั่งขึ้น เสื้อผ้าที่สวมใส่แม้จะยังเป็ผ้าเนื้อหยาบ แต่ก็สะอาดสะอ้านและมีรอยปะชุนที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงหัวเราะสดใสของพวกเขาดังไปทั่วบริเวณบ้าน กลายเป็สัญลักษณ์แห่งความสุขที่ใครๆ ก็ััได้
สวนผักหลังบ้านบัดนี้ได้ขยายอาณาเขตออกไปอีกเล็กน้อย มันกลายเป็พรมสีเขียวขจีที่งดงามและอุดมสมบูรณ์ที่สุดในหมู่บ้าน ทุกเช้าภาพของสองสามีภรรยาที่ช่วยกันดูแลสวนโดยมีลูกๆ วิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ กลายเป็ภาพที่คุ้นตาของเพื่อนบ้านไปเสียแล้ว
ทว่าความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเกินไป ก็มักจะมาพร้อมกับสายตาที่เคลือบแคลงสงสัยเสมอ
ในตอนแรก เพื่อนบ้านต่างก็ชื่นชมในความขยันขันแข็งของครอบครัวเว่ย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความชื่นชมก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็ความสงสัยระคนอิจฉา และในที่สุดมันก็กลายเป็ ‘คำนินทา’ ที่ลอยลมมาเข้าหูเจาหรงจนได้
"นี่... เ้าเห็นแม่นางเจาหรงหรือไม่ เดี๋ยวนี้ดูสวยผุดผาดขึ้นเป็กอง"
"นั่นสิ แต่ก่อนไม่เคยเห็นออกจากบ้าน ตอนนี้กลับขยันขันแข็งเป็แม่ค้าไปเสียแล้ว ผีเข้าหรืออย่างไรกัน"
"ข้าได้ยินมาว่าผักของนางโตไวและงดงามผิดปกติ นางต้องใช้มนต์ดำอะไรสักอย่างเป็แน่!"
"หรือว่า... พวกเขาไปขุดเจอสมบัติของบรรพบุรุษเข้า! มิน่าล่ะถึงได้มีเงินซื้อเนื้อให้ลูกกินได้ทุกอาทิตย์"
เสียงกระซิบกระซาบเหล่านี้มักจะดังขึ้นเสมอในวงสนทนาของเหล่าสตรีที่ท่าน้ำ หรือในยามที่เจาหรงเดินผ่าน ผู้ที่ดูจะเป็หัวโจกในการเผยแพร่ข่าวลือก็คือ ‘ป้าหวัง’ สตรีวัยกลางคนร่างท้วมที่บ้านอยู่ถัดไปสองหลัง ผู้มีงานอดิเรกคือการสอดส่องเื่ราวของเพื่อนบ้านและจับกลุ่มนินทาเป็กิจวัตร
ในตอนแรกเจาหรงก็ไม่ได้ใส่ใจนัก นางเคยผ่านเื่ราวที่เลวร้ายและคำนินทาที่โเี้กว่านี้มานับครั้งไม่ถ้วนในชาติก่อน คำพูดไร้สาระของชาวบ้านจึงไม่ต่างอะไรกับเสียงลมพัดผ่านหู แต่คนที่ทนไม่ได้กลับเป็เว่ยหราน
วันหนึ่งขณะที่เขากำลังซ่อมรั้วอยู่หน้าบ้าน เขาก็ได้ยินป้าหวังและกลุ่มสหายของนางกำลังพูดถึงภรรยาของเขาในทางเสียหายอย่างออกรสออกชาติ
"ข้าว่านางต้องไปทำเสน่ห์ใส่เ้าหนุ่มหรานแน่ๆ แต่ก่อนเห็นทำหน้าบึ้งตึงใส่สามีตลอดเวลา ตอนนี้กลับเอาอกเอาใจกันเสียจนน่าหมั่นไส้"
"จริงของเ้า น่าสงสารเ้าหนุ่มหรานที่ซื่อๆ คงจะโดนหลอกจนหัวปักหัวปำ"
โครม!
เว่ยหรานทุบกำปั้นลงบนเสารั้วอย่างแรงจนมันสั่นะเื เขาหันขวับไปมองกลุ่มสตรีด้วยสายตาที่ลุกเป็ไฟอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน "พวกท่านพูดเื่อะไรกัน!"
กลุ่มสตรีวงแตกทันที ต่างคนต่างทำทีเป็มองนกมองไม้แล้วรีบแยกย้ายกันกลับบ้าน เหลือเพียงป้าหวังที่ยังยืนหน้าเจื่อนอยู่
"ภรรยาของข้าเป็คนดี! นางทำงานหนักเพื่อครอบครัว! หากข้าได้ยินใครพูดจาไม่ดีถึงนางอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ!" เว่ยหรานตะคอกเสียงดัง ทำเอาป้าหวังใจนหน้าซีดเผือดแล้วรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
เย็นวันนั้น บรรยากาศบนโต๊ะอาหารดูตึงเครียดไปเล็กน้อย เว่ยหรานเอาแต่นั่งเงียบขรึม ใบหน้าบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านพี่ เป็อะไรไปหรือ" เจาหรงเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
เว่ยหรานถอนหายใจยาว "ข้า... ข้าทนไม่ได้ที่ได้ยินคนอื่นมาว่าร้ายเ้า"
เจาหรงยิ้มบางๆ นางคีบผัดผักชิ้นโตใส่ถ้วยข้าวให้เขา "เื่ขี้ประติ๋วแค่นี้เอง ท่านพี่จะเก็บมาใส่ใจทำไมกัน"
"แต่พวกเขาหาว่าเ้า..."
"ข้ารู้" นางตัดบทอย่างอ่อนโยน "ข้าได้ยินมาหมดแล้ว เมื่อก่อนข้าเคยทำตัวไม่ดีจริงๆ พวกเขาจะนินทาก็ไม่แปลกหรอก" นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของสามี "แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญคือเรารู้ว่าความจริงคืออะไรก็พอ มิใช่หรือ"
นางยกมือขึ้นไปลูบแก้มสากของเขาเบาๆ "อย่าไปโกรธเคืองพวกเขาเลยนะท่านพี่ การกระทำของเราจะเป็เครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง ยิ่งเรามีความสุข พวกเขาก็จะยิ่งไม่มีเื่จะพูดไปเอง"
คำพูดที่สุขุมและเปี่ยมไปด้วยเหตุผลของนางทำให้ความโกรธของเว่ยหรานค่อยๆ มลายหายไป เขามองภรรยาของตัวเอง นางช่างดูเป็ผู้ใหญ่และมีสติปัญญาเหนือกว่าเขามากนัก เขาทำได้เพียงพยักหน้ารับแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อไปเงียบๆ แต่ในใจนั้นกลับรู้สึกรักและเทิดทูนนางมากขึ้นไปอีก
ในขณะที่ปัญหาสังคมเล็กๆ กำลังก่อตัวขึ้น ปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าก็กำลังรอพวกเขาอยู่ นั่นก็คือปัญหา ‘ผลผลิตล้นตลาด’
สวนผักของพวกเขาเจริญงอกงามเกินคาด หัวไชเท้าและผักกาดขาวที่ปลูกไว้รุ่นแรกเติบโตจนได้ขนาดพร้อมเก็บเกี่ยวในเวลาไล่เลี่ยกัน ปริมาณของมันมากเกินกว่าที่พวกเขาจะนำไปขายที่ตลาดได้หมดในคราวเดียว และผักสดเหล่านี้ก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน
"แย่แล้ว ถ้าเราเก็บไม่ทันมันก็จะแก่เกินไป แต่ถ้าเก็บมาหมดก็ต้องเน่าเสียแน่ๆ" เว่ยหรานพูดขึ้นอย่างกลุ้มใจขณะยืนมองดงหัวไชเท้าที่อวบอ้วนขาวจั๊วะ
เจาหรงยืนกอดอกมองผลผลิตที่ตนเองเฝ้าฟูมฟักมากับมือด้วยความเสียดาย นางไม่อยากให้หยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขาสูญเปล่าไปแม้แต่น้อย พลันภาพความทรงจำหนึ่งในชาติก่อนก็แวบเข้ามาในหัว
มันเป็ภาพของเครื่องเคียงจานเล็กๆ ที่ถูกจัดวางอย่างสวยงามบนโต๊ะอาหารในจวนของท่านอ๋องเฒ่า ผักดองรสเลิศที่มีสีสันน่ากินและมีรสชาติที่กรอบอร่อยจนนางจำได้ไม่ลืม นางเคยแอบดูเหล่าแม่ครัวในห้องเครื่องทำมันอยู่หลายครั้ง ถึงจะจำไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็พอจะจำขั้นตอนและส่วนผสมหลักๆ ได้
"ท่านพี่!" นางอุทานออกมาอย่างตื่นเต้น "ข้าคิดออกแล้ว!"
"คิดอะไรออก"
"เราจะทำผักดองกัน!"
"ผักดองรึ" เว่ยหรานขมวดคิ้ว "มันก็เป็แค่วิธีถนอมอาหารไม่ใช่หรือ ใครเขาจะอยากซื้อ"
"นั่นเพราะพวกเขาไม่เคยได้ชิมผักดองสูตรเด็ดของข้าน่ะสิ" เจาหรงยิ้มอย่างมีเลศนัย "เชื่อข้าเถอะน่าท่านพี่ ผักดองของเราจะไม่เหมือนใคร และจะขายดีเป็เทน้ำเทท่าแน่นอน!"
ความมั่นใจเต็มเปี่ยมของนางทำให้เว่ยหรานคล้อยตามในที่สุด เขาไม่เข้าใจหรอกว่าผักดองธรรมดาๆ จะกลายเป็ของวิเศษไปได้อย่างไร แต่เขาก็พร้อมที่จะเชื่อใจและลงมือทำตามที่นางบอกเสมอ
และแล้วการทำ ‘ผักดองสูตรเด็ด’ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นในครัวหลังเล็กของครอบครัวเว่ย
เจาหรงและเว่ยหรานช่วยกันเก็บหัวไชเท้าและผักกาดขาวที่อวบใหญ่ที่สุดมาหลายสิบหัว จากนั้นก็นำมาล้างทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ครัวที่เคยใช้ทำแค่อาหารง่ายๆ บัดนี้ได้กลายเป็โรงงานผลิตผักดองขนาดย่อมไปโดยปริยาย
เจาหรงทำหน้าที่เป็หัวหน้าแม่ครัว นางสั่งการอย่างคล่องแคล่วราวกับเคยทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
"ท่านพี่ ช่วยหั่นหัวไชเท้าให้เป็แว่นบางๆ เท่าๆ กันนะเ้าคะ ส่วนผักกาดขาวให้ผ่าสี่ก็พอ"
"แล้วก็เ้าสามแสบ! มาช่วยแม่ล้างผักทางนี้เร็วเข้า!"
กองทัพผู้ช่วยตัวน้อยไม่เคยพลาดที่จะมาเข้าร่วมงานสำคัญ เว่ยหลงและเว่ยเฟยช่วยกันล้างผักอย่างแข็งขัน ส่วนเว่ยหู่... ก็ทำหน้าที่เป็ผู้ตรวจสอบคุณภาพ หรือพูดง่ายๆ เลยก็คือนักชิม
"ท่านแม่ ทำไมหัวไชเท้านี่มันเผ็ดๆ" เขาพูดพลางเคี้ยวหัวไชเท้าดิบตุ้ยๆ
"ยังกินไม่ได้นะลูก!" เจาหรงต้องรีบเข้าไปห้ามแทบไม่ทัน
หลังจากเตรียมวัตถุดิบเสร็จแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการปรุงรส เจาหรงนำเกลือเม็ดใหญ่ น้ำตาลทรายแดง น้ำส้มสายชู พริกแห้ง และกระเทียมที่พอจะหาได้ในครัวมาผสมกันตามสัดส่วนที่นางจดจำได้ลางๆ นางยังเพิ่ม ‘ส่วนผสมลับ’ ที่นางนึกขึ้นได้ นั่นก็คือ ‘ขิงแก่’ ฝานบางๆ และ ‘เม็ดฮวาเจียว’ หรือพริกไทยเสฉวนเล็กน้อยเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติที่ซับซ้อนขึ้น
นางนำผักที่เตรียมไว้ลงไปคลุกเคล้ากับเครื่องปรุงรสในอ่างดินเผาใบใหญ่ สีขาวนวลของหัวไชเท้าและผักกาดค่อยๆ ถูกเคลือบไปด้วยสีสันของเครื่องเทศ กลิ่นเปรี้ยวอมหวานผสมกับกลิ่นเผ็ดร้อนหอมฟุ้งไปทั่วครัว
"จากนั้นเราก็ต้องนำมันไปใส่ไว้ในไหแล้วปิดฝาให้สนิท" นางอธิบาย "ทิ้งไว้สักสามสี่วัน ก็น่าจะกินได้แล้ว"
นางและเว่ยหรานช่วยกันบรรจุผักดองลงในไหดินเผาที่ล้างสะอาดแล้วจนเต็มทุกใบ มันคือหยาดเหงื่อแรงกายที่ถูกแปรสภาพไปเป็ความหวังอีกครั้งหนึ่ง
สี่วันผ่านไปอย่างเชื่องช้า...
ในที่สุดวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เจาหรงเปิดฝาไหผักดองใบแรกออกอย่างลุ้นระทึก กลิ่นหอมเปรี้ยวสดชื่นของผักดองที่หมักได้ที่แล้วก็ลอยฟุ้งออกมาทันที
นางใช้ตะเกียบคีบหัวไชเท้าดองที่ตอนนี้กลายเป็สีเหลืองอำพันใสน่ากินขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น
กรอบ!
เสียงความกรอบดังขึ้นทันทีที่นางกัดลงไป รสชาติเปรี้ยวนำ หวานตาม เค็มกำลังดี และมีความเผ็ดร้อนซ่าๆ ที่ปลายลิ้น มันคือรสชาติที่สมบูรณ์แบบ!
"สำเร็จแล้ว! ท่านพี่! สำเร็จแล้ว!" นางร้องออกมาอย่างดีใจ
ทุกคนในบ้านต่างก็มารุมล้อมเพื่อขอชิมผักดองสูตรเด็ด เว่ยหรานชิมแล้วก็เบิกตากว้างอย่างทึ่งๆ "อร่อย! อร่อยกว่าผักดองทุกชนิดที่ข้าเคยกินมาเลย!"
เ้าสามแสบเองก็ติดใจในรสชาติที่แปลกใหม่นี้เช่นกัน พวกเขากินแกล้มกับข้าวสวยร้อนๆ กันอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อเห็นว่าผลงานของตนประสบความสำเร็จงดงาม เจาหรงก็เกิดความคิดอันชาญฉลาดขึ้นมา แผนการที่จะเปลี่ยนศัตรูให้กลายเป็มิตร เปลี่ยนคำนินทาให้เป็คำชื่นชม
บ่ายวันนั้น นางตักผักดองสูตรเด็ดใส่ถ้วยกระเบื้องใบสวยที่สุดเท่าที่มี แล้วเดินตรงไปยังบ้านของป้าหวัง หัวหน้ากลุ่มซุบซิบนินทาแห่งหมู่บ้าน
ป้าหวังที่กำลังนั่งอยู่หน้าบ้าน พอเห็นเจาหรงเดินตรงมาหาพร้อมกับถ้วยในมือก็มีสีหน้าเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูก
"คารวะเ้าค่ะป้าหวัง" เจาหรงย่อกายทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็มิตรที่สุด "ข้าเห็นว่า่นี้หัวไชเท้าที่สวนของข้าดกมาก เลยลองทำผักดองดูนะเ้าค่ะ ป้าหวังเป็ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ ข้าเลยอยากจะรบกวนให้ป้าช่วยชิมและติชมให้ข้าหน่อย"
นางยื่นถ้วยผักดองให้ป้าหวังอย่างนอบน้อม
การกระทำที่ไม่คาดคิดของเจาหรงทำให้ป้าหวังถึงกับพูดไม่ออก นางมองหน้าเจาหรงสลับกับมองผักดองในถ้วยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งละอายใจ และประหลาดใจในความใจกว้างของหญิงสาวตรงหน้า
"ข้า..."
"รับไว้เถอะนะเ้าคะ ถือว่าเป็น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากเพื่อนบ้าน" เจาหรงยังคงยิ้ม
ในที่สุดป้าหวังก็ยอมรับถ้วยผักดองมาถือไว้ในมืออย่างเก้ๆ กังๆ "ขะ... ขอบใจนะแม่หนู"
เจาหรงไม่พูดอะไรต่ออีก เพียงแค่ยิ้มแล้วก็ขอตัวกลับบ้าน ทิ้งให้ป้าหวังยืนงงอยู่กับที่
คืนนั้น ป้าหวังได้ลองชิมผักดองของเจาหรง และนางก็ต้องตกตะลึงกับรสชาติของมัน ความกรอบอร่อยและรสชาติที่กลมกล่อมอย่างไม่น่าเชื่อ
วันรุ่งขึ้น เื่ราวก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ป้าหวังเดินเอาถ้วยมาคืนเจาหรงที่หน้าบ้าน พร้อมกับเอ่ยปากชมไม่หยุด "แม่หนู! ผักดองของเ้าอร่อยอย่างกับของในเหลาเลยนะ! ทำได้อย่างไรกัน บอกสูตรป้าบ้างได้หรือไม่"
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังได้กลายเป็ ‘กระบอกเสียง’ ชั้นดีให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ของครอบครัวเว่ยอีกด้วย นางเดินไปป่าวประกาศสรรพคุณความอร่อยของผักดองสูตรเด็ดให้เพื่อนบ้านทุกคนได้ฟัง คำนินทาในทางเสียหายหายวับไปกับตา กลายเป็คำชื่นชมในฝีมือการทำอาหารและความมีน้ำใจของเจาหรงเข้ามาแทนที่
ในตลาดนัดครั้งถัดไป นอกจากผักสดและไข่ไก่แล้ว บนแผงของครอบครัวเว่ยยังมีไหดินเผาใบเล็กๆ ที่บรรจุผักดองสูตรเด็ดวางขายอยู่ด้วย และมันก็ได้กลายเป็สินค้าที่ขายดีที่สุดในทันที
เจาหรงมองภาพลูกค้าที่กำลังต่อคิวเพื่อซื้อผักดองของนางแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ นางไม่เพียงแค่แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดได้สำเร็จ แต่นางยังได้ใช้ ‘สติปัญญา’ และ ‘ความมีน้ำใจ’ สยบคำนินทาและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็โอกาสได้อย่างงดงาม
