เทวทิณณ์ลากหญิงสาวเข้ามาในห้อง พร้อมกับจับจ้องมองใบหน้าที่มีรอยแดงช้ำ พร้อมกับเก็บความคับแค้นใจไว้ไม่แสดงออกมา
“เธอรีบไปอาบเถอะ จะได้ออกมากินข้าว”
“แล้วเื่...”
“ตกลงพูดกันไม่รู้เื่ใช่ไหม” เขาทำท่าดุ เมื่อเห็นหญิงสาวจะพูดบางอย่างออกมา
“พิมพ์ไปอาบน้ำก็ได้ค่ะ” พิมพ์มาดาตอบรับ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไป เทวทิณณ์หันมายังตู้เย็น แล้วหยิบอาหารสดที่เหลืออยู่ทำอาหารง่าย ๆ สำหรับมือเย็น พร้อมกับครุ่นคิดถึงสิ่งที่พิมพ์มาดาต้องเผชิญนับจากนี้ ไม่ว่าจะเป็เสียงนินทาว่าร้ายและสายตาของคนรอบข้างที่มองเธออย่างรังเกียจ ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะแบกรับความหน้าเ็ปได้อย่างไร ก่อนที่เขาจะละมือจากทุกอย่าง แล้วทบทวนครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจโทรหาเพื่อนรักในทันที
“กันต์..ฉันมีเื่อยากปรึกษา” ปลายสายที่กำลังเลื่อนหานาฬิกาหรูในอินเทอร์เน็ต ปล่อยยิ้มแล้วเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงสดใส
"เื่ข่าวฉาวที่กำลังดังอยู่ใช่ไหม”
“น้ำเสียงของนาย ดูไม่เป็เดือดเป็ร้อนเท่าไหร่เลยนะ ทั้งที่น้องสาวนายโดนด่าเละขนาดนั้น”
“ก็เดือดร้อนอยู่นะ แต่จะทำไงได้ ข่าวมันดังขนาดนั้น เออ..ว่าแต่พิมพ์เป็ไงบ้าง ป่านนี้ร้องไห้ขี้มูกโปร่งแล้วมั้ง” ชนกันต์เอ่ยถามทั้งที่มือยังคงเลื่อนดูนาฬิกาสุดหรูที่เขาอยากได้
“ขอร้องล่ะ เลิกพูดเล่นได้ไหม ฉันจริงจัง” เทวทิณณ์ทำเสียงเข้ม ก่อนที่อีกฝ่ายจะขมวดคิ้ว แล้วละความสนใจจากนาฬิกากลับมายังเทวทิณณ์
“จริงจังอะไรวะ นายก็แค่เลิกยุ่งกับพิมพ์ทุกอย่างก็จบแล้วไหม จะเดือดร้อนอะไร” เทวทิณณ์ได้ยินดังนั้น จึงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดทุกสิ่งที่อยู่ในใจออกมา
“ฉันยังไม่พร้อมเลิกยุ่งกับพิมพ์มาดาในตอนนี้ว่ะ และฉันก็คิดว่าพิมพ์มาดา ยังทำหน้าที่ไม่คุ้มกับเงินสามแสนที่เสียไป”
“เดี๋ยวก่อนเพื่อน” ยังไม่ทันที่เทวทิณณ์พูดจบ ชนกันต์ก็ขัดขึ้นมาด้วยความสงสัย
“นี่ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม รู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา นายกำลังหมายความว่า...นายไม่เต็มใจ ที่จะให้พิมพ์มาดาออกไปจากชีวิตนายอยู่นะ ไม่แปลกไปหน่อยเหรอวะ” น้ำเสียงแปลกใจของชนกันต์ ทำให้เทวทิณณ์ชะงักนิ่งไป ก่อนที่ชนกันต์จะพูดต่อ
“ไม่ว่ากับผู้หญิงคนไหน ฉันไม่เห็นนายเป็งี้เลย รู้อะไรไหม ฉันคิดว่านายปล่อยน้องสาวฉันไปั้แ่มีไลฟ์สดแล้ว คนอย่างนายเคยเก็บใครไว้ข้างกายนานขนาดนี้เหรอ ยิ่งมีข่าวเสียหายนายยิ่งออกห่างอย่างไว แต่ตอนนี้นอกจากนายไม่ยอมปล่อยแล้วยังอ้างว่าไม่คุ้มกับเงินสามแสนที่เสียไป มันยิ่งไม่ใช่นิสัยของนายเลย นายบ้าไปแล้วหรือไง จะทำให้เื่มันยุ่งยากทำไม ก็แค่เลิกยุ่งกับน้องสาวฉันทุกอย่างก็จบ” เทวทิณณ์ถอนหายใจ แล้วเบี่ยงตัวเดินไปยังวิวสูง เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยแล้วตัดสินใจพูดบางความรู้สึกออกไป
“กันต์...”
“อย่ามาทำน้ำเสียงอ่อย ๆ แบบนี้ ฉันขนลุก”
“เลิกพูดเล่นแล้วฟังฉัน ฉันจริงจัง ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นความรู้สึกตัวเองว่ะ ฉันไม่เคยรู้สึกสับสนเท่านี้มาก่อน วันนี้ทั้งวัน ฉันทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ปล่อยพิมพ์ไปไม่ได้จริง ๆ ว่ะ ยิ่งเห็นพิมพ์โดนคนอื่นทำร้ายมากเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งเ็ปแทนเธอ...” ชนกันต์ได้ยินดังนั้นถึงกับเบิกตากว้าง พลันเดินวนไปมาด้วยความใอย่างถึงที่สุด
“นี่...นายอย่าบอกนะว่าชอบน้องสาวฉัน”
“ก็คงใช่” เขายอมรับแต่โดยดี
“แล้วกับปุยนุ่นอะ นายเอาไง” ชนกันต์เอ่ยถาม
“ไม่รู้ว่ะ ตอนนี้ไม่รู้อะไรทั้งนั้น ฉันสับสนไปหมด ยิ่งกว่านั้นพิมพ์มาดาก็พยายามจะไปจากฉันด้วย ถึงตอนนี้ฉันโคตรสับสนเลย” เทวทิณณ์ก้มหน้าลง แล้วยอมรับกับชนกันต์โดยดี ก่อนที่อีกฝ่ายจะนิ่งเงียบไปเพื่อตั้งสติเช่นกัน
“แล้วนายจะให้ฉันช่วยอะไร” ปลายสายเอ่ยถามหลังจากตั้งสติได้
“ตอนนี้ฉันเป็ห่วงความรู้สึกของพิมพ์มาดา นายช่วยฉันหน่อยได้ไหม ให้เธออยู่ในสังคมได้อย่างปกติ ไม่ต้องทนกับสายตารังเกียจพวกนั้น ช่วยฉันคิดหน่อยว่าจะปกป้องเธอยังไงดี ฉันไม่เคยมีความรัก”
“ฉันขอเวลาคิดสิบห้านาทีละกัน แล้วจะโทรกลับ” ว่าแล้วชนกันต์ก็กดวางสายไป ปล่อยให้เทวทิณณ์ครุ่นคิดอยู่ตามลำพังจนเสียงเปิดประตูห้องน้ำของพิมพ์มาดาจะดังขึ้น หญิงสาวในชุดนอนสะอาดตาค่อย ๆ เดินตรงมายังเทวทิณณ์ด้วยท่าทางอิดโรย ขณะที่รอยแดงบนใบหน้ายังไม่จางหาย ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วเดินตรงไปยังพิมพ์มาดา
“คนของคุณพ่อ จะหาตัวคนที่ทำร้ายเธอได้ และพี่จะไม่ปล่อยมันไว้เด็ดขาด” เขาพูดพร้อมสายตามุ่งมั่น ก่อนที่หญิงสาวจะฝืนยิ้มออกมา
“พี่ทำแบบนี้ แสดงว่าเื่ถึงพ่อพี่ทิณณ์แล้วใช่ไหมคะ” เขาพยักหน้าก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“ในเมื่อพ่อของพี่ทิณณ์รู้เื่แล้ว ท่านไม่โกรธเหรอคะ” สายตาอ่อนโยนของหญิงสาวเอ่ยถามเขาด้วยความเป็ห่วง ก่อนที่เทวทิณณ์จะเอื้อมไปดึงมือเธอมานั่งที่โต๊ะอาหาร
"ทานข้าวเถอะจะได้ทานยา อย่าคิดเื่อื่นให้มากเลย” เขาแกะยาวางไว้ พร้อมกับนั่งมองเธอทานอาหาร ด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนคนถูกมองจะอ้ำอึ้งด้วยความแปลกใจ
