คำพูดของกวนฮุ่ยเอ๋อทำให้คนเชื่อถือได้โดยง่าย
เมื่อมีผู้าุโเป็คนจัดการ ดังนั้นสำหรับเื่นี้เสี่ยวหลานย่อมไม่ได้ต่อสู้ตามลำพัง พวกเพื่อนร่วมหอจึงไม่ได้เป็ห่วงมากมายขนาดนั้น
กวนฮุ่ยเอ๋อเป็คนคุยสนุก การพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษาหญิง สำหรับคนอย่างเธอนั้นไม่ใช่เื่ยากแต่อย่างใด สรุปคือหลังทานอาหารมื้อนี้ เหล่าสมาชิกห้อง 307 ล้วนพากันอิจฉาเซี่ยเสี่ยวหลาน ว่าที่แม่สามีของเธอช่างอัธยาศัยดีมากเหลือเกิน
เซี่ยเสี่ยวหลานเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน วันนี้คุณน้ากวนให้เกียรติเธอมากจริงๆ
ตอนกวนฮุ่ยเอ๋อเตรียมตัวกลับ เธอยังกำชับเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งด้วยว่า วันอาทิตย์ให้ไปที่บ้าน ซูจิ้งใกล้หลงเสน่ห์กวนฮุ่ยเอ๋อเข้าเต็มที
“น้องหก บอกมาสิว่าทำไมถึงโชคดีขนาดนี้”
ความสัมพันธ์ของลูกสะใภ้กับแม่สามีนั้นจัดการยากขนาดไหน ต่อให้ซูจิ้งไม่มีประสบการณ์ แต่เธอก็เคยเห็นมาก่อน ‘แม่สามี’ ที่ใจกว้างอย่างกวนฮุ่ยเอ๋อ ถือเป็การเปิดโลกใหม่ให้กับซูจิ้งอย่างแท้จริง
เซี่ยเสี่ยวหลานยิ้มกว้างแทนคำตอบ
เธอไม่คิดเถียงกลับ จะให้บอกว่ากวนฮุ่ยเอ๋อเคยมาขอให้เธอเลิกกับโจวเฉิงเหมือนกันอย่างนั้นหรือ?
วันนี้กวนฮุ่ยเอ๋อช่วยเธอขนาดนี้ เื่ไม่ดีในอดีต เซี่ยเสี่ยวหลานจะขุดคุ้ยไปเพื่ออะไร
ทุกคนเดินกลับหอพักด้วยกัน นอกจากถามเื่โจวเฉิงแล้ว ส่วนใหญ่ก็พากันรู้สึกเสียดายจี้เจียงหยวน เขารูปหล่อ เรียนดี ครอบครัวมีฐานะ ต่อให้อยู่ในถ้ำเสือหมอบอย่างหัวชิง จี้เจียงหยวนก็ยังเป็คนดังได้
ทว่า์คงไม่อยากให้คนคนหนึ่งสมบูรณ์แบบจนเกินไป จี้เจียงหยวนดีเลิศทุกอย่าง แต่ดันมีแม่บังเกิดเกล้าที่น่ากลัวเช่นนั้นเสียได้
แม่ของจี้เจียงหยวนบุคลิกภาพดูดีน่านับถือ ทำไมถึงเป็คนแบบนี้นะ?
“จะว่าไป ฉันไม่เห็นจี้เจียงหยวนมาสองวันแล้วนะ”
จี้เจียงหยวนชอบเล่นบาสเกตบอล หากไม่มีอุปสรรคอย่างฝนตก ส่วนใหญ่เขามักจะโผล่มาที่สนามกีฬาฝั่งตะวันตก
เซี่ยเสี่ยวหลานคิดในใจ ดีไม่ดีจี้เจียงหยวนอาจจะถูกคนตระกูลจี้กักบริเวณแล้วก็เป็ได้
ไม่ว่าอย่างไรเื่แบบนี้ตระกูลจี้ทำได้แน่นอน
ทังหงเอินกับตระกูลจี้งัดข้อกัน จี้เจียงหยวนกลายเป็เป้าหมายที่ทั้งสองฝ่าย้าแย่งชิงตัว แน่นอนว่าตระกูลจี้คงต้องจับตามองจี้เจียงหยวนอย่างใกล้ชิด เพราะกลัวจี้เจียงหยวนจะถูกทังหงเอินตีสนิทและเกลี้ยกล่อม คิดดูแล้วก็น่าขันเหลือเกิน ตระกูลจี้เลี้ยงดูจี้เจียงหยวนมาสิบกว่าปี แต่กลับกลัวทังหงเอินที่เพิ่งทำความรู้จักกับจี้เจียงหยวนเพียงไม่กี่วัน
ตราชั่งความรู้สึกของมนุษย์มักเอนเอียงกันได้
และแน่นอนว่าจี้เจียงหยวนย่อมเอนเอียงไปทางฝั่งตระกูลจี้
ทว่าก่อนอื่นตระกูลจี้ต้องไม่ทำเื่ไม่เหมาะสม และเลิกหยิบลูกตุ้มออกจากถาดตราชั่งด้วยมือตัวเองเสียที
แต่ก็ไม่แน่ เซี่ยเสี่ยวหลานเคยเจอกับจี้หย่าสองครั้ง เธอรู้ซึ้งดีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่แค่หยิ่งผยอง ทั้งยังเอาตัวเองเป็ใหญ่อีกด้วย การแสดงออกของคนคนหนึ่งฟ้องให้เห็นถึงการอบรมของครอบครัว ถ้าไม่มีตระกูลจี้คอยให้ท้าย จี้หย่าคงไม่เอาแต่ใจถึงเพียงนี้
ถ้าเช่นนั้นก็พิสูจน์แล้วว่า ความจริงครอบครัวจี้มีปัญหาอยู่ไม่น้อย
เทียบกันแล้ว จี้เจียงหยวนช่างเป็บุคคลที่หาได้ยากยิ่ง
ตระกูลจี้ทั้งเย่อหยิ่งและคิดว่าตัวเองสูงส่ง หากคิดจะสู้กับคุณอาทังดูท่าคงไม่มีทางชนะแน่นอน
อย่างไรก็ตามวันนี้กวนฮุ่ยเอ๋อช่วยออกหน้าแทนเธอ เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมรู้สึกอบอุ่นและตื้นตันใจ ขณะที่โจวเฉิงนั้นแม้จะติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้ แต่หลังได้รับจดหมาย เขาก็หาวิธีติดต่อกับตระกูลโจว เพราะกลัวว่าเธอจะถูกรังแก สิ่งนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกถึงความอ่อนหวานของโจวเฉิง
เซี่ยเสี่ยวหลานเชื่อมาโดยตลอดว่า ความอุ่นใจมีเพียงตนเองที่สามารถมอบให้ได้ และตนเองมีความสามารถในการอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างปลอดภัย ต่อให้หกล้มก็ลุกขึ้นใหม่ ไม่จำเป็ต้องคาดหวังให้คนอื่นมาทำดีด้วย เพราะคนที่ทำดีกับคุณ ย่อมอยากได้ ‘ความดี’ เป็สิ่งตอบแทน
เธอเตือนตัวเองเสมอว่าต้องมีสติกับเื่ความรัก
ทว่าความรักของโจวเฉิงนั้นช่างร้อนแรงเหลือเกิน ‘ความดี’ ของเขาไม่มีสิ่งใดสามารถบรรจุเอาไว้ได้หมด ใส่ลงไปในแก้วก็ล้นเอ่อ ต้องเปลี่ยนภาชนะใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม จากแก้วเป็กะละมัง จากกะละมังเป็อ่างน้ำ จนกระทั่งใหญ่เท่ากับบ่อน้ำ เซี่ยเสี่ยวหลานสงสัยว่าต่อให้ใช้ทะเลสาบมารองรับก็อาจจะยังไม่เพียงพอกับความดีของโจวเฉิง
เซี่ยเสี่ยวหลานรองรับไว้มากเท่าไร ‘ความดี’ ของโจวเฉิงก็จะถูกเติมลงมามากยิ่งขึ้น
เจอกับความรักที่ร้อนแรงเช่นนี้ เซี่ยเสี่ยวหลานประคองสติของตนได้ยากเหลือเกิน
เธอรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้ลุกเป็ไฟเต็มที่
คนมักพูดว่า มีความรักตอนแก่ให้ระวังไฟรักแผดเผาตัวเอง คงพูดถึงสถานการณ์ของเธอตอนนี้ได้ใช่หรือไม่
แรกเริ่มเธออยากมีความรักแสนหวานกับเด็กหนุ่มเช่นโจวเฉิง
ตอนหลังกลับพบว่าในสมองของหนุ่มน้อยผู้นี้มีแต่เื่สร้างครอบครัว ทำเอาเธอรู้สึกตกอกใ
ตอนนั้นเธอเองก็เคยสับสน แต่ไม่เคยคิดอยากเลิกรากับโจวเฉิงเลยสักครั้ง
ตอนนี้กลับกลายเป็ว่า อยู่ดีๆ ตนก็ข้ามขั้นคิดอยากแต่งงานกับโจวเฉิงเสียแล้ว
แม้จะไม่ได้เจอหน้าหรือเขียนจดหมายติดต่อกับโจวเฉิงโดยตรง แต่เธอก็คิดถึงโจวเฉิงผ่านเื่ของคนอื่นอยู่เสมอ ในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว ในที่สุดเซี่ยเสี่ยวหลานก็ยอมรับว่า ตนไม่สามารถประคองสติต่อไปได้อีกแล้ว ความอุ่นใจที่โจวเฉิงมอบให้ ภาพตอนที่เขารับรองว่าจะเป็คนที่ดีกว่านี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานนอนยิ้มหวานอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
ความคิดถึงที่อัดแน่นอยู่เต็มอกราวกับจะลอยข้ามปักกิ่งไปยังจี้เป่ย แล้วพุ่งไปโอบรัดตัวโจวเฉิงที่วิทยาลัยเสียให้ได้
ตอนนี้โจวเฉิงหลับหรือยังนะ
เขากำลังนอนคิดถึงเธออยู่บนเตียงที่หอพักเหมือนกันหรือเปล่า
เมื่อไรที่คำสั่งห้ามหนึ่งเดือนผ่านไป เซี่ยเสี่ยวหลานสาบานกับตัวเองว่าเธอจะต้องไปหาโจวเฉิงให้จงได้!
—--------------------------------------------
รถไฟโคลงเคลง เสียงสายลมด้านนอกพัดผ่าน ทว่าเหนือศีรษะคือหมู่ดาวสุกสกาวสดใส
ไม่มีอะไรผิดไปจากสิ่งที่เซี่ยเสี่ยวหลานคิด โจวเฉิงกำลังคิดถึงเธออยู่จริงๆ
ระหว่างการเดินทาง สมองของคนเราจะอยู่ในสภาวะว่างเปล่า ตู้รถไฟที่โคลงเคลงไปมาทำให้ไม่อาจครุ่นคิดเื่ซับซ้อนอะไรได้ นอกเสียจากใช้ไปกับการคิดถึงใครสักคน
โชคดีที่การคิดถึงว่าที่ภรรยากลายเป็สัญชาตญาณของเขาไปเสียแล้ว ไม่จำเป็ต้องลงทุนลงแรง ก็เหมือนกับที่มนุษย์ต้องกินข้าว หายใจ และนอนหลับ สิ่งเหล่านี้มันกลายเป็เื่ธรรมชาติไปโดยปริยาย
“โจวเฉิง นายว่าภารกิจของพวกเราคราวนี้คืออะไร”
“ไม่ต้องถกกันหรอก ถึงจุดหมายเมื่อไร เบื้องบนคงมีคำสั่งลงมาเองนั่นแล”
สองวันนี้พวกเขาเร่งเดินทางจากจี้เป่ยลงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ความจริงโจวเฉิงพอจะเดาได้แล้วว่าจุดหมายปลายทางของตนนั้นอยู่ที่ใด
ทว่าเบื้องบนยังไม่มีคำสั่งชัดเจน ต่อให้เดาได้ถูกต้องโจวเฉิงก็ไม่อาจบอกแก่คนอื่นๆ ได้
ถึงอย่างไรก็ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว เบื้องบนคงอธิบายรายละเอียดของภารกิจกับพวกเขาเมื่อไปถึงที่นั่น
หน้าที่ของคนอาชีพอย่างพวกเขาคือการปฏิบัติตามคำสั่ง โจวเฉิงรู้ว่าเวลาไหนต้องน้อมรับคำสั่ง ต่อให้มีความคิดเห็นอื่นใดก็ทำได้เพียงเก็บเอาไว้เท่านั้น!
เพื่อนร่วมทางคิดไม่ตก เอาแต่หาคนแลกเปลี่ยนความเห็นอยู่ตลอดเวลา
โจวเฉิงลอบส่ายศีรษะ เพื่อนร่วมทางผู้นั้นคือข้าราชการนั่งโต๊ะที่ไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว หากถูกลากเข้าสนามรบทั้งอย่างนี้ อย่าว่าแต่การวางกลยุทธ์เลย ดีไม่ดีแม้แต่ตัวเองก็คงเอาตัวไม่รอดน่ะสิ รถไฟเคลื่อนที่ต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมงกว่า เป็อย่างที่โจวเฉิงคิดไว้ อีกไม่นานก็จะถึงจุดหมายปลายทาง
รอบกายมีแต่ความมืดมิด พวกเขาถูกทิ้งอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้าง
“ตั้งเต็นท์!”
ทุกคนพกเป้ทหารมาด้วย พอได้ยินคำสั่ง เหล่านักศึกษาก็เปิดกระเป๋าเป้ทันที
สายลมที่พัดปะทะใบหน้ามีกลิ่นคาวของน้ำทะเล ที่นี่อยู่ห่างจากชายฝั่งไม่เกินสิบกิโลเมตร
โจวเฉิงรู้ดีว่าที่นี่คือแถบชายฝั่งของมณฑลิ่
ตอนกางเต็นท์ พวกเขาถูกสั่งห้ามใช้ไฟฉายและเครื่องมือให้แสงสว่างใดใด จึงทำได้เพียงอาศัยแสงดาวบนท้องฟ้าเท่านั้น แสงดาวระยิบระยับดูซุกซนเหมือนเวลาแฟนสาวของเขาขยิบตาให้ไม่มีผิด โจวเฉิงคิดพลางกอดปืนแนบอกแน่น
ออกมาทำภารกิจไม่ใช่เื่ใหญ่ ในเมื่อให้มาที่แถบชายฝั่งมณฑลิ่ ก็เป็ไปได้สูงที่จะสั่งให้พวกเขามาเก็บกวาดพวกลักลอบค้าของเถื่อน ทำไมถึงไม่ใช่คนท้องถิ่นเล่า เป็ไปได้ว่าเพราะกลัวไก่ตื่นนั่นเอง
ไม่รู้ว่าเป็ความคิดของใคร ถึงได้จัดเตรียม ‘คาบปฏิบัติการจริง’ เช่นนี้ให้กับนักศึกษารุ่นนี้
โจวเฉิงสังหรณ์ใจว่า ‘ชีวิตในรั้ววิทยาลัย’ สองปีของเขา คงเต็มไปด้วยสีสันอย่างแน่นอน!