กู้อวี้ลงดาลประตูเสร็จ เจินเจินก็เข็นรถเข็นออกไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งลมพายุ จนกู้อวี้ต้องเอามือจับที่เท้าแขนเอาไว้แน่น หาไม่แล้วคงได้ล้มลงไปกองกับพื้นแน่ รู้ตัวอีกทีพบว่าขึ้นมาอยู่บนเชิงเขาแล้ว
ท้องนภาสีฟ้ามีเมฆสีขาวลอยผ่านไปมาอย่างเชื่องช้า แสงแดดตกกระทบลงมาบนใบไม้ใบหญ้าสีเขียวชอุ่ม แลดูสดชื่นมีชีวิตชีวา เขาเห็นแล้วพลอยทำให้จิตใจผ่อนคลายตามไปด้วย
“ไฉนถึงขึ้นมาบนูเาเล่า” กู้อวี้ถามอย่างฉงนสงสัย ถึงแม้บนนี้จะมีวิวทิวทัศน์สวยงาม แต่เป็ความสวยที่ซ่อนไปด้วยอันตราย ตัวเขาขาพิการ หากมีเสือสิงโตหรืองูพิษโผล่ออกมาคงไม่อาจเอาตัวรอดได้
คนพิการอย่างเขาช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!
“วิญญูชนรู้ว่ากำแพงมีอันตรายก็ไม่ควรยืนอยู่ใต้กำแพง ข้าเคยสั่งเ้าแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามขึ้นมาบนเขาคนเดียวอีก”
“แต่ข้าไม่ได้ขึ้นมาคนเดียว ข้าขึ้นมากับพี่ชาย” เจินเจินเอียงคอพร้อมกับโต้กลับด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
กู้อวี้ “…”
“ข้ามีเพื่อนอยู่บนนี้ แค่มีมันก็ไม่มีใครกล้ารังแกพวกเรา ข้าจะพาท่านไปหาเพื่อนของข้า”
“เพื่อนของเ้า? คนที่เคยช่วยเ้าเก็บหลินจือกับโสมน่ะหรือ” กู้อวี้ถามอย่างสงสัย เจินเจินเพิ่งจะอายุเพียงเท่านี้ก็สามารถเก็บหลินจือและโสมกลับไปได้เยอะแยะถึงเพียงนั้น เขาเลยรู้สึกสงสัยมาตลอดว่านางอาจจะมีคนคอยช่วยเหลือ ในป่าบนเขาแห่งนี้มีโสมและหลินจือก็จริง ทว่าของทั้งสองสิ่งนั้นไม่ใช่จะเก็บไปได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้นชาวบ้านทุกคนคงขึ้นมาเก็บกันหมดแล้ว
“ใช่เ้าค่ะ หัวไชเท้าข้าเป็คนเก็บ ส่วนเสี่ยวไป๋เป็คนเก็บเห็ด”
“เพื่อนของเ้าอาศัยอยู่บนเขาหรือ” กู้อวี้ถามอย่างสงสัยอีกครา
เจินเจินพยักหน้า “ใช่เ้าค่ะ”
“ล่าสัตว์เพื่อดำรงชีพ?” กู้อวี้คาดเดา ในเมื่อสหายของเจินเจินอาศัยอยู่บนเขา เช่นนั้นก็ต้องยึดการล่าสัตว์ในการดำรงชีวิต
“ใช่เ้าค่ะ!” หากไม่ล่าสัตว์เสี่ยวไป๋คงได้หิวตายเป็แน่
กู้อวี้คิดในใจ ที่ตนเดานั้นถูกต้อง จากนั้นเลยเอ่ยถามต่อ “ที่บ้านสหายของเ้ายังมีผู้ใดอยู่อีกหรือไม่”
เจินเจินสั่นศีรษะ “ตอนยังเล็กแม่ของเสี่ยวไป๋ก็ได้ตายจากไป มันจึงเหลืออยู่ตัวคนเดียว พวกเรามักจะเที่ยวเล่นอยู่บนเขาลูกนี้ด้วยกันบ่อยๆ”
กู้อวี้คิดในใจ หากบนเขาลูกนี้มีนายพรานอาศัยอยู่ แถวบ้านของนายพรานก็ไม่น่ามีสัตว์ร้ายปรากฏตัว มีนายพรานคนใดบ้างที่ยอมให้แถวบ้านของตนมีอันตรายซ่อนอยู่ น่าจะจัดการแถวบ้านจนปลอดภัย ส่วนคนที่เ้าหกว่า…หากครั้งนี้เขาไม่ยอมเจอสหายของนาง เกิดครั้งหน้านางแอบขึ้นมาบนนี้อีกเล่า
หลังจากชั่งข้อดีข้อเสียดีแล้วกู้อวี้จึงไม่ปฏิเสธเื่ขึ้นเขาอีก เขาเริ่มอยากเจอสหายของนางขึ้นมาบ้างแล้ว อยากจะรู้ว่าสหายผู้นี้ดีต่อเด็กหญิงตรงหน้าจากใจจริงหรือมีแผนการอื่นในใจ
ครั้นเข้ามาในป่า เจินเจินไม่วิ่งอีกต่อไป เมื่อพบเจอดอกไม้สวยสดก็เข้าไปเด็ดมัน แต่พอเจอดอกไม้ที่สวยกว่าก็โยนดอกเดิมทิ้งแล้วไปเด็ดดอกที่สวยกว่ามาแทน ั้แ่ต้นจนจบกระทำอย่างเด็ดขาดไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
กู้อวี้เห็นแล้วในสมองพลันปรากฏความคิดหนึ่งขึ้นมา หากวันหนึ่งนางเจอบุรุษที่หน้าตาหล่อเหลากว่าเขา มีอนาคตกว่าเขา ก็อาจจะทำเช่นเดียวกับที่ทำกับดอกไม้เหล่านี้หรือไม่ สลัดเขาทิ้งอย่างไม่ไยดีแล้วไปเลือกคนผู้นั้น ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ทว่าต่อมาก็คิดได้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาเองก็้าหรอกหรือ
คนพิการเช่นเขา ต่อให้อยู่ในฐานะพี่ชายก็ไม่คู่ควรอยู่ดี
“พี่ชาย!” ขณะที่กู้อวี้กำลังคิดอย่างเหม่อลอยอยู่นั้น เจินเจินเด็ดดอกจวี๋ฮวา[1] แล้วหอบนำไปให้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันดึงความนึกคิดของกู้อวี้ให้กลับคืนมา ไม่เพียงแค่นี้ยังเลือกดอกที่ใหญ่ที่สุดซึ่งเป็สีแดงอมม่วงไปทัดที่มวยผมของเขา
ดวงตาเจินเจินเปล่งประกายระยิบระยับ ภายในแววตาคู่นั้นสะท้อนภาพของชายหนุ่มที่กำลังทัดดอกไม้
นี่ทำให้กู้อวี้นึกถึงเทศกาลฉงหยาง[2] เมื่อปีที่แล้ว เขาได้ร่วมฉลองเทศกาลนี้กับสหายร่วมเรียนและอาจารย์ ยามนั้นเขาได้ทัดดอกจวี๋ฮวา ดื่มสุราดอกจวี๋ฮวา และท่องบทกลอนเกี่ยวกับดอกจวี๋ฮวา ถึงแม้ว่าปีนี้เทศกาลฉงหยางจะผ่านไปแล้ว หากคิดไม่ถึงว่าในป่าบนเขาแห่งนี้จะยังมีดอกจวี๋ฮวาเบ่งบาน
“พี่ชาย ท่านทัดดอกไม้เช่นนี้แล้วดูดีเหลือเกิน!”
การที่เ้าหกชื่นชอบบุรุษที่หน้าตาดีถึงเพียงนี้ไม่ใช่เื่ที่ดีเลย คิดแล้วเอ่ยปากสั่งสอนออกไป “ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า คนดีคนเลวมิอาจตัดสินจากคำพูดและหน้าตา คบสหายก็ไม่อาจเลือกจากหน้าตาด้วยเช่นกัน”
“ข้าทราบแล้ว” เจินเจินพยักหน้าหงึกๆ
แม้นเจินเจินจะพยักหน้า แต่กู้อวี้กลับรู้สึกว่านางมิได้เก็บสิ่งที่เขาพูดมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย จึงกล่าวต่ออีกว่า “คนที่ดูดีและพูดดีกับเ้าไม่แน่ว่าจะเป็คนดีเสมอไป อาจจะเป็คนเลวก็เป็ได้ ถึงแม้ไม่ควรทำร้ายผู้อื่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักป้องกันตัวจากผู้อื่นเอาไว้ด้วย ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะหน้าตาเช่นไร หากไม่ใช่คนที่เ้ารู้จัก ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรเ้าก็ห้ามเชื่อ” เขาอธิบายแจกแจงเหตุและผล เด็กหญิงชอบเที่ยวเล่นและไปที่นู่นที่นี่ เขากลัวว่าสักวันนางอาจจะไปเจอพวกคนเลวเข้าก็เป็ได้
“ข้าจดจำได้แล้ว” เจินเจินเข็นรถเข็นไปข้างหน้าขณะรับคำ
“เื่ที่เ้าเก็บหลินจือและโสมในป่าแห่งนี้ได้ ห้ามนำไปบอกผู้อื่นรู้หรือไม่ หากผู้อื่นรู้จะเป็การดึงดูดภยันตรายมาสู่ตัวได้”
เจินเจินรับคำ “ข้าทราบแล้ว พี่ชาย ท่านไม่ต้องกลัว หากพวกโจรมาข้าจะตีมันเอง!”
กู้อวี้ “…”
ช่างเถิด แค่นางรับปากว่าจะไม่บอกผู้ใดก็เพียงพอแล้ว
“พี่ชาย ตรงนั้นมีเห็ด ท่านรอข้าตรงนี้สักประเดี๋ยว ข้าจะไปเก็บมัน!” เจินเจินเข็นรถเข็นพากู้อวี้ไปจอดใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็มองไม่เห็นแม้แต่เงา
“ไม่ต้องไป!” กู้อวี้เพิ่งจะพูดจบ กลับพบว่าไม่ทันเสียแล้ว มือข้างหนึ่งของเจินเจินจับเถาวัลย์ของต้นไม้เอาไว้ขณะไต่ลงไปยังเนินด้านล่างเสียแล้ว
“พี่ชาย ท่านรอข้าอยู่ตรงนั้น ห้ามไปที่ใดนะ” มีแต่เสียงะโกลับมา กู้อวี้ได้แต่กำหมัดแน่นพร้อมกับทุบลงไปบนขาของตนเอง คนพิการอย่างเขาทำอะไรก็ไม่ได้ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง นอกจากรอเด็กหญิงอย่างร้อนใจอยู่ตรงนี้แล้ว เขาไม่อาจทำอันใดได้เลย
การรอคอยนั้นช่างยาวนานและทรมาน ในสมองของเขาปรากฏภาพความเป็ไปได้มากมาย เช่นเจินเจินสะดุดล้ม หรือถูกงูที่มีพิษกัด...ขณะที่เขากำลังจะอดทนรอต่อไปอีกไม่ไหวนั้น ศีรษะของเจินเจินก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากเนินด้านหน้า หลังขึ้นมาได้ก็ดึงเถาวัลย์ซึ่งมัดตัวชายชราผู้หนึ่งเอาไว้ให้ขึ้นมาบนนี้ด้วย
ใบหน้าของชายชราบวมช้ำ ตามร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผล เขาเลื่อนล้อรถเข็นไปข้างหน้า ยื่นมือไปอังที่จมูก คนผู้นี้ยังมีลมหายใจ
“รีบลงจากเขาแล้วพาไปหาหมอเถิด อุ้มเขามาไว้บนตัวข้า” กู้อวี้กล่าว เวลานี้ยังไม่ใช่เวลามาสั่งสอนเจินเจิน เร่งช่วยชีวิตคนเป็สิ่งสำคัญกว่า
เด็กหญิงมีสีหน้าลังเล หากทำแบบนั้นตัวของพี่ชายจะสกปรก แต่ทว่านี่เป็คำสั่งของเขา...
ช่างเถิด เทียบกับให้ตัวพี่ชายสกปรก นางไม่อยากทำให้พี่ชายโกรธมากกว่า
เจินเจินประคองชายชราไปข้างๆ กู้อวี้ จากนั้นเด็กหนุ่มถึงค่อยอุ้มชายชราผู้นี้มากอดเอาไว้
“ลงจากเขากันเถิด” กู้อวี้กล่าวกับเจินเจิน
เจินเจินเข็นรถเข็นลงจากเขา ครั้งนี้นางไม่ได้วิ่งเหมือนขามา ทางลงเขาเป็ทางลาดลง หากวิ่งพี่ชายอาจจะกระเด็นตกจากรถเข็นจนาเ็ได้ ครั้นกลับมาถึงบ้านสกุลกู้ พบว่าทุกคนกลับกันมาหมดแล้ว กู่ซื่อเอ่ยถาม “พวกเ้าไปที่ใดกันมา”
“พวกเราขึ้นไปบนเขา เจินเจินได้ช่วยคนผู้หนึ่งเอาไว้ เ้ารอง รีบไปตามท่านหมอมาที” กู้อวี้กล่าวตอบ
คนที่เหลือช่วยกันพาชายชราไปนอนบนเตียงในห้องทิศตะวันออก หมอมาถึงก็รีบตรวจดูอาการให้ชายชราทันที ตรวจเสร็จสีหน้าเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม “อาการไม่ค่อยดี แต่อย่างไรเสียก็ลองทานยาสักเทียบดูก่อน”
“ลองอันใดกัน กินเข้าไปก็ตายอยู่ดีมิใช่หรือ เช่นนี้ไม่เท่ากับเสียเงินเปล่าหรอกหรือ สู้ให้เจินเจินนำตัวกลับไปไว้ที่เดิมดีหรือไม่” จ้าวซื่อเอ่ยออกมาทันทีที่สิ้นเสียงของหมอ
[1] ดอกจวี๋ฮวา หมายถึง ดอกเบญจมาศ
[2] เทศกาลฉงหยาง หรือเทศกาลเก้าคู่ จะตรงกับวันที่เก้าเดือนเก้าตามปฏิทินจันทรคติ คำว่าเก้าในภาษาจีนพ้องเสียงกับคำว่ายืนยาวหรือยืนนาน คนจีนจึงถือว่าวันนี้เป็วันมงคล ทั้งยังเป็ผู้สูงอายุอีกด้วย
