ทหารองครักษ์ที่อยู่ข้างกงจื้อิะโเสียงดังว่า “เมื่อครู่คนนั้นบอกว่าแม่นางติงะโหน้าผาไปแล้ว!”
“อะไรนะ! พวกสัตว์เดรัจฉานพวกนี้บีบบังคับผู้หญิงให้ะโหน้าผา ช่างทำได้ลงคอ”
อวี้ฉือหุ่ยใจนเกือบถูกคู่ต่อสู้ฟันไหล่ พอเขาได้สติกลับมา ก็ร้องะโด้วยความโกรธและฟันดาบใหญ่ใส่ศัตรู ไม่กี่ครั้งก็ฆ่าชายชุดดำได้คนหนึ่ง
“ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่คนเดียว!”
เขาโกรธจริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้รู้จักกับแม่นางติงนานนัก แต่เขาก็รู้สึกสำนึกในบุญคุณ เพราะเขาเป็คนชอบกิน ขอเพียงท่านแม่ทัพมีของอร่อยๆ กิน แม่นางติงไม่เคยลืมแบ่งให้เขาสักครั้ง แม้แต่กางเกงผ้าฝ้ายที่อุ่นและบางเบาที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ก็เป็ของที่แม่นางติงให้
สตรีดีๆ แบบนี้ ถูกบังคับให้ะโหน้าผาไปได้อย่างไร?
เหล่าทหารองครักษ์ทั้งหลายที่ได้รับการดูแลจากแม่นางติงอยู่บ่อยๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน พวกเขาต่อสู้ด้วยความโกรธยิ่งสู้ก็ยิ่งห้าวหาญ ไม่นานก็ฆ่าเหล่าชายชุดดำจนหมดสิ้น
กงจื้อิปีนขึ้นไปบนยอดเขา บริเวณข้างหน้าผาว่างเปล่า นอกจากผ้าเช็ดหน้าสีขาวที่ซ่อนอยู่ในซอกหินที่กำลัง “สะบัดไปมา” ก็ไม่มีสิ่งอื่นใด
เขารีบเดินสองสามก้าวไปดึงผ้าเช็ดหน้านั้นออกมา ภายใต้แสงขาวนวลของหิมะเผยให้เห็นมุมหนึ่งของผ้าเช็ดหน้าที่มีดอกกุหลาบเล็กๆ นั้นเด่นชัดมาก
“เหว่ยเอ๋อร์!”
ความรู้สึกที่เหมือนหัวใจถูกกรีดเป็อย่างไร ความรู้สึกที่เหมือนลำไส้ถูกฉีกขาดเป็อย่างไร?
ตอนนี้กงจื้อิได้ลิ้มรสทั้งสองอย่างนี้อย่างเต็มที่ แม่นางติงต้องหมดหวังขนาดไหนถึงจะะโลงหน้าผาไป? เขาต้องทำอย่างไรถึงจะย้อนเวลากลับไปได้?
“อ๊า!”
อวี้ฉือหุ่ยปีนอย่างทุลักทุเลจนมาถึงยอดเขา เห็นกงจื้อิต่อยหินจนเืสาดพอดี ิับนกำปั้นของเขาฉีกขาด หิมะกลายเป็สีแดง ทั้งดูน่ากลัวและดื้อดึง
“ท่านแม่ทัพ โปรดระงับความเสียใจ! แม่นางติงจากไปแล้ว ท่านอย่าคิดทำร้ายตนเองอีกเลย! พอฟ้าสางข้าจะ...”
เขาเพิ่งจะวิ่งมาถึงแต่ไม่ทันระวังเตะก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งที่อยู่ใต้เท้าจนมันกลิ้งตกหน้าผาไป กงจื้อิกลับเงยหน้าขึ้นมาอย่างแรงทันที และลุกขึ้นเตรียมจะะโลงจากหน้าผา
อวี้ฉือหุ่ยใจนแทบเป็บ้า เขาพุ่งตัวเข้าไปกอดขาของกงจื้อิไว้ “ท่านแม่ทัพ ท่านอย่าคิดสั้น! มาช่วยข้าหน่อย ช่วยดึงท่านแม่ทัพไว้!”
ทหารองครักษ์ที่ปีนขึ้นมาตามหลังอีกสองสามคนก็รู้สึกใและรีบเข้ามาช่วยทันที
กงจื้อิโกรธจัดและะโออกมา “ปล่อย!”
แต่เหล่าทหารองครักษ์กลับไม่มีใครยอมปล่อยมือแม้แต่คนเดียว เขาโมโหจนเดือดดาล แต่ก็พยายามระงับความโกรธและอธิบายว่า “เมื่อครู่ก้อนหินหล่นลงไป ข้าฟังเสียงแล้วคิดว่าหน้าผานี้ไม่ได้ลึกมาก อีกทั้งยังมีต้นไม้ขวางอยู่ บางทีนางอาจจะยังมีชีวิตอยู่! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้องลงไป!”
“หา? ไม่ใช่ว่าท่านแม่ทัพจะตามแม่นางติงไปงั้นหรือ...” ในขณะที่อวี้ฉือหุ่ยยังตกตะลึงไม่ทันจะขยับตัว กงจื้อิก็เตะเขาออกไปแล้วหันกลับไปมองรอบๆ หน้าผา ในความมืดยามค่ำคืน แม้จะมองเห็นอะไรไม่ชัดเจน แต่โชคดีที่ไม่กี่วันก่อนหิมะตกลงมา ทำให้เขาพอมองเห็นได้เล็กน้อย
ไม่นานเขาก็ดึงมีดสั้นออกมาจากรองเท้าและะโลงไปตรงบริเวณที่เลือกไว้
“ท่านแม่ทัพ!” เมื่ออวี้ฉือหุ่ยตื่นจากความใ เขาก็วิ่งไปที่ขอบหน้าผาและะโด่าทออย่างโกรธเกรี้ยว “พวกเ้ารีบไปหาเชือกมาให้เร็วที่สุด! เร็วเข้า! ยิ่งมากยิ่งดี!”
แต่ดึกดื่นเช่นนี้จะไปหาเชือกจากที่ไหนกันล่ะ ในที่สุดทหารองครักษ์คนหนึ่งก็เฉลียวฉลาดพอที่จะดึงผ้าพันขาและเข็มขัดออกมา คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ทำตาม ไม่นานก็ได้เชือกสองเส้น
อวี้ฉือหุ่ยเป็คนแรกที่ะโลงไป…
ไม่ต้องพูดถึงวิธีการช่วยเหลือของพวกเขา แค่พูดถึงติงเหว่ยที่ะโลงจากหน้าผา นางรู้สึกถึงเสียงลมหวีดที่ข้างหู มีหินคมหรือกิ่งไม้ใหญ่ขวางทางนางเป็ระยะๆ ทำให้นางชนตรงนี้บ้าง กระแทกตรงนั้นบ้าง สุดท้ายนางกระแทกเข้ากับของแข็งบางอย่างดัง “โครม” ความเ็ปรุนแรงที่ขาซ้ายทำให้นางหมดสติไปทันที
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ความหนาวเย็นปลุกให้นางตื่นขึ้นมา นางลืมตาขึ้นช้าๆ แต่รอบๆ ก็ยังคงมืดมิด นางขยับมือไปมารู้สึกเ็ปอย่างมาก เมื่อพยายามขยับขาแต่ก็ไม่สำเร็จ คงไม่ต้องบอกว่ากระดูกหักแน่นอน
นางยิ้มเยาะกับโชคชะตาของตนเองและหลับตาลงอีกครั้ง
ในความเป็จริงแล้วเหตุผลที่ทำให้นางตัดสินใจะโลงมาจากหน้าผาอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนั้นเมื่อครู่ เป็เหตุผลที่ไม่สามารถบอกใครได้ นั่นคือิญญาของนางไม่ใช่ของโลกนี้ ไม่ว่าเหตุผลที่์ส่งนางมาที่นี่จะเป็อะไร แต่์ย่อมไม่้าให้นางตายเช่นนี้เป็แน่
นางกำลังเสี่ยงโชค เสี่ยงโชคว่าชีวิตของนางไม่ควรจบลงที่หน้าผานี้ นางที่ข้ามมิติมานี้ไม่ควรต้องตายหลังจากผ่านความลำบากมากมาย
สุดท้ายนางก็ชนะเดิมพันนี้อย่างที่คาดไว้ แม้ว่าร่างกายจะเต็มไปด้วยาแ แต่นางก็ยังคงหายใจ ยังคงมีชีวิตอยู่!
ที่ว่าการเมืองเฉียนโจวอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แม้การช่วยเหลือจะช้าแต่ก็ต้องมาถึงแน่นอน ขอเพียงนางอดทนผ่านคืนนี้ไปได้ นางก็จะได้รับการช่วยเหลืออย่างแน่นอน
นางพยายามยกแขนขึ้นมาดึงเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น แต่คืนนี้คงยากที่จะผ่านไปได้ นางได้แต่ภาวนาว่า์จะไม่ถือสาคำด่าทอก่อนหน้านี้ และอย่าส่งสัตว์ป่าหิวโซมาหานางเลย
บางครั้งยิ่งกลัวอะไรก็จะยิ่งเจอสิ่งนั้น!
ทันทีที่ติงเหว่ยคิดเช่นนั้น นางก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากบริเวณที่ไม่ไกลนัก และเสียงนั้นก็เริ่มถี่ขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับมีบางอย่างเข้ามาใกล้มากขึ้น นางใจนรีบพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ก็เผลอกระตุกขาที่าเ็จนเ็ปแทบกัดฟันหัก
ที่ก้นเหวในความมืดมิด แม้จะมีหิมะปกคลุมก็ยังมองไม่เห็นอะไรมากนัก นั่นทำให้ดวงตาสีเขียวของฝูงหมาป่าที่เข้ามาล้อมรอบดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น
“ซี้ด!!!” ติงเหว่ยสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างใ นางอดไม่ได้ที่จะอยากด่าทอใครสักคน เพิ่งจะะโหน้าผาลงมาแท้ๆ ตอนนี้ต้องมาเจอฝูงหมาป่าอีก ช่างโชคร้ายที่สุด ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้ว!
ฝูงหมาป่าคงกำลังประเมินศักยภาพของเหยื่อ มันจ้องมองอยู่รอบๆ สักพัก ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าเหยื่อของมันคือ “มนุษย์เพศหญิง” ที่ขาหัก ทำให้ฝูงหมาป่าแกว่งหางยาวไปมาอย่างดีใจ พวกมันเริ่มเข้ามาใกล้ทีละนิดๆ
ติงเหว่ยใจนหัวใจเต้นรัว ครั้งนี้นางไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะเสี่ยงโชคกับ์อีกแล้ว ในความตื่นตระหนกนางคว้าหินสองก้อนที่อยู่ข้างตัวมากำแน่นในมือ แล้วะโใส่ฝูงหมาป่าเสียงดัง “ไปให้พ้นซะ! รีบไปให้พ้นข้าเดี๋ยวนี้!”
แต่น่าเสียดายที่ฝูงหมาป่าที่ไหนจะฟังภาษามนุษย์ออก ในสายตาของพวกมันนางเป็เพียง “อาหารค่ำ” แสนอร่อย
หมาป่าตัวหนึ่งที่ดูแข็งแรงที่สุดได้โก่งตัวเตรียมกระโจนใส่ติงเหว่ย นางยกมือขึ้นขว้างหินไปทางมัน “ข้าจะทุบให้ตาย! ไปให้พ้น ออกไปให้พ้นเดี๋ยวนี้นะ!”
หมาป่าตัวนั้นเพียงเบี่ยงหัวเล็กน้อยก็หลบหินได้ มันฉีกยิ้มเยาะอย่างเหยียดหยาม เผยให้เห็นฟันขาวที่แหลมคม!
“กรร!”
ติงเหว่ยพยายามขุดพื้นดินที่อยู่ใต้ร่างของนางเพื่อพยายามหนีแต่อย่างไรก็ขยับไม่ได้ ในเวลานี้ไม่มีทางให้ถอยหลังเลยแม้แต่น้อย กลิ่นคาวเลือกจากปากของหมาป่าทำลายความหวังของนางไปจนหมดสิ้น ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป “ไปให้พ้น อย่ามากินข้านะ! ฮือๆ ข้าไม่อยากตาย ฮือๆ ข้ายังมีลูกชายด้วย ข้าไม่อยากตาย! ออกไปนะ! ออกไปให้พ้น!”
นางคว้าหินแล้วขว้างไปอย่างบ้าคลั่ง หวังจะทำลายชะตากรรมอันโหดร้ายที่จะต้องจบชีวิตลงในปากหมาป่า
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ทันใดนั้นมีอ้อมแขนที่แข็งแกร่งโอบกอดนางเอาไว้แน่น กลิ่นอายที่คุ้นเคย ความอบอุ่นที่คุ้นเคย ทำให้นางค่อยๆ วางก้อนหินลง นางถามด้วยเสียงที่สั่นไหวอย่างไม่มั่นใจ “นาย...นายน้อย?”
สามคำง่ายๆ นั้นสั่นจนแทบฟังไม่ได้ยิน แ่เบาจนแทบไม่มีเสียง แต่กลับหนักหน่วงเหมือนก้อนหินพันชั่งที่ตกกระแทกใจของกงจื้อิ จมูกของเขาแสบร้อนอย่างรุนแรงและน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาอย่างไม่อาจเก็บไว้ได้
แม้เขาจะได้โอบกอดหญิงสาวที่เขารักไว้ในอ้อมแขน แต่เขายังคงไม่กล้าหายใจแรง เพราะกลัวว่าหากตื่นขึ้นมาแล้วอาจพบว่าทุกอย่างเป็เพียงความฝัน
ภาพที่เห็นเมื่อครู่นี้ แม้ว่าเขาจะอยู่ในวัยชราลืมกินลืมดื่มและลืมทุกสิ่ง แต่เขาก็จะไม่มีวันลืมตอนที่หมาป่ากระโจนเข้าใส่ติงเหว่ย แค่เพียงก้าวเดียวเท่านั้น หากว่าช้ากว่านี้เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็จะสูญเสียนางไปและต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
เขาจำไม่ได้ว่าตนเองฆ่าหมาป่าด้วยดาบได้อย่างไร ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและรอยกัด แต่ในตอนนี้ เขารู้สึกได้เพียงความยินดีที่นางยังอยู่ นางยังมีชีวิตอยู่…
“ข้ามาแล้ว อย่าได้กลัวไปเลย”
เสียงของชายหนุ่มที่เยือกเย็นแต่แฝงด้วยความแหบแห้งเล็กน้อยนั้นฟังดูเหมือนเสียงจาก์ในหูของติงเหว่ย
เขามาถึงแล้ว ในขณะที่นางกำลังจะพบกับความตายอันแสนเศร้า ผู้ชายของนางก็มาถึงแล้วเพื่อช่วยนางเอาไว้!
“ฮือๆ ฮือๆ!” ติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นกัดเข้าที่ไหล่ของกงจื้อิอย่างแรง แม้จะรู้สึกถึงรสเค็มของเืในปาก แต่นางก็ไม่ยอมปล่อย
กงจื้อิกอดนางไว้แน่นขึ้นโดยไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วเพราะความเ็ปที่ไหล่ เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ร้องออกมาเถอะ ทุกอย่างล้วนเป็ความผิดของข้าเอง ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะไป์หรือลงนรก ข้าจะไม่ยอมให้เ้าห่างจากข้าไปอีก!”
ได้ยินเช่นนั้น ติงเหว่ยก็อ้าปากออกมา นางน้ำตาไหลพรากพลางพูดอย่างสะอึกสะอื้น “ฮือๆ ข้านึกว่าจะต้องตายเสียแล้ว แล้วอันเกอเอ๋อร์จะทำยังไง ใครจะดูแลเขาให้เติบโต? ฮือๆ ข้าไม่อยากตาย ข้ากลัว!”
“อย่ากลัว!” กงจื้อิสูดหายใจเข้าลึกๆ “อันเกอเอ๋อร์เป็สายเืของสกุลกงจื้อ และเ้าก็เป็ภรรยาของข้า ข้าจะดูแลเขาให้เติบโตเอง!”
ติงเหว่ยที่ผ่านค่ำคืนอันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเ็ป ขาที่ยังหักทำให้สมองนางมึนงงไม่ค่อยรับรู้อะไรนัก จะไปฟังความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของกงจื้อิออกได้อย่างไร นางจึงโต้กลับด้วยความโกรธ “อันเกอเอ๋อร์เป็ลูกของข้า สกุลติงต่างหากไม่ใช่สกุลกงจื้อ...”
กงจื้อิกลับเปลี่ยนแขนกอดนางให้แน่นขึ้นในอ้อมอก ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “เหว่ยเอ๋อร์ เ้าฟังให้ดี คนที่ทำลายความบริสุทธิ์ของเ้าในคืนนั้นก็คือข้า อันเกอเอ๋อร์เป็ลูกของข้า”
“ท่านพูด…อะไร?” ติงเหว่ยใจนลืมร้องไห้ ปากของนางสั่นเทาขณะที่เอ่ยถาม “ท่านไม่จำเป็ต้องโกหกเพื่อปลอบใจข้า ต่อให้อันเกอเอ๋อร์ไม่มีพ่อ ข้าก็จะเลี้ยงเขาให้โตเอง...”
กงจื้อิยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้น เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อันเกอเอ๋อร์เป็ลูกของข้าจริงๆ ตอนนั้นมันเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด แต่ลุงอวิ๋น อวิ๋นอิ่งและเฟิงจิ่วต่างก็รู้ความจริงเื่นี้ดี”
สีหน้าของติงเหว่ยซีดเผือดทันที ไม่น่าแปลกใจที่ใน่เวลายากลำบากที่นางถูกเหยียดหยาม คนในสกุลอวิ๋นก็ยังไม่กลัวคำพูดของผู้คนและรับนางเข้ามาทำงานในบ้าน ไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนในสกุลอวิ๋นปฏิบัติต่อนางด้วยความเมตตาขนาดนั้น ไม่น่าแปลกใจที่กงจื้อิรักอันเกอเอ๋อร์มากขนาดนั้น ไม่น่าแปลกใจเลย…
ที่แท้เด็กที่นางให้กำเนิดเป็สายเืของสกุลกงจื้อ เป็คุณชายน้อยของคนในสกุลอวิ๋น! และนางเองก็ได้รับการดูแลจากทุกคนเพราะบารมีของลูกชาย และได้รับความสนิทสนมจากชายคนนี้…
ที่แท้ทุกอย่างเป็เพียงความรู้สึกที่นางคิดไปเองคนเดียว!
ที่แท้นางที่คิดว่าตนเองฉลาด คิดว่าตนเองเก่งทุกด้าน แต่กลับเป็เพียงคนโง่ในสายตาของทุกคน!
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
ติงเหว่ยผลักกงจื้อิออกทันที อ้อมแขนที่เคยอบอุ่นหายไปในพริบตา ทำให้นางรู้สึกหนาวจนต้องกอดตนเองไว้ แต่ความหนาวเหน็บในใจนั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากกว่าความหนาวของร่างกาย มากกว่านับร้อยเท่าพันเท่า
“ไม่ต้องมาจับข้า!”
“เหว่ยเอ๋อร์!” กงจื้อิรู้สึกว้าวุ่นใจและพยายามจะกอดนางอีกครั้ง แต่ก็ถูกปัดออก เขาเองก็เริ่มโกรธเช่นกัน เขาะโเสียงดัง “อันเกอเอ๋อร์เป็ลูกแท้ๆ ของข้า มีอะไรไม่ดีอย่างนั้นหรือ? เ้าโกรธอะไรนัก?”
ยังไม่ทันที่ติงเหว่ยจะได้ตอบ เสียงอันดังของอวี้ฉือหุ่ยก็ดังขึ้นไม่ไกล “อะไรนะ? ท่านแม่ทัพมีสัมพันธ์กับแม่นางติงั้แ่เมื่อไร? อันเกอเอ๋อร์เป็คุณชายน้อยจริงๆ หรือ?”
กงจื้อิรู้สึกหงุดหงิดยิ่งขึ้นไปอีก เขาหันไปส่งสายตาดุดันใส่ ทำให้อวี้ฉือหุ่ยต้องปิดปากลงทันที
“ไปหาที่ก่อไฟซะ!”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ” อวี้ฉือหุ่ยเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าท่าทางของท่านแม่ทัพดูไม่ค่อยดี เขาจึงรีบนำคนไปหาสถานที่ที่เหมาะสมในการพักชั่วคราว
