หมู่เมฆมากมายลอยผ่านแท่นบวงสรวง
ลมโชยเมฆคล้อย
แสงตะวันบางคราก็ลอดหมู่เมฆสาดลงมา ทว่าบางคราก็ถูกหมู่เมฆบดบัง
แท่นบวงสรวงบางคราก็สว่าง บางคราก็มืดครึ้ม
เหล่าคนที่อยู่บนแท่นบวงสรวงบางคราก็เด่นชัด บางคราก็ขมุกขมัว
ลมพัดโชยมาพามวลเมฆให้จากไป ทั้งยังพัดชายชุดให้พลิ้วตาม พัดผมเผ้าให้ยุ่งเหยิง
เหล่าขุนนางาุโพากันขยี้ดวงตาที่แดงระเรื่อ
ไม่ผิดแน่ บนแท่นบวงสรวงมีคนเพิ่มมาหนึ่งคน
ทั้งยังราวกับผุดขึ้นมาจากอากาศ
เด็กหนุ่มที่เพิ่มขึ้นมานั่งอยู่เงียบๆ ตรงมุมหนึ่ง
หรือจะเป็ท่านเซียนลงมาเยือนโลกมนุษย์ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าเป็บุรุษหรือสตรี
เล่าลือกันว่าเทพไม่มีเพศเฉกเช่นมนุษย์
ทุกคนในลานต่างก็คิดว่ามีเพียงตนที่เห็นเทพองค์นี้ ในใจแทบจะคลั่งไปด้วยความยินดี ทว่าก็พลอยรู้สึกเย็นะเืขึ้นมา
ราชครูพลันรู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดผู้คนในพิธีจึงเงียบเสียงลง ดูแล้วคร่ำเคร่งกว่ายามที่ฮองเฮาและฮ่องเต้ยังประทับอยู่เสียด้วยซ้ำ
ยิ่งใกล้จะสวดบทสวดถวายพระพรจบแล้ว จึงได้รู้สึกว่าบรรยากาศรอบกายเริ่มกลายเป็กดดัน ในใจคิดว่าตนควรจะเริ่มสวดอีกสักรอบดีหรือไม่
วันนี้เขารู้สึกว่าตนสวดมนต์ได้อย่างออกรสออกชาตินัก สามารถใช้น้ำเสียงขึ้นลงตามอารมณ์อย่างที่ในอดีตไม่เคยจะทำได้
แน่นอนว่าหลังจากเกิดการตระหนักรู้แล้ว ตบะของเขาก็ยกระดับขึ้นเช่นกัน หลังก็ไม่ปวด ขาก็ไม่ชา ทั้งยามสวดมนต์ก็ยังรู้สึกมีแรงยิ่งกว่าเดิม
ราชครูจึงวางแผนว่าจะสวดซ้ำอีกครา
เฉินโย่วยังคงอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง
่เวลาที่นางนิ่งเงียบช่างหาได้ยากนัก
นางนั่งลงเงียบๆ ไม่เอื้อนเอ่ยอันใด ทั้งยังไม่ฟังเสียงที่ผู้คนสนทนากัน เพียงนิ่งงันอยู่เช่นนั้น
นางรู้สึกว่าหัวใจตนรวดร้าวราวกับจะแหลกลาญ รู้สึกปวดร้าวยามที่ได้เห็นสตรีผมยาวนางนั้น รู้สึกปวดร้าวยามที่ได้เห็นหุ่นกระบอกตัวนั้น นางทรมานเหลือเกินที่ต้องเห็นต้นอู๋ถงที่แสนแห้งเหี่ยว กระทั่งตำหนักที่ถูกปล่อยให้รกร้างย่ำยีหัวใจนางจนยากจะต้านทาน
นางไม่ใช่คนที่จะหลั่งน้ำตาง่ายๆ
ทว่าเมื่อครู่กลับไม่อาจควบคุมน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาได้ ดูเหมือนว่าั้แ่เล็กจนโต เมื่อครู่จะเป็คราวที่นางเสียน้ำตามากที่สุดในชีวิต
เฉินโย่วนั่งลงอย่างโง่งม
วังหลวงที่แสนงดงามแห่งนี้เหตุใดจึงมีพื้นที่ที่ถูกปล่อยปละละเลยเช่นนี้
ทั้งยังมีเสียงขับลำนำที่แว่วลอยมาตามลม
แค่คิดก็ทำให้นางรู้สึกปวดใจ
ในหัวของเฉินโย่วยังคงมีเสียงขับลำนำก้องอยู่
เหมือนกับว่ากำลังตั้งใจขับร้องให้นางฟัง
นางก็เคยผ่านทั้งทุ่งหญ้า ทั้งูเาหิมะ ทั้งยังเคยผ่านทะเลทราย กระทั่งเคยข้ามแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ นางสามารถจำเื่สมัยที่นางยังเล็กมากได้
นางจำเื่ที่ได้พบพี่ชายได้
ทว่าเื่ก่อนหน้านั้นกลับมีเพียงแค่ความมืดมิด
ทว่ายามนี้นางกลับััเื้ัของความมืดมิดนั้นได้รางๆ
สตรีผมยาวนางนั้นเหมือนว่าจะเป็ท่านแม่ของนาง
ท่านแม่แท้ๆ ของนาง
“มารดา โอ้ มารดา ในที่สุดข้าก็มาอยู่ข้างกายท่านแล้ว…”
เสียงร้องทั้งร้าวระทม และเปี่ยมไปด้วยความหวัง
ั์ตาของเฉินโย่วนองไปด้วยน้ำตา
คนทั้งลานบวงสรวงก็ดูเหมือนจะเศร้าโศกขึ้นมาเช่นกัน
ท่านเสนาบดีที่นั่งอยู่ด้านล่างก็เริ่มขอบตาแดงระเรื่อเช่นกัน แม้เขาจะอายุปูนนี้แล้ว เื่เศร้าที่เคยผ่านก็มากมายราวกับสายน้ำที่ไหลผ่าน ทว่าบัดนี้เขาราวกับมองเห็นยามที่มารดาของตนสิ้นใจ เขาในวัยเยาว์มองร่างของมารดาถูกห่อไว้ด้วยเสื่อกกเก่าๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าเหตุใดในยามนี้เคราแพะของตนจึงได้สั่นระริกขึ้นมา ทั้งน้ำตายังไหลบ่าจนแทบจะหายใจไม่ทัน
ใต้เท้าเกาถ่างชูแห่งกรมราชทัณฑ์อยู่ดีๆ ก็เห็นภาพในปีนั้นที่เขาเป็คนส่งญาติผู้น้อยออกเรือนด้วยตนเอง ญาติผู้น้อยเศร้าโศกตลอดทาง สายตาจากบนเกี้ยวจับจ้องเพียงที่เขา สุดท้ายนางยังลอบเขียนจดหมายให้เขาฉบับหนึ่ง ทว่าผู้เขียนกลับไม่อยู่เสียแล้ว บ้านสามีของญาติผู้น้องได้ทรมานนางจนตาย นับแต่นั้นเขาเปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็โหดร้ายและเคร่งครัดขึ้น เขาปฏิญาณกับตนว่าชาตินี้จะตามปลิดชีพคนชั่วทั้งใต้หล้า…
ยามนี้เสียงสวดของท่านราชครูราวกับบทสวดปลอบประโลมิญญาเสียมากกว่า ทั้งที่ความจริงคือบทถวายพระพรแท้ๆ
ทว่าอารมณ์ของเฉินโย่วไม่นานก็ค่อยๆ ถูกดึงกลับมาทีละน้อย
ราวกับว่าได้ถูกปลอบประโลมครั้งแล้วครั้งเล่า
น้ำตาของนางก็หยุดหลั่งริน
ถึงขั้นเริ่มสวดตามบทสวดที่ได้ยินรอบแล้วรอบเล่า
การปรากฏตัวของเฉินโย่วทำให้เด็กๆ จากชั้นเรียนเตรียมความพร้อมดีใจเป็ล้นพ้น
ทุกคนต่างก็ใ แต่ก็รู้สึกราวกับกำลังถูกหลอกอยู่เช่นกัน
เล่ากันว่าในปีที่องค์หญิงน้อยประสูติก็มีนิมิตหมายจาก์เช่นกัน ช่างน่าเสียดายนักที่มีคนเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ได้เห็น
ส่วนคนที่ไม่ได้เห็นก็ได้แต่นึกเสียใจ
ดังนั้นจึงคิดว่าวันนี้ก็คงจะเป็นิมิตหมายจาก์ เพราะความรู้สึกเมื่อครู่ช่างประหลาดนัก เพียงแค่ได้เห็นท่านเซียนบนแท่นบวงสรวงมีท่าทีเศร้าสร้อย พวกเขาก็รู้สึกเศร้าโศกยิ่งกว่า เมื่อเห็นว่าเขามีท่าทีสงบลง พวกเขาก็รู้สึกสงบขึ้นมาเช่นกัน
ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าที่แท้จะเป็เพียงคนธรรมดา
คนธรรมดาที่มีหน้าตางดงามปานภาพวาด ทั้งยังดูไม่คล้ายบุรุษหรือสตรี เล่าลือกันว่าฮูหยินหลัวงดงามราวเทพเซียน เห็นทีจะมิใช่เื่ปด เพราะกระทั่ง ‘บุตรบุญธรรม’ ของนางก็ยังมีรูปลักษณ์เช่นนี้
ยามนี้จึงมีคนเริ่มคิดถึงข่าวลือเื่ที่เด็กคนนี้หาใช่บุตรบุญธรรมแต่เป็บุตรแท้ๆ ของนาง
ทั้งยังมีคนคิดลึกซึ้งไปกว่านั้น ว่าเหตุใดท่านราชครูจึงต้องรับบุตรบุญธรรมของฮูหยินหลัวเป็ศิษย์คนสุดท้าย
หรือท่านราชครูจะมีใจออกหาก คิดจะกระทำการใหญ่อยู่
แน่นอนว่าเื่เหล่านี้ก็เป็เพียงการคาดเดา ขุนนางในลานแห่งนี้ล้วนแต่เจนโลก ทั้งอายุอานามก็มากพอจะทำให้กลายเป็คนเ้าแผนการ รู้ว่าไม่ควรกล่าวอันใดส่งเดช
“ตึงๆ” เสียงระฆังดังขึ้นสองครา
พิธีกรรมเป็อันสิ้นสุดลง
ความคิดของเฉินโย่วก็พลอยถูกเสียงระฆังขัดจังหวะเช่นกัน
เมื่อแหงนมองเบื้องบนก็เห็นฟ้ากระจ่าง เมื่อก้มมองเบื้องล่างก็เห็นคนแน่นขนัด
ข้างกายมีเหล่ากัว ท่านอาจารย์ของนาง และศิษย์พี่จ้งเยียนที่ถูกนางเอาเปรียบไป
เฉินโย่วยังรู้สึกมึนงง
ส่วนราชครูก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ สวดจบแล้วเช่นนี้ก็เป็อันว่าพิธีสิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน
ทว่าไม่รู้ว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงเงียบสงบกันเช่นนี้ ฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จไปแล้ว คนเหล่านี้ยังจะเสแสร้งอะไรกันอยู่
เป็ดังคาด คนเหล่านี้ไม่นานก็เริ่มส่งเสียงจอแจ
เหล่าขุนนางาุโเริ่มชวนกันสนทนา
เด็กหนุ่มใจกล้าหลายคนคนพากันออกวิ่งไปทางเฉินโย่ว
หลินเฟินก็เป็หนึ่งในนั้น
เขาอาศัยจังหวะที่บิดากำลังสนทนากับคนอื่น รีบปล่อยมือแล้วออกเดินไปทางสหายตนทันที
หลงเชิงหั่วสังเกตเห็นสหายร่วมห้องของตนแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่าเ้าเด็กนั่นจะมาร่วมงานนี้จริงๆ เขาเองก็ติดสอยห้อยตามญาติผู้พี่มาร่วมงานนี้ ตลอดทางท่านปู่ก็เอาแต่ลากญาติผู้พี่ไปแนะนำให้คนอื่นรู้จัก ทิ้งเขาไว้ลำพัง บัดนี้เขาจึงถือโอกาสวิ่งออกมาเช่นกัน
เหล่าเด็กจากชั้นเรียนเตรียมความพร้อมล้วนแล้วแต่ไม่ได้สนใจอะไรนัก เมื่อเห็นว่ามีคนออกไปหาเฉินโย่ว ก็พากันกรูตามไป
จ้งเยียนที่นั่งนิ่งๆ มาตลอดบ่าย บัดนี้ก็เริ่มอ่อนแรงแล้วเช่นกัน
เมื่อหันหน้าไปมองศิษย์น้องก็เห็นดวงตาคู่งามนั้นแดงก่ำ ดูแล้วน่าสงสารจับใจ
ภาพนั้นราวกับถูกประทับลงไปในใจ
“เป็อะไรไป ใครรังแกเ้ากัน”
เฉินโย่วส่ายหน้าไปมา
จ้งเยียนเดิมทีก็เป็คนละเอียดอ่อน แม้เฉินโย่วจะส่ายหน้า แต่เขาคิดว่าจะต้องมีอะไรบางอย่าง เพียงแต่ศิษย์น้องไม่อยากจะกล่าวออกมา แต่ใช่ว่าเขาจะสืบเองไม่ได้
“ลู่เฉินโย่ว ลู่เฉินโย่ว”
เสียงะโเรียกเฉินโย่วดังขึ้น
เมื่อเฉินโย่วหันหน้ากลับไปมอง ก็เห็นว่าเป็เสียงของสหายร่วมชั้นเรียนของตน
ทว่าวันนี้พวกเขาล้วนแต่สวมชุดทางการกันอย่างเรียบร้อย
“พวกเ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“พวกเราไม่ได้บอกเ้าแล้วหรือว่าจะมาเข้าร่วมพิธีถวายพระพรเช่นกัน วันนี้มีเ้าเพียงคนเดียวหรือ เช่นนั้นไปเที่ยวเล่นกับพวกข้าดีหรือไม่” หลินเฟินเอ่ยเชิญชวนเฉินโย่วอย่างเป็มิตร
คนอื่นๆ จึงพากันพยักหน้าตาม
หากว่ามีเพียงแค่หลินเฟินเป็คนเชิญพวกเขาคงจะไม่ยินดีจะไปด้วย แต่หากว่ามีลู่เฉินโย่วเพิ่มขึ้นมา พวกเขาย่อมจะต้องตอบตกลงอย่างไม่ต้องสงสัย
โอกาสที่เหล่าพี่ชายของลู่เฉินโย่วไม่อยู่นั้นช่างหาได้ยากยิ่ง วันปกติแค่เพียงพวกเขาอยากจะสนทนากับลู่เฉินโย่วก็ต้องผ่านด่านพี่ชายตั้งหลายคน
ในที่สุดเ้าเด็กคนนี้ก็อยู่ลำพัง
“จะไปเที่ยวเล่นที่ใดกัน” เฉินโย่วถามขึ้น
“หอเฟิงเยว่ พวกเราไปเที่ยวหอเฟิงเยว่ด้วยกันเถิด” เด็กหนุ่มหลายคนตอบขึ้นพร้อมกันอย่างตื่นเต้น
“หอเฟิงเยว่คือที่ใดกัน แล้วมีอาหารอร่อยๆ หรือไม่” เฉินโย่วถามต่อ
“มีๆๆ ที่นั่นมีอาหารเลิศรสมากมาย ทั้งหวานทั้งหอมเสียด้วย” หลินเฟินตอบคำถามของเฉินโย่วด้วยใบหน้าจริงจัง
ส่วนคนอื่นๆ ก็พากันอมยิ้มอย่างชั่วร้าย
