แผ่นศิลามีความสูงเพียงไม่กี่จ้าง ทั่วทั้งชิ้นเป็สีแดงเข้ม ราวกับว่าถูกแช่อยู่ในเืสดมาเนิ่นนาน เต็มไปด้วยเจตจำนงที่เปี่ยมไปด้วยเื และส่วนกลางของแผ่นศิลามีรอยผนึกฝ่ามืออยู่รอยหนึ่ง ซึ่งรอยผนึกนั้นดูเหมือนจะถูกประทับไว้บนแผ่นศิลาอย่างแ่า
แผ่นศิลาสีแดงสด แต่รอยฝ่ามือกลับมีสีดำสนิท หากมองดูให้ละเอียด จะพบว่ากลางรอยผนึกฝ่ามือมีพลังของอสูรร้ายเคลื่อนตัวอยู่ภายในรอยผนึก
ฉินอวี่จ้องตรงไปยังผนึกนั้นและคิดสงสัยอยู่ในใจ อสูรธรณีทุกคน หลังจากผ่านการท้าประลองครบสามครั้ง ก็จะได้รับการสืบทอด แต่ดูเหมือนในตอนนี้ บนยอดเขาแต่ละแห่งล้วนมีแผ่นศิลาอยู่เพียงหนึ่งชิ้น
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็กวาดสายตามองไปโดยรอบ และมองไปยังยอดเขาลูกอื่นๆ แม้ว่าจะมองไม่เห็นจากบนลานประลอง แต่เมื่ออยู่บนยอดเขาเช่นเดียวกัน ก็สามารถมองเห็นทัศนียภาพของทุกยอดเขาของอสูรธรณีแต่ละคนได้อย่างชัดเจน และฉินอวี่ก็ยังมองเห็นด้วยว่าผนึกฝ่ามือบนแผ่นศิลาของยอดเขาแต่ละแห่งนั้นก็มีความแตกต่างกันไป
ฉินอวี่เพิกเฉยต่อสายตาของความใที่หันมองมาเป็ครั้งคราว หลังจากฉินอวี่มองไปยังผนึกฝ่ามือบนแผ่นศิลาแผ่นที่สามและแผ่นที่ห้า ก็หันกลับมายังผนึกฝ่ามือบนแผ่นศิลาที่อยู่ตรงหน้าตนเองอีกครั้ง และนึกถึงแผ่นผนึกว่านเซี่ยงขึ้นมาทันที
ผนึกฝ่ามือนี้ดูเหมือนจะคล้ายกับแผ่นผนึกว่านเซี่ยงหรือไม่? หากเป็เช่นนี้... เช่นนั้นแล้ว...
หลังจากฉินอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ยกมือขวาขึ้นและมองไปกลางฝ่ามือ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็มองกลับไปทางแผ่นศิลา!
จากการคาดเดาของฉินอวี่ ผนึกฝ่ามือเหล่านี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับแผ่นผนึกว่านเซี่ยงแน่นอน แผ่นผนึกฝ่ามือเหล่านี้ล้วนแต่มีที่มาจากแผ่นผนึกว่านเซี่ยง และการสืบทอดที่กล่าวถึงกันคงจะอยู่ในผนึกฝ่ามือนี้ ดังนั้น เขาจึงก็อยากรู้เช่นกันว่าตนเองจะได้รับการสืบทอดหรือไม่!
“เอ๊ะ?” ฉินอวี่เงยหน้าอย่างสงสัย ขณะที่ฝ่ามือัักับผนึกฝ่ามือนี้ เขาก็รู้สึกได้ถึงกระแสไออุ่นจากผนึกฝ่ามือกำลังไหลเข้าสู่ฝ่ามือของเขา
ขณะที่ฉินอวี่กำลังในั้น กระแสไออุ่นนี้ก็เป็ดั่งคลื่นทะเลกลางพายุ ที่กระทบกับกลางฝ่ามือของเขาอย่างรุนแรง
ไม่!
หากพูดให้ชัดเจนก็คือ ดูเหมือนว่าฝ่ามือด้านขวานั้นกำลังดูดซับพลังจากผนึกฝ่ามือในแผ่นศิลาอย่างดุเดือด
นี่มันเื่อะไรกัน?
สีหน้าของฉินอวี่เปลี่ยนไป ขณะที่คิดจะดึงมือขวากลับออกมานั้น ไม่ว่าเขาพยายามออกแรงแค่ไหน ก็ไม่สามารถจะสลัดมือขวาออกจากแผ่นศิลาได้เลย ทำให้เขาไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย
“ผนึกนี้เรียกว่ายอดผนึกสังหาร!” ขณะที่ฉินอวี่กำลังดิ้นรนอยู่นั้น เสียงที่ดูมีอายุเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาในสมองของฉินอวี่
ฉินอวี่ใอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่ถ่ายทอดกันซึ่งอยู่ในแผ่นศิลาเจ็ดสิบสองอสูรธรณี?
ฉินอวี่กลั้นหายใจเอาไว้ และพยายามนั่งขัดสมาธิลงเพื่อควบคุมความตื่นเต้นในใจ และ้าจะััให้ถึง “ยอดผนึกสังหาร!”
ขณะที่ฉินอวี่กำลังทำใจัักับแผ่นศิลาอยู่นั้น อสูรธรณีคนอื่นๆ ต่างก็กำลังรอคอยฉินอวี่ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านล่างของแผ่นศิลา สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจและเหลือเชื่อ
ในอดีต เคยได้ยินมาแต่เพียงว่าฉินอวี่สามารถเข้าใกล้ผนึกว่านเซี่ยงได้ในรัศมีสองจ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วต่างไม่ได้พบเห็นด้วยตนเอง แต่ในตอนนี้... ทุกคนต่างส่งสายตาไปทางฉินอวี่ที่เดินเข้าไปอยู่ใต้แผ่นศิลา มือขวาไม่ต้องออกแรงมาก และกดลงบนผนึกฝ่ามืออย่างไม่มีอุปสรรคใดๆ
ไม่ต้องลงแรงมาก ช่างไม่ต้องลงแรงมากจริงๆ!
อย่างไรก็ตาม อสูรธรณีทุกคนล้วนแต่้าจะเข้าร่วมการท้าประลองให้ครบสามครั้ง เมื่อได้ััผนึกฝ่ามือ ก็อาจได้รับการสืบทอดที่อยู่ในผนึกฝ่ามือ แต่ในตอนนี้... หลี่โหย่วฉายที่เพิ่งได้เป็อสูรธรณี ราวกับว่าเขาไม่รู้สึกถึงแรงกดดันอันทรงพลังจากแผ่นศิลา และนำมือข้างขวาวางไว้บนผนึกฝ่ามือได้อย่างง่ายดาย!
หลายปีมานี้ พวกเขาต่างไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าจะมีผู้ใดที่สามารถเพิกเฉยต่อกฎการท้าประลองทั้งสามครั้งได้ อีกทั้งยังััได้ถึงผนึกฝ่ามือ และได้รับการถ่ายทอด!
“หลี่โหย่วฉายผู้นี้เป็คนประหลาดอะไรเช่นนี้? ไม่เพียงแต่จะต่อสู้อย่างกล้าหาญมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ก็เคยเข้าใกล้แผ่นผนึกว่านเซี่ยงในระยะสองจ้างมาแล้ว ตอนนี้ เขามีสิทธิ์ที่จะได้รับการถ่ายทอด? หรือว่า... เขาจะสามารถรับการถ่ายทอดของแผ่นศิลาทั้งเจ็ดสิบสองเพียงลำพัง?”
“ผู้เฒ่าร้องไห้มอบของให้กับหลี่โหย่วฉายด้วยหรือ? จนทำให้เขาเพิกเฉยต่อแผ่นศิลาได้เชียวหรือ? เช่นนี้เขาก็ได้รับสิ่งสืบทอดในแผ่นศิลาได้อย่างง่ายดาย... หลี่โหย่วฉายผู้นี้ช่าง...”
“ทำไม ทำไมหลี่โหย่วฉายจึงสามารถเพิกเฉยต่อพลังของแผ่นศิลาได้?”
เหล่าอสูรธรณีที่มักทำตัวสูงส่ง และคอยจ้องมองเขาอยู่ต่างมีดวงตาแดงก่ำ ความอิจฉาริษยาปรากฏขึ้นเต็มหัวใจ แต่ละคนเริ่มก่นด่าขึ้นในใจ และหวังว่าตนเองจะได้รับสิ่งเ่าั้แทนฉินอวี่ และได้รับการสืบทอดของแผ่นศิลา!
บนยอดเขาลูกที่สิบเก้า สีหน้าของสวี่กวนเซิงดูดุร้ายมากขึ้น เดิมที เขาแค่อยู่ร่วมการท้าประลองในครั้งนี้ เขาก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับการสืบทอดของแผ่นศิลาบนยอดเขาหมายเลขสี่ แต่เพราะเพลิงหัวใจธรณี เขาจึงยอมแพ้ แต่ตอนนี้ กลับเห็นฉินอวี่สามารถกดมือลงบนแผ่นศิลาได้อย่างง่ายดาย สิ่งนี้ทำให้สวี่กวนเซิงต้องระงับความริษยาในใจเอาไว้
หัวใจของเขาเริ่มไม่พอใจและดุร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ จากมุมมองของเขา ทุกอย่างที่ฉินอวี่มีในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดจะสลัดออกจากผู้เฒ่าร้องไห้ไปได้!
“ในหอคอยเทียนกัง ข้าจะต้อง่ชิงหัวใจเพลิงธรณีมาให้ได้! ข้าจะต้องพิสูจน์ให้เขาเห็น ว่าข้าดีกว่าเ้า!” สวี่กวนเซิงะโก้องในใจ
“เขา... ทำได้อย่างไรกันแน่?” หลัวชิงเยว่ขยับริมฝีปากแดงสดของนาง ใบหน้าเต็มไปด้วยความใ และรู้สิ่งเพียงว่ายิ่งนานวันนางยิ่งเข้าใจฉินอวี่ได้น้อยลง
“เหลยจั๋วเยว่ ทางที่ดีที่สุดเ้าควรภาวนาให้หลี่โหย่วฉายผู้นี้ตายอยู่ในหอคอยเทียนกังดีกว่า ไม่เช่นนั้น... มันอาจทำให้เ้าต้องเ็ปไปทั้งชีวิต” หลัวป้าอวี่จ้องตรงไปทางฉินอวี่ และพึมพำอย่างขมขื่น แต่ก็ยังรู้สึกยินดีอยู่ในใจที่ฉินอวี่ไม่จับสลากได้เขา ไม่เช่นนั้น แม้จะไม่มีความกดดันจากหลัวอวิ๋นทุนและเหลยจั๋วเยว่ เขาก็ต้องจัดการฉินอวี่ให้ได้
ไม่เพียงอสูรธรณีเหล่านี้เท่านั้นที่แสดงความใออกมา แม้แต่ผู้าุโที่นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้หอคอยเทียนกังต่างก็ตกตะลึงเช่นกัน หากจะบอกว่าอสูรธรณีอื่นๆ อาจไม่เข้าใจ แต่ผู้าุโที่นั่งกันอยู่ที่นี่ต่างนั่งอยู่นานหลายปี ก็เพิ่งพบเจอเหตุการณ์อย่างนี้เป็ครั้งแรก
“คนผู้นี้... ดูเหมือนว่าจะไม่รู้สึกถึงพลังอันกดทับของแผ่นศิลาเลย? หรืออาจบอกได้ว่าคนผู้นี้จะมีความเชี่ยวชาญเื่ผนึกฝ่ามืออยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว?” ผู้าุโต่างพึมพำด้วยความประหลาดใจ หากไม่ใช่เพราะกลัวจะไปรบกวนฉินอวี่ ผู้าุโก็ล้วน้าใช้มโนจิตตรวจสอบฉินอวี่ดูสักครั้ง
ห้าวันต่อมา
จนกระทั่งมีคนเริ่มทยอยเข้ามายังวงแหวนลานประลอง การจับสลากท้าประลองจึงเริ่มขึ้น ความสนใจของอสูรธรณีเหล่านี้จึงละออกจากฉินอวี่ได้
แต่ในด้านฉินอวี่ที่นั่งสมาธิอยู่ใต้แผ่นศิลามาแล้วห้าวัน ในที่สุดวันนี้ก็ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความงุนงงและไม่แน่ใจ และในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความสับสน!
“เื่อะไรกัน? ข้าได้กระตุ้นยอดผนึกสังหารที่ได้รับสืบทอดจากแผ่นศิลาแล้วมิใช่หรือ? ทำไมจึงไม่มีอะไรเลย? ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย?” ฉินอวี่จ้องไปยังแผ่นศิลาด้วยความใ และรู้สึกสงสัยอย่างมาก
นับั้แ่ได้ยินว่า “ผนึกนี้เรียกว่ายอดผนึกสังหาร” ในใจของฉินอวี่ก็จดจ่ออยู่กับผนึกฝ่ามือของแผ่นศิลา และพยายามหาวิธีให้ได้มาซึ่งยอดผนึกสังหาร แต่ในไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉินอวี่ก็ทดลองอยู่หลายร้อยวิธีแต่กลับไม่เป็ผล ราวกับว่า เสียงที่เขาได้ยินเป็เพียงมายา
“ก็เห็นชัดว่าได้ยิน แต่ทำไม ทำไมจึงไม่มีอะไรเลย? หรือเป็เพราะผนึกฝ่ามือ?” ฉินอวี่เหลือบมองไปยังมือข้างขวา และครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันรู้สึกได้ว่าเื่นี่จะต้องเกี่ยวข้องกับผนึกในใจกลางฝ่ามืออย่างแน่นอน
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จิตใจของฉินอวี่ก็พยายามประสานพลังลงในฝ่ามือขวา เพื่อดูว่าจะพบเบาะแสของผนึกหรือไม่
เอ๊ะ?
สิ่งที่แตกต่างไปจากก่อนหน้าคือ ในครั้งนี้ ฉินอวี่รู้สึกถึงความผิดปกติของฝ่ามือข้างขวาอย่างชัดเจน ใต้ชั้นิัของฝ่ามือมีรอยผนึกฝ่ามือเล็กๆ คล้ายฝุ่นผงปรากฏอยู่ หากไม่มองให้ละเอียด ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เลย
“นี่คือยอดผนึกสังหารที่อยู่บนแผ่นศิลาหรือ?” ฉินอวี่พึมพำ จิตใจเริ่มปั่นป่วน
ตูม!
ฉินอวี่รู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ะเิขึ้นในความคิดของเขา และเกิดเป็เสียงที่ผ่านความผันผวนมาดังขึ้นอีก!
“ข้าเฝ้ามองดวงดาราของฟ้าดิน สร้างผนึกร้อยแปดแห่งฟ้าดิน ทั้งร้อยแปดผนึกครอบจักรวาล ก่อรูปร่างเป็ใหญ่ในฟ้าดิน กฎเกณฑ์แห่งหมื่นสรรพสิ่ง ผนึกนี้จึงมีชื่อว่า ยอดผนึกฟ้าดิน!”
