แม่นมกู่ยังอยากจะพูดต่อ แต่กลับสังเกตเห็นว่ากงจื้อิกำลังอุ้มลูกชายและป้อนโจ๊กให้ เ้าเด็กอ้วนซุกซนเป็อย่างมากพยายามจะใช้มือหยิบโจ๊กขึ้นมากิน ทำให้มือเลอะเทอะไปหมด แถมยังทำให้เสื้อของพ่อเลอะเป็แถบๆ อีกด้วย แต่กงจื้อิกลับไม่โกรธแม้แต่น้อย เขาเป่าโจ๊ก ชิม แล้วก็ป้อนให้ลูกชาย ดูยุ่งอยู่ตลอดเวลาและชำนาญมาก เห็นได้ชัดว่าปกติคงทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ
นี่คือนายน้อยที่เ็าและเงียบขรึมคนนั้นจริงหรือ? คือนายน้อยที่เคยไม่ยอมใส่เสื้อขาวซ้ำเกินสองครั้งจริงงั้นหรือ?
แม่นมกู่รู้สึกคิดอะไรไม่ออกอีกครั้ง จนกระทั่งกลับมาตั้งสติได้อีกครั้ง อาหารในชามก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว รสชาตินั้นอาจจะไม่ได้วิเศษมาก แต่เมื่อกินเข้าไปในท้องก็รู้สึกสบายใจ และเมื่อมองไปที่หญิงสาวที่กำลังยิ้มพลางคอยดูแลนายน้อยและคุณชายน้อย นางจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงเงียบๆ
บางทีอาจเหมือนกับที่เ้าแก่อวิ๋นเคยพูดไว้ ว่าต่อไปนางต้องมองอะไรให้มากขึ้น ไม่ควรดื้อรั้นมากเกินไป เพราะหากทำผิดพลาดครั้งใหญ่ไปจริงๆ ก็จะไม่มีหน้าไปพบท่านฮูหยินที่จากไปแล้ว
ฟางซิ่นกินจนเกือบอิ่ม เมื่อคิดถึงเื่ในวันนี้แล้วมองไปที่น้องสาวที่กำลังยิ้มแย้มพลางดูแลทั้งคนแก่และเด็ก ความอาลัยอาวรณ์ค่อยๆ เอ่อล้นขึ้นในใจ ไม่ว่าจะในฐานะพี่ชาย หรือความชื่นชมที่เคยมีให้แต่สุดท้ายแล้วต้องดับลง เขาจำเป็ต้องทำอะไรบางอย่าง
“น้องสาว ในครัวเหลือของกินอะไรบ้าง? เดี๋ยวพี่จะเอากลับไปให้ท่านพ่อที่จวนสักหน่อย”
ติงเหว่ยไม่ได้คิดมากอะไร นางตักไข่ตุ๋นให้ลูกชายแล้วตอบกลับไปว่า “วันนี้ไม่ได้เตรียมอาหารเอาไว้เยอะ แต่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงทำไว้หม้อใหญ่ นอกจากจะแบ่งให้คนที่อยู่ในเรือนนอกลองชิมของใหม่ๆ แล้ว ก็เหลืออีกชามเอาไว้ให้อวี้ฉือ ถ้าพี่ชายไม่รังเกียจก็เอากลับไปได้ วันหลังข้าจะทำอาหารบำรุงสุขภาพให้ท่านผู้าุโสักสองอย่างเอง”
ฟางซิ่นพยักหน้า แต่ท่านผู้าุโเหว่ยกลับบ่นอย่างเสียดาย “ทำหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงแล้วทำไมไม่ยกออกมาให้ข้ากินด้วย ข้าเองก็ไม่ได้กินมาหลายวันแล้วนะ”
ลุงอวิ๋นซึ่งปกติไม่ค่อยมีความเห็นเหมือนกับศัตรูเก่า ก็พลอยบ่นตามไปด้วย “ใช่แล้ว ข้าก็อยากกินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเหมือนกัน”
ติงเหว่ยหัวเราะออกมา และตอบว่า “ท่านอาจารย์ ลุงอวิ๋น พวกท่านอายุมากแล้ว ไม่ควรกินอาหารที่มันมากเกินไปเพราะจะทำให้ย่อยยาก”
เมื่อสองผู้าุโได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ว่าวันนี้คงไม่ได้กินแน่ๆ จึงทำได้เพียงแย่งกันกินซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานแทน เพื่อคลายความอยากอาหารลง
ในเรือนนอกของจวนอู่โฮ่ว พวกข้ารับใช้เก่าแก่และเด็กๆ ที่ถูกรับมาเลี้ยงดูไว้ รวมถึงเฉิงเถี่ยหนิวและหลินลิ่วก็มีสามโต๊ะพอดี ทุกคนต่างพากันชื่นชมหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงที่วางอยู่กลางโต๊ะเป็อย่างมาก ลุงจิ่งดื่มเหล้าแรงหนึ่งอึก กินเนื้อหนึ่งคำ จนหนวดกระดกด้วยความยินดี
แม้ว่าผู้าุโอู่จะไม่พูดอะไรมาก แต่ตะเกียบของเขาก็ไม่เคยห่างจากชามเนื้อหมูเลย ส่วนเด็กๆ คนอื่นๆ ต่างก็กินจนปากมันแผลบและพุงกลม
เฉิงเถี่ยหนิวเป็คนซื่อๆ เมื่อคิดว่าจะต้องอาศัยอยู่ในจวนแห่งนี้ไปนานๆ ก็เลยกินเนื้อแค่สองสามคำแล้วไม่กินอีก
ลุงอู่ที่มีความช่างสังเกตก็ถามขึ้นว่า “เ้าหนุ่ม รูปร่างของเ้าใหญ่ขนาดนี้ น่าจะต้องกินอาหารเยอะเลย ทำไมไม่กินเนื้อล่ะ?”
เฉิงเถี่ยหนิวหัวเราะอย่างซื่อๆ แล้วเกาศีรษะพลางตอบว่า “แม่นางของพวกเราเป็คนใจดี เคยให้ข้ากินหลายครั้งแล้ว ตอนนี้เห็นว่าทุกคนชอบกิน ข้าก็จะกินให้น้อยลงสักหน่อย ยังไงอยู่กับแม่นางและคุณชายน้อยต่อไปก็ไม่ขาดอาหารดีๆ แน่นอน”
ลุงจิ่งดื่มเหล้าแรงดัง “อึกๆ” แล้วพูดชมขึ้นมาว่า “ข้าได้ยินมาว่า เหล้านี้ก็เป็แม่นางของพวกเ้าที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในการล้างาแจากการถูกมีดฟันโดยเฉพาะ? นี่มันเสียของมาก เหล้าดีขนาดนี้!”
เฉิงเถี่ยหนิวได้ยินเขาพูดเหมือนมีการตำหนิแม่นางของตน ก็รีบถลึงตาใส่แล้วพูดว่า “เหล้านี้เดิมทีก็เป็แม่นางของพวกเราที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาเหล่าพี่น้องที่าเ็ ไม่ว่าจะถูกฟันแค่ไหน ใช้เหล้าเช็ดแผลให้สะอาด เย็บไม่กี่เข็ม อีกไม่กี่วันก็กลับมาเป็ลูกผู้ชายอีกครั้งแล้ว!”
ลุงจิ่งหัวเราะเสียงดัง แล้วตบหัวเขาเบาๆ “ได้ เ้านี่ซื่อสัตย์จริงๆ แค่พูดไม่ดีเกี่ยวกับนายหญิงประโยคเดียวก็ทนฟังไม่ได้แล้ว”
ลุงอู่ก็พยักหน้า ขณะที่คนอื่นๆ กินอิ่มกันเกือบหมดแล้วก็เริ่มมีอารมณ์คุยเล่นกันมากขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะคุ้นเคยกับหลินลิ่วมากกว่า แต่พวกองครักษ์เงาที่ปรากฏตัวแล้วหายไปอย่างรวดเร็วเหล่านี้ ปากของพวกเขาปิดสนิท จะถามอะไรเพิ่มเติมก็เป็ไปไม่ได้เลย คราวนี้มีเฉิงเถี่ยหนิวที่ซื่อๆ อยู่ด้วย พวกเขาจึงอยากถามเพิ่มเติมสักหน่อย
มีคนหนึ่งเดินเข้ามาร่วมวงแล้วถามยิ้มๆ “พี่ชาย รอยแผลเป็ทั้งตัวของท่านนี่มาจากที่ไหนหรือ? ต้องผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมาแน่ๆ เลยใช่ไหม?”
เฉิงเถี่ยหนิวไม่ได้ถือว่าฉลาดเฉลียว แต่คำสั่งของนายหญิงที่มอบหมายมาเขากลับไม่เคยฝ่าฝืน เขาคิดอย่างละเอียดก็พบว่าแม่นางและพี่สาวทั้งหลายไม่ได้กำชับว่าห้ามไม่ให้พูดถึงเื่นั้น
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าตอบ “ครั้งก่อน แม่นางและคุณชายน้อยเดินทางออกจากจวนเพื่อจะไปที่เมืองเฉียนโจว ข้ากำลังเร่งขับรถม้าเข้าเมือง แต่ถูกทหารชุดดำใช้มีดฟันหลายแผล เืไหลแทบจะหมดตัว สุดท้ายแม่นางก็คิดค้นยาและอาหารตลอดทั้งวันทั้งคืน จนทำให้ข้ารอดชีวิตมาได้”
ทุกคนได้ยินก็รู้สึกใและประหลาดใจที่เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น ลุงอู่ถึงกับตบไหล่เขาอย่างแรงแล้วชมว่า “เ้านี่เก่งจริง เป็ลูกผู้ชายจริงๆ!”
ลุงจิ่งก็วางแก้วเหล้าแล้วพยักหน้าว่า “ใช่ เป็ลูกผู้ชายตัวจริง ที่แท้เ้าได้ช่วยชีวิตแม่นางติงและคุณชายน้อยเอาไว้ การที่พวกเขาจะดูแลเ้าอย่างดีก็เป็เื่ที่สมควรแล้ว แม้แต่พวกเราทุกคนในจวนอู่โฮ่วก็ต้องขอบคุณเ้า ที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องคุณชายของน้อยของพวกเรา!”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืนคำนับเฉิงเถี่ยหนิว คนอื่นๆ ที่เห็นก็พากันทำตาม
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่พวกเขารู้ดีว่าสายเืของสกุลกงจื้อมีความสำคัญมากเพียงใด แทบจะทุกรุ่นจะมีทายาทสืบทอดเพียงคนเดียว ถ้าหากคุณชายมีอันตรายหรือเป็อะไรไป พวกเขาคงไม่มีที่ให้ร้องไห้ อย่างที่รู้กันว่าความมั่งคั่งร่ำรวยนั้นอาจสูญเสียไปและหาใหม่ได้ แต่ทายาทคือรากฐานของตระกูล
“ไอ๊หยา นี่มันหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” เฉิงเถี่ยหนิวรีบร้อนที่จะพยุงทุกคนขึ้น แล้วพูดว่า “อีกอย่าง ข้าช่วยได้แค่คุณชายน้อย ส่วนแม่นางติงขี่ม้าล่อพวกทหารชุดดำออกไป จนกระทั่งถูกบีบให้ะโหน้าผา สุดท้ายก็เป็ท่านแม่ทัพใหญ่ที่ไปช่วยนางกลับมาได้”
“อะไรนะ?” ทุกคนที่เพิ่งจะนั่งลงที่เดิม พอได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ก็เกือบจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขาเร่งถามต่อว่า “ยังมีเื่แบบนี้ด้วยหรือ? เ้าเล่าให้ละเอียดหน่อย ทหารชุดดำพวกนั้นมาจากไหน? ทำไมจู่ๆ ก็มาฆ่าพวกเ้า? อีกอย่าง ทำไมถึงจ้องจะตามล่าแม่นางติงโดยเฉพาะ?”
เฉิงเถี่ยหนิวปกติไม่ได้พูดเก่งเหมือนนักเล่านิทาน แต่คำพูดตรงไปตรงมาของคนซื่อๆ อย่างเขากลับทำให้คนฟังยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและใมากขึ้น ส่วนใหญ่คนในที่แห่งนี้เคยตามเ้านายไปออกรบมาก่อน ทำให้พวกเขาพอจะนึกภาพความเสี่ยงในวันนั้นได้จากคำพูดไม่กี่คำ
เมื่อได้ยินว่าติงเหว่ยยอมตายดีกว่าถูกจับตัว จึงะโลงจากหน้าผาและเกือบจะถูกหมาป่ากัดกิน ทุกคนก็ตื่นเต้นจนใจเต้นระส่ำ โชคดีที่นายน้อยมาช่วยไว้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นวันนี้พวกเขาคงไม่ได้เจอหญิงสาวที่มีชื่อเสียงลือชาคนนี้ และก็คงไม่ได้กินหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงแสนอร่อยนี้ด้วย
“แม่นางติงช่างเป็คนกล้าหาญจริงๆ!” ลุงอู่ที่ปกติไม่ค่อยพูดกลับยกนิ้วโป้งชมเชย “ทหารชุดดำพวกนั้นชัดเจนเลยว่า้าจับตัวนางไปข่มขู่ท่านแม่ทัพ แต่นางกลับยอมตายดีกว่าถูกจับตัวไป ช่างเป็ผู้หญิงที่กล้าหาญเหมือนทหารจริงๆ!”
พี่จิ่งก็ทุบโต๊ะด้วยหมัดแล้วร้องออกมาว่า “ถ้าวันนั้นข้าอยู่ที่นั่น ข้าจะฆ่าพวกมันให้พ่ายแพ้จนต้องวิ่งหนีไป ทำไมถึงปล่อยให้พวกมันมารังแกแม่นางติงกับคุณชายน้อยได้!”
เฉิงเถี่ยหนิวนึกถึงเ้าซานเจียงและคนอื่นๆ ที่เสียชีวิตในวันนั้น จึงรีบพูดแทนพวกเขาว่า “พี่น้องเ่าั้ทุกคนทำเต็มที่แล้ว ตอนที่ท่านแม่ทัพนำคนมาถึงมีเหลือรอดแค่สามคนเท่านั้น ส่วนที่เหลือรวมทั้งพี่น้องในกระโจมค่ายทหาราเ็…ก็ยอมสละชีวิตกันหมดแล้ว แม่นางของพวกเราได้ขอให้ท่านแม่ทัพช่วยส่งคนไปหาครอบครัวของพวกเขา ถ้ามีพ่อแม่หรือเด็กที่ไม่มีใครเลี้ยงดู ก็จะรับมาดูแลเอง แม่นางบอกว่าจะซื้อบ้านไร่หลังใหญ่เพื่อดูแลพ่อแม่ของพี่น้องเหล่านี้จนวันสุดท้าย และสอนเด็กๆ ให้ได้เรียนหนังสือและมีความสามารถ”
“ดี ดี” ทุกคนได้ยินแล้วก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมออกมาอีกครั้ง
“นี่แหละคือสิ่งที่ควรทำ! จวนอู่โฮ่วของเราจะไม่ยอมให้พี่น้องคนไหนต้องหลั่งน้ำตาในปรโลก! หากใครได้สละชีพเพื่อเ้านาย ครอบครัวของพวกเขาก็เป็ความรับผิดชอบของจวนอู่โฮ่วของเรา แม่นางติงทำเช่นนี้ราวกับว่าเกิดมาเพื่อเป็คนในจวนอู่โฮ่วของเรา!” ลุงจิ่งที่พูดตรงไปตรงมาและดื่มจนกึ่มๆ เขาตบมือพร้อมหัวเราะและพูดว่า “ควรจะดื่มฉลองให้กับการที่คุณชายได้พบหญิงสาวดีๆ แบบนี้ ส่วนองค์หญิงคนนั้นข้าไม่ชอบเอาเสียเลย
ทุกครั้งที่มาแสดงความห่วงใยก็แค่เสแสร้ง ก็คงเพราะได้ยินมาว่านายน้อยยังไม่ตาย ก่อนหน้านี้เวลามีคนไม่รู้เื่มารังแกถึงหน้าประตู ทำไมนางไม่ออกมาช่วยบ้าง? ทุกวันนี้ก็แค่ให้ของมาเล็กน้อยแล้วหวังให้พวกเราก้มกราบ น่ารำคาญจริงๆ...”
“พอแล้ว อย่าพูดมากไป” ลุงอู่ที่ไม่อยากให้เขาพูดจนเกิดปัญหา รีบหยุดเขา แล้วหันไปพูดกับเฉิงเถี่ยหนิวถึงเื่สนุกๆ ในเมืองหลวง เฉิงเถี่ยหนิวนึกถึงเวลาที่จะออกไปข้างนอกกับนายหญิง เขากลัวว่าจะไม่รู้จักทางจึงถามไปหลายเื่ ทุกคนที่ฟังแล้วก็ยิ่งเห็นว่าเขาเป็คนที่ซื่อสัตย์ดี จึงเริ่มแอบรู้สึกสนิทสนมกับติงเหว่ยผู้เป็นายหญิงของเขามากขึ้นอีกสามส่วน
ไม่ต้องพูดถึงว่านายน้อยของพวกเขาชอบสตรีคนนี้ แม้แต่คุณชายน้อยก็เกิดจากท้องของนาง แค่พูดถึงความกล้าหาญที่ยอมตายดีกว่าถูกจับก็ถือเป็คุณสมบัติของผู้กล้าในตระกูลทหาร การเก็บรวบรวมเด็กกำพร้าที่พ่อเสียชีวิตในสนามรบก็เป็การกระทำที่มีคุณธรรมเป็อย่างยิ่ง เหตุใดจะไม่ทำให้คนอื่นรักนางได้? มีหญิงสาวแบบนี้เป็นายหญิง คนรับใช้อย่างพวกเขาคงโชคดีมากจริงๆ…
ติงเหว่ยไม่รู้เลยว่าเฉิงเถี่ยหนิวได้จัด “การเล่าเื่” ขึ้นในลานนอกบ้านโดยไม่ได้ตั้งใจ และทำให้คนในจวนอู่โฮ่วหันมาสนับสนุนนางโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้นางเพิ่งกล่อมลูกชายจนหลับ และจัดให้นอนบนเตียงในห้องโดยให้เฉิงเหนียงจื่อคอยดูแลไว้ จากนั้นนางออกมาก็เห็นว่ากงจื้อิยังไม่มีท่าทีจะออกไป นางจึงเดินเข้าไปพูดว่า “ข้ากับอันเกอเอ๋อร์จัดการเรียบร้อยแล้ว ในจวนก็มีลุงอวิ๋นดูแลอยู่ ท่านไปทำธุระสำคัญต่อเถอะ!”
กงจื้อิกลับส่ายศีรษะ เขามองนางอย่างละเอียดเห็นว่านางไม่ได้ดูเหนื่อยล้าเท่าไร จึงยิ้มและพูดว่า “ข้าจัดการวางแผนไว้แล้ว เ้าไม่ต้องเป็ห่วงเื่พวกนี้หรอก ระหว่างที่อันเกอเอ๋อร์หลับอยู่ ข้าจะพาเ้าเดินชมรอบๆ จวน”
ดวงตาของติงเหว่ยเป็ประกายขึ้นด้วยความดีใจและตอบว่า “ดีสิ ข้ากำลังคิดอยากจะทำแบบนั้นอยู่เลย”
กงจื้อิลุกขึ้นจับมือนาง แล้วทั้งสองก็เดินออกจากเรือนหลักด้วยกัน ค่อยๆ เดินชมรอบๆ แม้ว่าคนในจวนอู่โฮ่วจะลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ระหว่างทางพวกเขาก็ยังพบคนที่ “บังเอิญ” เดินผ่านอยู่ไม่น้อย ติงเหว่ยรู้สึกเขินอายเล็กน้อยและพยายามจะดึงมือออก แต่กงจื้อิกลับจับมือนางไว้แน่นขึ้น สุดท้ายนางก็ไม่ขัดขืนอีกต่อไป
ทั้งสองเดินคุยกันอย่างหวานชื่น หยุดพักที่ลานฝึกสักครู่ นั่งเล่นริมทะเลสาบสักพัก และเดินชมลานที่สวยงามไปอีกหนึ่งรอบ พวกเขาเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยามกว่าโดยไม่รู้ตัว ขาของติงเหว่ยที่ยังาเ็ก็เริ่มปวดขึ้นมา นางจึงบอกว่า “วันหลังค่อยมาพาข้าเดินอีกนะ ตอนนี้ขาของข้าเริ่มปวดแล้ว”
กงจื้อิรีบย่อตัวลงนวดขาให้นาง จากนั้นก็อุ้มนางขึ้นหลังแล้วพานางกลับไปที่เรือนหลัก และคงไม่ต้องบอกว่าระหว่างทางมีคนรับใช้ “บังเอิญ” เดินผ่านมามากขึ้นไปอีก…
