รูปลักษณ์ของเฉินโย่วงดงามเกินใคร
ไม่เคยมีใครเรียกนางว่าอาโฉ่วมาก่อน
ทว่าสตรีตรงหน้ากลับทำให้นางรู้สึกสนิทสนมเหลือเกิน
ท่าทางสง่างามเฉกเช่นชนชั้นสูงของนาง
เพียงแต่อาภรณ์บนร่างนางแม้จะดูหรูหรา แต่ก็ดูผ่านกาลเวลามาไม่น้อยจนสีสันบนเสื้อผ้าเริ่มจะดูรางเลือน
ยามนี้ทั้งฮูหยินและคุณหนูทั้งหลายล้วนแต่ต้องมีชุดใหม่สวมทุกเดือน ด้วยเพราะสีสันบนเสื้อผ้านั้นค่อนข้างจะไม่ทนทาน ซักล้างเพียงไม่กี่ครั้งสีก็ซีดจางเสียแล้ว
หากต้องสวมกระโปรงสีจางออกจากเรือน ย่อมจะต้องโดนผู้อื่นหัวเราะเยาะเป็แน่
ทว่าสตรีตรงหน้ากระทั่งลวดลายบนกระโปรงยาวของนางก็ล้วนแต่เลือนรางจนมองไม่ออกแล้วว่าลวดลายเดิมเป็อย่างไร
ทว่ากระโปรงตัวนี้ช่างดูประณีตนัก ใช้ผ้ามากมาย ทั้งยังมีจีบเป็ชั้นๆ แค่ดูก็รู้ว่าจะต้องเปลืองแรงงานในการทำกระโปรงตัวนี้ไปไม่น้อย
เฉินโย่วแม้จะมีนิสัยซุกซน ทว่ายามยังอยู่บนูเาก็ถูกน้าหลัวเคี่ยวเข็ญสั่งสอนเื่ต่างๆ มาไม่น้อย
แม้นางจะไม่ค่อยสนใจ ทว่าเื่เหล่านี้ก็เข้าหัวมาไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อเห็นกระโปรงของสตรีตรงหน้า ก็พอเดาได้ว่านางจะต้องมีตำแหน่งสูงอย่างแน่นอน
เมื่อมองเรือนกว้างขวางที่แสนทรุดโทรม ก็กล่าวได้ว่าเ้าของเรือนในยามนี้คงจะไม่ได้มีชีวิตที่ดีนัก
เพราะวันนี้มีพิธีถวายพระพรให้องค์หญิง เหล่าขันทีและนางกำนัลในตำหนักจ้าวเหอที่เดิมทีจะต้องเฝ้าดูแลฮองเฮาวิปลาสต่างก็พากันลอบไปชมความบันเทิงจนหมด
ั้แ่เช้าตรู่ที่ฮองเฮาวิปลาสได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น นางก็นั่งลงแล้วกล่าวว่าวันนี้มีพิธีใหญ่ นางจะต้องแต่งกายให้ดีสักหน่อย
เหล่านางกำนัลก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ได้แต่นำชุดพิธีการของฮองเฮาออกมาให้นางสวม ไม่เช่นนั้นนางย่อมจะต้องก่อกวนไม่เลิกรา
เฉินโย่วมองสตรีตรงหน้า ขณะที่นางกำลังจะตอบว่าตนไม่ใช่อาโฉ่ว
สตรีนางนั้นก็หมุนกายเดินจากไปเสียแล้ว
ราวกับว่าสตรีนางนี้มองไม่เห็นนางอย่างไรอย่างนั้น
เฉินโย่วจึงได้เดินตามนางไป
ก็เห็นว่านางกำลังใช้ชายเสื้อปัดไปปัดมาอยู่บนพื้นที่มีหญ้าแห้งงอกอยู่
สตรีนางนั้นไม่นานก็ออกเดินต่อไปทางยังห้องหนึ่ง ประตูห้องนั้นเปิดกว้างอยู่ แม้แสงเงินยวงในยามเช้าจะสาดส่องเข้าไปในห้องนั้น แต่ด้านในก็ยังดูเหมือนจะยังดูอึมครึม
สตรีนางนั้นเมื่อเดินเข้าไปในห้องแล้วก็ยังะโเสียงดัง “อาโฉ่ว”
ท่ามกลางความมืดในห้องไม่มีเสียงตอบรับใดดังขึ้น
กลับเป็เฉินโย่วที่ชักจะขวัญเสีย
นางรู้สึกว่านางไม่ควรจะเข้ามาที่นี่ ทั้งที่ท่านน้าก็บอกแล้วว่าเข้ามาในวังหลวงแล้วห้ามซุกซนเด็ดขาด
ทั้งที่นี่ยังดูประหลาดเหลือเกิน
นางควรไปจากที่นี่เสีย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉินโย่วก็ตัดสินใจว่าจะเดินจากไป
ในยามนี้เองก็นางได้ยินสตรีผมยาวจรดเอวตรงหน้าพึมพำบทเพลงขึ้นมาเบาๆ
“มารดา โอ้มารดา เจ็ดสิบเจ็ดสะพาน แม่เคยข้าม
มารดา โอ้มารดา แปดสิบแปดภูผา แม่เคยผ่าน
มารดา โอ้มารดา เก้าสิบเก้าธารา แม่เคยฝ่า
มารดา โอ้มารดา แม่ย่ำแสงอรุณ แม่หนุนแสงสายัณห์
มารดา โอ้มารดา แม่เยือนทั้งทุ่งหญ้า แลูเาหิมะ
มารดา โอ้มารดา แม่เยือนทั้งทะเลทราย แลแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
มารดา โอ้มารดา มาแล้วแม่มาอยู่ข้างกายเ้า
มารดา โอ้มารดา…”
เฉินโย่วมองหญิงชราเดินเข้าไปในความมืด นางยังคงยืนอยู่ที่เดิม ฟังเสียงเพลงที่ลอยแว่วมาพร้อมหยาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าไหลลงมาั้แ่เมื่อใด
ั้แ่เล็กจนโตเฉินโย่วเป็คนที่ไม่เคยมีความวุ่นวายใจในสิ่งใด
ยกเว้นเื่าครั้งใหญ่ในครานั้น ภาพอันน่าสังเวชเ่าั้ทำให้นางรู้สึกทรมานเหลือเกิน
ทว่าเื่นั้นกลับทำให้นางรู้สึกฮึกเหิมมากกว่า
แต่ยามนี้เฉินโย่วกลับรู้สึกว่าหัวใจของนางปวดหนึบ
โดยเฉพาะเสียงเพลงนั่นทำให้นางทุกข์ระทมเสียจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้
ไม่เพียงแค่รู้สึกทรมานเท่านั้น นางยังรู้สึกปวดแปลบจนรวดร้าวไปหมด
เฉินโย่วยังคงเดินตามสตรีคนนั้นไปด้านหน้า
เมื่อเข้าไปในห้องแล้วก็ราวกับว่าเสียงเพลงนั้นจะดังมาจากทุกสารทิศ
ดังขึ้นไม่หยุด
บัดนี้พิธีถวายพระพรบนลานบวงสรวงได้เริ่มต้นแล้ว
จ้งเยียนในฐานะเด็กหนุ่มผู้ช่วยก็ไม่อาจเจียดเวลาไปตามหาศิษย์น้องได้ ทำได้เพียงแค่ภาวนาให้ศิษย์น้องฉลาดเฉลียวมากพอที่จะไม่ไปขัดใจใครเข้า
ขุนนางนับร้อยมารวมตัวกัน
ฮองเฮา และฮ่องเต้ยามนี้ก็ประทับลงประจำที่แล้ว
รถลากที่บรรทุกองค์หญิงน้อยก็มาหยุดตรงหน้าแล้วเช่นกัน
เมื่อก่อนหากมีการชุมนุมครั้งใหญ่เช่นนี้ องค์หญิงย่อมต้องประทับอยู่หน้าสุด
นางมักจะมีอะไรใหม่ๆ มาแสดงเสมอ หากไม่เป็สุนทรพจน์ที่แสนยอดเยี่ยม ก็เป็การแต่งกายแบบใหม่ๆ หรือสิ่งประดิษฐ์แปลกๆ
วันนี้กลับมีเพียงรถลากแสนวิจิตรคันหนึ่งที่ถูกปิดมิดชิดเสียจนดูไม่ออกว่าด้านในเป็อย่างไร
มีข่าวลือแพร่สะพัดมาว่าองค์หญิงอยู่ดีๆ ก็หมดสติไป จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา
ด้วยเหตุนั้นทางวังหลวงจึงได้จัดพิธีถวายพระพรขึ้นมา
ลานบวงสรวงค่อนข้างจะกว้างขวาง ดังนั้นต่อให้ขุนนางจำนวนมากมารวมตัวกันเช่นนี้ ที่นี่ก็ยังดูไม่อึดอัด
แท่นบวงสรวงโดนล้อมไปด้วยความหนาทึบ
เสียงท่องบทสังเวยของท่านราชครูกังวานขึ้น บทสวดพึมพำไม่ได้ศัพท์ฟังดูแปลกหู ยามเสียงนี้กระทบกับโสตประสาท เหล่าคนในฝูงชนที่รวมตัวกันอยู่ก็รู้สึกง่วงงุนจนไม่อาจต้านทานความง่วงนั้นได้
ทว่าวันนี้ทุกคนก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด บทสวดที่ดังออกมาจากปากของท่านราชครูยามที่ได้สดับฟังแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลายนัก เป็ความผ่อนคลายสบายใจที่ไม่รู้จะกล่าวเป็คำพูดได้อย่างไร
ฮองเฮาจ้าวที่เหนื่อยอ่อนมาหลายวันกำลังฝืนสู้กับตนเองให้ดูมีเรี่ยวแรงขึ้น ยามนี้นางเองก็รู้สึกมีสติขึ้นมาเล็กน้อย แววตาทอประกายแห่งความหวังขึ้นมา
ส่วนฮ่องเต้ปกติก็ไม่ได้ออกกำลัง ทั้งวันนี้ยังต้องตื่นแต่เช้า ยามนี้จึงอ่อนแรงเหลือเกิน
แม้ว่าปกติแล้วเขาจะพิถีพิถันในเื่การกินนัก ทว่าคงเป็เพราะอาหารที่กินพิถีพิถันเกินไป จึงทำให้ร่างกายเขาค่อนข้างจะอ่อนแอ
ทว่าบัดนี้เมื่อได้สดับบทสวดของราชครู กลับรู้สึกว่าสมองปลอดโปร่งขึ้นมา จึงค่อยๆ เอนหลังเพื่อผ่อนคลาย
ไม่เสียแรงที่เป็ราชครู ยังดีที่ตอนนั้นเขาไม่ได้ขาดสติจนสั่งให้คนบั่นคอราชครูเสีย
เมื่อก่อนเขาก็เคยตามราชครูเข้าร่วมพิธีบวงสรวงเช่นกัน
แม้พิธีกรรมจะไม่ได้ยาวนานเท่าใดนัก แต่ก็ช่างคลุมเครือเข้าใจยากเหลือเกิน
ทว่าในวันนี้ทุกตัวอักษรที่ราชครูเปล่งออกมาช่างฟังชัดเจนนัก กระทั่งสมองก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมา ส่วนที่ในอดีตไม่เข้าใจก็ค่อยๆ ชัดแจ้งขึ้นมา
เมื่อมองใบหน้าไร้อารมณ์ของราชครู ยืมสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางควันหนาทึบ ดูแล้วช่างคล้ายเทพเซียนองค์หนึ่ง
……
เฉินโย่วไม่ได้ยินเสียงบทสวด ในหัวของนางมีเพียงเสียงเพลงนั้น เพลงที่ร้องว่ามารดาทุกประโยค ทำให้นางไม่อาจหยุดร้องไห้ตามได้
เด็กหญิงผู้แสนน่ารักมีชีวิตชีวา มีพี่ชายถึงสามคนคอยพะเน้าพะนอ ทั้งยังมีแม่นางหลัวและนายท่านสามคอยปกป้อง กระทั่งราชครูก็เอ็นดูนางเหลือเกิน หรือจะเป็ชาวบ้านหมู่บ้านไป๋กู่ทั้งหมู่บ้านก็ยังเคารพนาง แม้ว่านางจะเติบโตในพื้นที่ห่างไกล แต่นิสัยของนางก็ไม่ต่างกับองค์หญิงผู้แสนจะภาคภูมิเปิดเผยพระองค์หนึ่ง
ั้แ่ไหนแต่ไรนางไม่เคยจะนึกน้อยเนื้อต่ำใจเื่บิดามารดาของตน
ทว่ายามนี้นางกลับปวดใจเสียจนไม่รู้จะอธิบายเป็คำพูดอย่างไร
นางเดินตามสตรีนางนั้นเข้าไปในห้องจนถึงเตียงหลังหนึ่ง
สตรีนางนี้ปฏิบัติกับนางราวกับเงา
นอกจากที่นางเอ่ยปากถามในคราแรกแล้ว นางก็ไม่ได้สนใจอะไรตนอีก
บนเตียงดูเหมือนจะมีเด็กคนหนึ่งนอนห่มผ้าอยู่
เฉินโย่วที่ยังเศร้าโศกอยู่มองสตรีนางนั้นโน้มกายลงดึงผ้าห่มออก แล้วอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมา
จากนั้นก็เห็นสตรีนางนั้นค่อยๆ ฉีกยิ้ม พร้อมทั้งค่อยๆ ย่อกายนั่งลงพร้อมทั้งอุ้มเด็กน้อยคนนั้นโยกกายไปมา
หน้าต่างในห้องปิดไม่สนิทนัก
แสงทองสายหนึ่งสาดลงมาผ่านช่องหน้าต่างที่เผยออก
สาดลงมาบนเตียงพอดิบพอดี
เฉินโย่วจึงได้เห็นว่าเด็กน้อยที่สตรีนางนั้นอุ้มอยู่แท้จริงแล้วคือหุ่นกระบอกตัวหนึ่ง
เฉินโย่วเห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
ท่าทีของสตรีตรงหน้าช่างแสนอ่อนโยน...อ่อนโยนเสียจนเฉินโย่วอยากจะนอนราบลงซบแทบเท้านาง
แขนของนางที่โอบอุ้มหุ่นกระบอกตัวนั้นไหวไปมาเบาๆ แล้วจึงได้ยินเสียงนางร้องเพลงขึ้นอีกครา
เพียงแค่เสียงนั้นดังขึ้น น้ำตาของเฉินโย่วก็ไหลออกมาอีกครา
เฉินโย่วจึงเอ่ยถามขึ้น “บุตรของท่านมีนามว่าอาโฉ่วหรือ”
เสียงพึมพำร้องเพลงของสตรีตรงหน้าจึงชะงักลง ใบหน้าที่ไร้ซึ่งความใค่อยๆ เงยขึ้นมองเฉินโย่ว
“ใช่แล้ว นางคืออาโฉ่ว อาโฉ่วของข้าตาโตนัก ตาโตั้แ่เกิดเลยเชียว เ้าอยากจะดูหรือไม่”
เฉินโย่วเดินเข้าไปใกล้ก็เห็นว่าบนใบหน้าของหุ่นกระบอกวาดดวงตากลมๆ ไว้สองดวง
หยาดน้ำตาของนางยิ่งไม่อาจควบคุมได้ ไหลทะลักออกมาจนหยดลงบนหุ่นกระบอกนั้น
สตรีเ้าของหุ่นกระบอกเห็นเช่นนั้นก็ใ
“อาโฉ่วอย่าร้องไห้ แม่อยู่นี่ อยู่ตรงหน้าเ้าแล้ว…”
สตรีผมยาวค่อยๆ พาเ้าหุ่นกระบอกโยกไปมาอย่างระมัดระวัง
เมื่อไหวกายไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของนางก็กลับมาดูอ่อนโยนอีกครา พร้อมถอนหายใจคราหนึ่ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เฉินโย่วหนหนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ วางหุ่นกระบอกกลับลงที่เดิม
“อาโฉ่วหลับแล้ว เ้ามีนามว่าอะไรหรือ ข้าไม่เคยเห็นเ้ามาก่อน เหตุใดจึงเข้ามาเล่นที่นี่ได้” สตรีผมยาวนั่งลงห่มผ้าให้หุ่นกระบอกของนาง จากนั้นก็สอดปลายผ้าห่มให้เรียบร้อย แล้วจึงถามเด็กหนุ่มตรงหน้า
“ข้ามีนามว่าเฉินโย่ว” เฉินโย่วเอ่ยตอบ
เฉินโย่ว…เฉินโย่ว…
ในสายธารความคิดของสตรีผมยาวพลันปรากฏภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังอุ้มทารกน้อยเอาไว้แล้วกล่าวกับนางอย่างตื่นเต้นว่า “ขี้เหร่เสียจริง ต่อไปก็ให้นางชื่อเล่นว่าอาโฉ่ว ส่วนชื่อจริงก็ชื่อว่าเฉินโย่วที่แปลว่าเทพยดาคุ้มครองแคว้นเชินก็แล้วกัน”
