“ฟิ้ว!”
ร่างของเนี่ยเทียนพลันถูกดูดเข้าไปในประตู์
ลำแสงสวยงามจับตาห้าสีแล่นฉิวผ่านร่างเขาไปอย่างต่อเนื่อง เืเนื้อของเขาคล้ายถูกดึงรั้งด้วยพลังบางอย่างจึงพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
อักขระมากมายที่เขาไม่รู้จักวาบผ่านราวกับดาวตก
อักขระเ่าั้ เขาเห็นแค่ปราดๆ ไม่รู้รูปร่างที่แท้จริงของมัน
แต่เขากลับรู้ว่าอักขระพวกนั้น... มีเพียงส่วนหนึ่งที่เป็ผลงานโดดเด่นของผู้ฝึกลมปราณาเผ่ามนุษย์ ที่มากกว่านั้นคืออักขระของต่างเผ่าที่แม้แต่เขาก็ยังแยกแยะไม่ออก
เขารู้สึกว่าตัวเองลอยผ่านช่องทางมิติสีสันงดงามเ่าั้แค่สิบกว่าวินาที
จากนั้นพลังกดดันระลอกหนึ่งก็พุ่งเข้าใส่โดยที่ไม่มีสัญญาณใดบอกกล่าว
เขาพลันรู้สึกเวียนหัวตาลาย มิอาจมองเห็นวัตถุใดๆ ที่อยู่ข้างกายได้อีก เรือนกายของเขาก็คล้ายกลายมาเป็ลำแสงเส้นหนึ่งที่ถูกขว้างไปยังดินแดนเย็นเยียบ
“ตุบ!”
หลังจากที่กระแทกลงพื้นอย่างแรงร่างของเขาก็กลิ้งหลุนๆ อยู่หลายรอบถึงค่อยๆ หยุดยั้งตัวเองได้
เขาลืมตาขึ้น เงยหน้ามองท้องฟ้า สิ่งที่เห็นมีเพียงดวงดาวดารดาษ
ในสายตาของเขา ดาวเ่าั้ช่างแจ่มชัดยิ่งนัก กะพริบวิบวาว ปลดปล่อยแสงเย็นเยือกเรียบสงบ
ดาวบางดวงอยู่ห่างจากเขาไกลแสนไกล มองเห็นเป็เพียงขนาดเท่าเมล็ดข้าวเท่านั้น
ทว่าก็มีดาวบางส่วนที่อยู่ใกล้เขาเข้ามาหน่อย มันใหญ่ราวกับพระจันทร์
ท่ามกลางทางช้างเผือกที่เย็นเยียบไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มีเพียงดวงดาวที่เปล่งแสงระยิบระยับกลาดเกลื่อนกระจายเต็มม่านรัตติกาล
“นอกอาณาจักร...”
เขาพึมพำ ถอนเส้นสายตากลับคืนมาจากท้องฟ้า หมุนตัวมองประเมินไปรอบด้าน
เขาค้นพบทันทีว่าจุดที่เขาร่วงลงมาคือก้อนหินทรงปริซึมขนาดใหญ่ั์ที่ลอยตัวอยู่ในทางช้างเผือก
หินทรงปริซึมนั้นน่าจะยาวห้าหกลี้ ยืดขยายออกไปยังทิศไกล
เขาทอดสายตาออกไปไกล พบว่าในทางช้างเผือกยังมีหินขนาดใหญ่ั์รูปทรงแปลกประหลาดมากมายลอยตัวอยู่ คล้ายว่าหยุดอยู่นิ่งแบบนี้มานานนับสิบล้านปีแล้ว
หินั์ก้อนแล้วก้อนเล่าต่างก็มีรูปร่างต่างกันออกไป บางก้อนก็มีมุมหินที่เล็กยาวเชื่อมต่อกัน บางก้อนก็ลอยโดดเดี่ยว
มองผ่านๆ ครู่หนึ่ง เขาพบว่าก้อนหินที่มีขนาดใหญ่เท่ากับหินที่เขาอยู่ตอนนี้เกรงว่าน่าจะมีนับพันนับหมื่นก้อน
ห่างออกไปไกลกว่านั้นที่เส้นสายตาของเขาทอดไปไม่ถึง บางทีอาจจะยังมีหินประเภทนี้อยู่อีกเยอะ
“ดินแดนอุกกาบาต?”
เขาพึมพำพลางปลดปล่อยกระแสจิตออกไปรับัักับสภาพรอบด้านอย่างละเอียด
ในขอบเขตที่กระแสจิตของเขาปกคลุมไปถึง เขาััไม่ได้ถึงปราณของสิ่งมีชีวิตใดๆ ซึ่งก็หมายความว่า... รอบกายเขาไม่มีคนอยู่
“ไม่นึกเลยว่าจะไม่มีใครมาอยู่กับข้า ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่ค่อยเหมือนกับการประลองในโลกมายามรกตเท่าใดนัก” เขาแอบแปลกใจอยู่กับตัวเอง
ตอนที่เขาเข้าร่วมการประลองในโลกมายามรกต เมื่อเดินเข้าไปในโลกมายามรกตโดยผ่านประตูลึกลับบานนั้นก็ได้อยู่กับพวกอันอิ่งแห่งหอหลิงเป่า
พวกเขาล้วนปรากฏตัวพร้อมกันอยู่ในบานประตูลึกลับของโลกมายามรกต
และก็ด้วยเหตุนี้ เขาจึงมีสหายร่วมเดินทางอยู่ข้างกายั้แ่เริ่มต้น และก็เพราะมีอันอิ่งอยู่ด้วย ทุกคนจึงได้รู้จักกันในโลกมายามรกต
ทว่าตอนนี้...
ตอนที่ลอดผ่านประตู์เข้ามา พลังลึกลับของประตู์นั่นกลับแบ่งแยกทุกคนออกจากกัน
หลังจากที่ลูกศิษย์ของเจ็ดสำนักจากอาณาจักรหลีเทียนเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้แล้วก็น่าจะถูกจับแยกให้กระจายตัวกันออกไปอยู่บนหินอุกกาบาตเช่นเดียวกับเขาในตอนนี้
อยู่ๆ เขาก็รู้สึกเป็ห่วงลี่ฝาน หลิวเยี่ยนแห่งสำนักหลิงอวิ๋น รวมไปถึงอันซืออี๋จากหอหลิงเป่า
หากพวกเขาโชคร้ายถูกเหวี่ยงให้ไปเจอกับพื้นที่ที่ผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์จากต่างอาณาจักรเ่าั้อยู่ เกรงว่าคงถูกสังหารในทันที
“อู้!”
ลมเย็นๆ ระลอกหนึ่งพัดโชยมาจากทางช้างเผือกเย็นเยือกและน่าวังเวง
“หนาวจัง!”
เมื่อลมเย็นพัดผ่าน เืเนื้อของเขาก็ค่อยๆ แข็งค้างไปทีละนิด เส้นผมและขนตาเริ่มมีน้ำแข็งเกาะ
เขารีบโคจรพลังิญญาในร่างมาต้านทานกระแสความเย็นทันที
ทันใดนั้นเขาก็มีการค้นพบที่น่าตะลึง---สถานที่แห่งนี้ไม่มีปราณิญญาให้เอามาใช้ได้แม้แต่เส้นเดียว!
อากาศที่เขาสูดเข้าปอดสะอาดเยือกเย็น แต่กลับไม่มีปราณิญญาฟ้าดินที่น้ำวนพลังิญญาในมหาสมุทริญญาของเขาจะดึงดูดมาใช้ได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
นี่หมายความว่าในต่างแดนที่วิเวกเย็นเยือกแห่งนี้ หากเขาคิดจะเอาพลังิญญามาช่วยในการฝึกบำเพ็ญตบะก็จำเป็ต้องอาศัยหินวิเศษเท่านั้น
ไม่มีหินวิเศษ พลังิญญาของเขาที่ใช้ไปจะไม่ได้รับการชดเชย
“กึกๆ!”
ฟันของเขากระทบเข้าหากัน จึงดึงเอาพลังิญญาออกมาอาบไล้ไปทั่วร่างกายตัวเองอย่างต่อเนื่อง
เนิ่นนานหลังจากนั้น ลมเย็นที่พัดโชยมาถึงได้ค่อยๆ จากไปไกล
ส่วนเขา ในระยะเวลาสั้นๆ แค่ครึ่งชั่วยามกลับใช้พลังิญญาไปแล้วถึงหนึ่งในห้าส่วน
---ซึ่งเวลานี้เขายังยืนอยู่ที่เดิมไม่ได้ขยับไปไหน
“แรงโน้มถ่วง... คงไม่ได้พิลึกพิลั่นเท่าไหร่กระมัง?”
เขารู้ดีว่าแรงโน้มถ่วงที่น่ากลัวมากเกินไปจะกลายมาเป็ภาระหนักอึ้งต่อร่างกายเช่นกัน
หากแรงโน้มถ่วงของที่นี่เหมือนกับต่างแดนที่แกนเืพาเขาไป เกรงว่าอยู่ที่นี่เขาคงยากที่จะเคลื่อนย้ายตัวไปไหนได้
เพราะมีความสงสัยเช่นนี้ เขาจึงเริ่มขยับเท้าของตัวเอง ทดลองะโ
“สวบ!”
อยู่ๆ เขาก็ลอยพรวดขึ้นไปบนอากาศสิบเมตร!
“สนามโน้มถ่วงที่นี่อ่อนแรงกว่าที่อาณาจักรหลีเทียนมากมายนัก!” หลังจากที่ร่วงลงมาบนพื้น เขาออกแรงแตะพื้นหินเบาๆ ร่างก็ลอยพรวดขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง
“เนี่ยเทียน!”
เพราะตัวเขาลอยขึ้นกลางอากาศ เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งพลันดังมาจากทิศไกล
เนี่ยเทียนที่กำลังจะร่วงลงพื้นหันไปมองตามเสียง จึงเห็นเจิ้งปินแห่งอารามเสวียนอู้ได้ในทันที
เจิ้งปินเองก็อยู่โดดเดี่ยวเช่นกัน เวลานี้เขากำลังอยู่บนก้อนหินสีน้ำตาลก้อนหนึ่งที่ปูดนูนซึ่งห่างจากเขาไปประมาณหนึ่งพันเมตร
เห็นได้ชัดว่าเจิ้งปินจงใจปกปิดร่องรอยของตัวเอง หดร่างอยู่ข้างก้อนหินสีน้ำตาลนั้น คล้ายหวาดกลัวว่าใครจะมาพบเข้า
พอเขาพุ่งพรวดขึ้นมากลางอากาศ เจิ้งปินถึงได้สังเกตเห็นเขา แล้วก็อดไม่ไหวจนต้องเดินออกมาะโหนึ่งประโยค
“ระวังหน่อย! อย่าเปิดเผยตัวเอง!”
เจิ้งปินเห็นว่าเขาสังเกตเห็นตัวเองจึงลดเสียงลงต่ำ กวักมือเรียกติดๆ กัน
เนี่ยเทียนที่เพิ่งร่วงลงพื้น แค่แตะพื้นเบาๆ ร่างก็ราวกับขนปุยข้าวที่ลอยไปตามลม ลอยมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
เขาคือคนมีชีวิตคนแรกที่เนี่ยเทียนเห็นในตอนนี้
เนื่องจากอยู่นอกเหนือจากขอบเขตที่จิตััของเขาแผ่ไปถึง เมื่อครู่นี้เขาถึงได้ไม่สังเกตเห็นเจิ้งปิน ตอนนี้ในเมื่อเจอหน้ากันแล้ว เขาก็อยากไปพูดคุยกับเจิ้งปินเหมือนกัน
ในใจของเขา เจิ้งปินไม่เหมือนพันเทา เขาไม่ใช่สหายที่ร่วมรบร่วมทุกข์
ตอนอยู่ในโลกมายามรกตและเทือกเขาชื่อเหยียน ตอนที่เขาเผชิญกับวิกฤต เจิ้งปินตีตัวออกห่างอย่างเด็ดเดี่ยว
ทว่าเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกเกลียดแค้นอะไรเจิ้งปิน
เจิ้งปินกับเขารู้จักกันโดยบังเอิญ ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน อีกทั้งเขายังก่อเื่บ่อยๆ เจิ้งปินไม่ยินดีแบกรับผลร้ายที่เขาเป็ผู้ก่อก็เป็เื่ที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
เขาปรับตัวเข้ากับสนามโน้มถ่วงที่ต่างไปจากอาณาจักรหลีเทียนพลางลอยไปหาเจิ้งปินด้วย ไม่นานก็มาถึง
“เ้านี่นะ อย่าเปิดเผยตัวแบบนี้สิ!”
รอจนเขามาถึงแล้ว เจิ้งปินถึงได้ลดเสียงลงต่ำ เอ่ยเตือนด้วยใบหน้าร้อนใจ “เ้ารู้หรือไม่ ทุกคนที่เหยียบย่างเข้ามาในประตู์ต่างสามารถฆ่าแกงกันเองโดยที่ไม่สนว่าใครจะเป็หรือตาย? เ้าบินขึ้นฟ้าก็เท่ากับเปิดเผยตัวเอง หากคนอื่นเห็นเข้า พวกเขาต้องตามมาฆ่าเ้าแน่นอน เ้าทำแบบนี้เดี๋ยวข้าก็จะพลอยติดร่างแหไปด้วย!”
เจิ้งปินเริ่มเสียใจ เสียใจที่ตัวเองอดใจไม่อยู่กวักมือเรียกให้เนี่ยเทียนรีบมาหา
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกเหมือนกันว่าเจิ้งปินพูดมีเหตุผล จึงยิ้มอย่างขออภัย “ขอโทษที”
เจิ้งปินไม่ได้สนใจเขา แต่ลอบสังเกตการณ์ไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง
ผ่านไปครู่หนึ่ง รอจนเขาพบว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ตรงนี้และไม่มีแววว่าจะมีคนตามมา เขาถึงได้แอบผ่อนลมหายใจอยู่กับตัวเอง
“ข้าเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่มีปราณิญญาฟ้าดินให้ใช้ ไม่มีปราณิญญาฟ้าดินก็หมายความว่าการบำเพ็ญตบะทั้งหมดของพวกเรา รวมไปถึงพลังที่เผาผลาญไปตอนต่อสู้ล้วนจำเป็ต้องใช้หินวิเศษมาชดเชยได้อย่างเดียว” เจิ้งปินสีหน้าเคร่งขรึม “นับแต่วันนี้ไปหินวิเศษ ยา อาหารล้วนจะกลายมาเป็เหตุผลให้ทุกคนเข่นฆ่ากันเอง! หากคิดจะอยู่ที่นี่อย่างยาวนานก็จำเป็ต้องมีอาหาร หินวิเศษและยาในปริมาณที่มากพอ!”
“ลำพังเพียงแค่สิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเจอกันก็อาจจะเปิดฉากต่อสู้กันได้ทุกเมื่อ!”
“โดยเฉพาะคนที่ไม่สนิทสนม!”
เจิ้งปินอธิบายด้วยเสียงทุ้มหนัก
เนี่ยเทียนพยักหน้า “เมื่อครู่ข้าก็คิดถึงจุดนี้เหมือนกัน”
“ตามข้ามา ข้าจะให้เ้าดูอะไร ของสิ่งนี้ข้าก็เพิ่งค้นพบเหมือนกัน” เจิ้งปินกวักมือ หดตัวลง นำทางไปด้วยท่าทางทุลักทุเล
สีหน้าของเขาตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
เนี่ยเทียนตามเขาไปด้วยความประหลาดใจ และก็ใคร่รู้มากว่าเขาค้นพบอะไรที่นี่ ถึงได้ทำให้เขาระมัดระวังถึงเพียงนั้น
-----
