บทที่ 1 การล่มสลายของเทพธิดาโอสถ
ยอดเขาชิงอวิ๋น สถานที่ที่เคยถูกขนานนามว่าเป็ หัวใจแห่งใต้หล้า บัดนี้กลับไม่ต่างอะไรกับนรกบนดิน เมฆมงคลสีทองที่เคยลอยล่องปกคลุมขุนเขาอย่างสง่างาม กลับถูกย้อมด้วยเพลิงกัลป์สีชาดจนกลายเป็สีเืสาดกระจายไปทั่วชั้นฟ้า กลิ่นหอมขจรขจายของสมุนไพรทิพย์ที่เคยอบอวลชวนหลงใหล ถูกกลบสนิทด้วยกลิ่นคาวโลหิตที่คละคลุ้งและกลิ่นไหม้ของซากศพที่กองพะเนินเทินทึกราวกับูเาขนาดย่อม
ท่ามกลางเศษซากแห่งความพินาศ หลินชิงเซียน เทพธิดาโอสถผู้เป็ตำนานแห่งยุค ยืนตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่บนหน้าผาสูงชัน ชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ถักทอจากไหม์เจ็ดสีอันล้ำค่า บัดนี้ขาดวิ่นเป็ริ้วรอยและชุ่มโชกไปด้วยเื ทั้งเืของศัตรูที่มาหยามิ่และเืของนางเองที่ไหลรินไม่หยุด ใบหน้าที่งดงามราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรเอกนั้นซีดเผือดไร้สีเื ทว่าดวงตาหงส์คู่นั้นกลับยังคงเปล่งประกายคมกล้าดุจกระบี่ที่พร้อมจะฟาดฟัน ไม่ยอมก้มหัวให้แก่โชคชะตาที่บิดเบี้ยว
“หลินชิงเซียน! เ้าหมดทางหนีแล้ว!” เสียงะโก้องกังวานดุจสายฟ้าฟาดดังมาจากฟากฟ้าเบื้องบน เงาร่างของเหล่าเซียนระดับสูงนับสิบคนลอยตัวเหยียบเมฆหมอก กดดันนางด้วยกลิ่นอายพลังที่หนักอึ้งราวกับขุนเขาพันลูกถล่มทับ นำโดย เ้าสำนักเทวะ และ ผู้าุโโม่ ชายชราที่ครั้งหนึ่งเคยคลานเข่าเข้าหา คุกเข่าอ้อนวอนขอร้องให้นางช่วยปรุงโอสถต่ออายุขัยให้ แต่ในวันนี้ เขากลับเป็คนนำทัพมาทำลายล้างสำนักโอสถนิรันดร์ของนางจนสิ้นซาก
“ส่งตำราโอสถจักรพรรดิมาเสีย! แล้วข้าจะรับประกันด้วยเกียรติว่าิญญาของเ้าจะได้เข้าสู่กงล้อสังสารวัฏ ไม่ต้องถูกจองจำในคุกนิรันดร์ให้ทรมาน!” ผู้าุโโม่แผดเสียง ดวงตาที่ขุ่นมัวเต็มไปด้วยความโลภโมโทสันที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
หลินชิงเซียนเค้นยิ้มเ็า หยาดเืไหลซึมจากมุมปาก ทว่าความสง่างามของนางกลับไม่ลดน้อยถอยลงเลยแม้แต่นิดเดียว นางมองดูเหล่า ผู้ทรงศีล ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาดูแคลนถึงขีดสุด
“พวกเ้าเรียกตัวเองว่าเซียน แต่หัวใจกลับโสมมยิ่งกว่าอสูรในขุมนรกเสียอีก” เสียงของนางราบเรียบแต่กลับดังก้องไปทั่วหุบเขา
“ข้าหลินชิงเซียน ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อปรุงโอสถช่วยชีวิตผู้คน ดับทุกข์เข็ญให้ใต้หล้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่สิ่งที่ข้าได้รับกลับมา คือความทรยศหักหลังจากพวกเ้าที่ข้าเคยชุบชีวิตงั้นหรือ?”
“หุบปาก! โลกใบนี้ผู้แข็งแกร่งคือผู้ปกครอง!” เ้าสำนักเทวะคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ตำราโอสถจักรพรรดิเป็ของล้ำค่าแห่ง์ คนอย่างเ้าที่ไร้สิ้นกำลังจะปกป้องมันไว้ได้นานแค่ไหน? ส่งมันมา แล้วข้าจะยอมไว้ชีวิตศิษย์ที่เหลือเพียงหยิบมือของเ้า!”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของหลินชิงเซียนสั่นสะท้าน นางหันไปมองเบื้องล่าง เห็นศิษย์สายตรงของนางที่กำลังถูกเข่นฆ่า กลิ่นอายชีวิตที่ค่อยๆ ดับสูญไปทีละคนทำให้ความเ็ปแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจ แต่นางรู้ดี คนพวกนี้ไร้สัจจะ ต่อให้นางส่งตำราให้ พวกเขาก็จะฆ่าทุกคนเพื่อปิดปากเื่อัปยศในวันนี้อยู่ดี
“ศิษย์ของข้า สำนักของข้า ข้าหลินชิงเซียนติดค้างพวกเ้าในชาตินี้” นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเหล่าศัตรูด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ในเมื่อข้าเป็คนสร้างตำรานี้ขึ้นมาได้ ข้าก็ทำลายมันได้! และพวกเ้า ก็จงไปลงนรกพร้อมกับข้าเถอะ!”
“หยุดนาง! นางจะะเิจิติญญา!” เสียงร้องอุทานด้วยความตระหนกดังขึ้น แต่สายเกินไปเสียแล้ว
หลินชิงเซียนไม่ได้เพียงแค่ะเิลมปราณ แต่นางกำลังใช้กระบวนท่าต้องห้ามที่แลกมาด้วยการดับสูญตลอดกาล มือเรียวบางกดลงบนตำแหน่งหัวใจ ทันใดนั้น แสงสว่างเจิดจ้าเสียดตาพุ่งออกมาจากร่างของนาง ราวกับดวงอาทิตย์ขนาดเล็กที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความมืดมิด
ตู้มมมมมมมมมมม!
แรงะเิมหาศาลสั่นะเืไปทั้งเก้าชั้นฟ้า สิบแผ่นดิน พลังงานที่บ้าคลั่งฉีกกระชากมิติรอบข้างจนเกิดรอยแยกสีดำมืด เหล่าเซียนที่อยู่ใกล้ที่สุดถูกแรงอัดจนกลายเป็ธุลีในพริบตา แม้แต่เ้าสำนักเทวะยังต้องกระอักเืและถอยร่นไปนับพันลี้ด้วยความหวาดกลัว
ท่ามกลางพายุแห่งการทำลายล้าง หลินชิงเซียนรู้สึกถึงความเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน กายหยาบของนางสลายกลายเป็ละอองแสงระยิบระยับ จิติญญาที่แตกซ่านกำลังจะถูกความมืดมิดกลืนกิน ‘จบสิ้นเสียที ความเหนื่อยล้าหลายพันปีนี้’ นางคิดพร้อมกับหลับตาลง เตรียมพร้อมสำหรับการดับสูญ
ทว่า ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายนั้นเอง แสงสีทองอบอุ่นสายหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นมาจากส่วนลึกของจิติญญา มันคือ มิติโอสถนิรันดร์ สมบัติล้ำค่าอันเป็ต้นกำเนิดของตำราโอสถจักรพรรดิที่นางมาทั้งชีวิต แต่นางกลับไม่เคยเข้าถึงแก่นแท้ของมันได้ทั้งหมดจนกระทั่งวินาทีตาย มิตินั้นสั่นไหวอย่างรุนแรง มันแผ่พลังงานมหาศาลออกมาห่อหุ้มเศษเสี้ยวิญญาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของหลินชิงเซียนเอาไว้ ราวกับมารดาที่ปกป้องบุตรสาว และในขณะที่มิติกำลังจะพังทลายจากแรงะเิ พลังสีทองนั้นก็ได้พุ่งทะยานเข้าสู่รอยแยกมิติที่ดำมืดที่สุด พริบตาเดียวนางก็ถูกดูดหายไปจากโลกแห่งเซียน ทิ้งไว้เพียงความพินาศและตำนานที่ปิดฉากลงด้วยเืและไฟ
หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) โรงพยาบาลรัฐบาล กรุงปักกิ่ง
วันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 2026 เวลา 03:15 น.
ท่ามกลางความเงียบงันของโถงทางเดินที่ปูด้วยกระเบื้องสีขาวเย็นเยียบ ภายในห้องไอซียูหมายเลข 4 กลับเต็มไปด้วยความโกลาหลที่ถูกควบคุมด้วยระเบียบวินัยทางการแพทย์ กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นเตะจมูก ผสมปนเปกับกลิ่นคาวเืที่ยังเจือจางอยู่ในอากาศ บนเตียงเหล็กเย็นเฉียบ ร่างของหญิงสาวผู้ไร้นามนอนสงบนิ่ง แผ่นอกของเธอขยับขึ้นลงตามจังหวะของเครื่องช่วยหายใจรุ่นล่าสุด ที่ส่งเสียงพ่นลมออกมาเป็ระยะ ที่ข้อมือไม่มีชื่อ-นามสกุล มีเพียงแถบพลาสติกสีเหลืองที่พิมพ์ว่า ผู้ป่วยนิรนามรายที่ 089 อุบัติเหตุจราจร
“ความดันตกลงเหลือ 70/40! หมอครับ หัวใจเธอกำลังจะหยุดเต้น!” พยาบาลสาวะโฝ่าเสียงสัญญาณเตือนที่แผดจ้า
นายแพทย์หวัง พุ่งตัวเข้าไปข้างเตียง ดวงตาจ้องมองจอโฮโลแกรมที่ลอยอยู่เหนือร่างผู้ป่วย กราฟเส้นหัวใจเริ่มสั่นไหวและลาดต่ำลงอย่างน่าใจหาย
“เตรียมเครื่องกระตุกหัวใจ! ชาร์จไฟ 200 จูล! แอดรีนาลีน 1 มิลลิกรัม เข้าเส้นเืด่วน!”
ร่างของหญิงสาวสั่นกระตุกตามแรงไฟฟ้า ผ้าก๊อซที่พันรอบศีรษะเริ่มมีสีแดงซึมออกมาเป็วงกว้าง บ่งบอกถึงาแฉกรรจ์จากการกระแทกอย่างรุนแรง ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื ริมฝีปากแห้งแตกจนมีรอยเืซึม
เ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ที่ยืนอยู่หน้าประตูกระจก มองถุงซิปล็อกที่บรรจุ หลักฐานชีวิต ของเธออย่างเวทนา เขาไม่ได้พบบัตรประชาชนหรือสมาร์ทโฟน แต่สายตาก็สะดุดเข้ากับตราสัญลักษณ์บนเสื้อแจ็กเก็ตสีขาวสลับน้ำเงินที่ขาดวิ่น
“หมอครับ! ดูนี่สิ ตราโรงเรียนมัธยมปลายเขตเฉาหยาง แล้วดูที่หน้าอกเสื้อ มีปักชื่อ ไว้ด้วย หลินชิงเซียน”
ข้อมูลถูกสแกนและลิ้งก์กับสถานีตำรวจทันที
“แจ้งสถานีตำรวจเฉาหยางด่วน! มีแม่ชื่อ เว่ยหลาน เพิ่งมาแจ้งความว่าลูกสาวหายไป เธอใส่ชุดนักเรียนปักชื่อหลินชิงเซียน และมีเข็มกลัดรูปแมวสีเหลืองติดที่เป้!”
“กราฟหัวใจยังไม่กลับมา! ชาร์จไปที่ 300 จูล!” หมอหวังเหงื่อผุดพราย เสียงเครื่องวัดหัวใจเปลี่ยนเป็เสียงลากยาว ตื๊อดดดดดด...
“อย่าเพิ่งยอมแพ้นะยัยหนู” เขาเริ่มทำ CPR อย่างสุดแรง จังหวะการกดที่หนักแน่นคือความหวังเดียวที่จะฉุดเธอคืนมาจากความมืดมิดที่อ้างว้าง
ห้องเช่าหมายเลข 402 ชุมชนแออัดชานกรุงปักกิ่ง
ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร ในมุมมืดที่แสงสีของปักกิ่ง ส่องไปไม่ถึง เว่ยหลาน ทรุดตัวนั่งลงบนพื้นปูนเปลือยที่เย็นเยียบ ภายในห้องพักขนาดไม่กี่ตารางเมตรที่เพดานมีรอยน้ำซึมเป็คราบเหลือง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ต้มทิ้งจนอืดเต็มชามโชยมาจางๆ
ในห้องนี้มีเพียงเตียงเหล็กสองชั้นเก่าคร่ำจนสนิมเกรอะ บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยมีรูปถ่ายของเธอกับลูกสาวสวมกอดกันอย่างมีความสุข
“หลินชิงเซียน ทำไมยังไม่รับสายแม่” เว่ยหลานพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักในโรงงานและรับจ้างล้างจานสั่นระริก เธอกำโทรศัพท์หน้าจอแตก พยายามกดโทรออกซ้ำๆ แต่มีเพียงสัญญาณว่างเปล่า
บนโต๊ะมีซองจดหมายทวงค่าเช่าค้างชำระวางอยู่ เว่ยหลานมองชุดนักเรียนสำรองที่แขวนไว้กับตะปูข้างฝา เธออุตส่าห์อดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกได้เรียนสูงๆ หวังพาสองแม่ลูกออกจากรูหนูแห่งนี้
“แม่คะ ถ้าหนูเรียนจบ หนูจะสร้างบ้านหลังใหญ่ให้แม่มีแอร์เย็นๆ อยู่นะ” เสียงใสๆ ของลูกสาวแว่วเข้ามา ยิ่งทำให้หัวใจเหมือนถูกกรีด เธอหยิบเหรียญไม่กี่หยวนออกมานับ มันไม่พอแม้แต่ค่าแท็กซี่ไปตามหาลูกด้วยซ้ำ
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์สั่นแจ้งเตือนจากโรงพยาบาล
“ฮัลโหล! เจอหลินชิงเซียนแล้วใช่ไหมคะ? คุณตำรวจ!” เธอะโทั้งน้ำตา แต่ประโยคปลายสายกลับทำให้โลกดับวูบ
“คุณคือญาติเ้าของกระเป๋าเป้สีน้ำเงินใช่ไหมครับ? เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง รีบมาที่โรงพยาบาลด่วนที่สุดครับ”
เว่ยหลานพุ่งตัวออกจากห้องพักผุพัง วิ่งฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปางลงมาบนถนนปักกิ่ง รองเท้าแตะเก่าๆ กระเด็นหายไปข้างหนึ่งแต่เธอไม่สนใจ ในหัวมีเพียงใบหน้าลูกสาวที่อาบด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเธอไม่รู้เลยว่าบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยสายระโยงระยางในห้องไอซียูเสียแล้ว
