หลี่ชิงหลิงพยายามเกลี้ยกล่อมจนผู้นำหมู่บ้านนำข้าวสารกลับบ้านสำเร็จ นางหันมายิ้มให้เด็กๆ ปลอบโยนพวกเขา "ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ปล่อยให้พวกเ้าหิวหรอก"
เด็กๆ ต่างพยักหน้า สำหรับพวกเขาแล้ว พี่สาวแข็งแกร่งมาก พวกเขาเชื่อว่าพี่สาวจะไม่ปล่อยให้พวกเขาหิว
เมื่อเห็นว่าเด็กๆ ไว้วางใจตนมาก หลี่ชิงหลิงก็ยิ้ม
นางกำชับกับเด็กๆ ก่อนจะเตรียมเข้าเมืองเพื่อดูว่าฝูหมั่นโหลวเปิดหรือไม่
หลิวจือโม่ไม่ไว้ใจให้นางไปคนเดียว เขาจึงตัดสินใจไปด้วย หลี่ชิงหลิงรู้ว่าไม่สามารถห้ามได้จึงพยักหน้า
หลังจากเข้าเมือง ทั้งสองก็ตรงไปที่ฝูหมั่นโหลว เมื่อพวกเขาเห็นประตูฝูหมั่นโหลวเปิดอยู่ ดวงตาทั้งคู่ก็เป็ประกาย
พวกเขาจะไม่หิวโหยแล้ว...
พวกเขาเดินเข้าไปในฝูหมั่นโหลวอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นเ้าของร้าน รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ท่านลุงเ้าของร้าน ไม่เจอกันนาน” หลี่ชิงหลิงทักทายด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย เ้าของร้านเงยหน้าขึ้น เห็นหลี่ชิงหลิงแล้วยิ้ม "เสี่ยวหลิง ไม่เจอกันนานเลย” ตอนแรกเขาก็ว่าจะแวะไปหมู่บ้านหนิวโถว ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะมาหาก่อน
ดูสภาพแล้วก็ไม่เลว เหมือนจะไม่ได้ใช้ชีวิตลำบากอะไร
หลี่ชิงหลิงเห็นเ้าของร้านไม่ผอมลง รอยยิ้มจึงกว้างขึ้น “ลุงกลับมาเมื่อไร? ครั้งล่าสุดที่ข้าผ่านมายังไม่เปิดประตูเลย!"
“ข้ามาถึงเมื่อคืน อีกสองวันว่าจะไปหาพวกเ้า ไม่คิดเลยว่าจะมาก่อน ประหยัดเวลาข้าได้มาก”
เมื่อได้ยินสิ่งที่เ้าของร้านพูด หลี่ชิงหลิงก็เลิกคิ้วขึ้นและขอบคุณเ้าของร้านด้วยรอยยิ้ม
เ้าของร้านมองเด็กสาวอย่างสงสัย ถามว่าสองสามเดือนนี้ลี้ภัยไปไหนมา
เขาเคยเห็นคนลี้ภัย ทุกคนผอมแห้งผิวเหลือง เสื้อผ้ามอมแมมเหมือนขอทาน
เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้ว หลี่ชิงหลิงและหลิวจือโม่ผอมลงเพียงเล็กน้อย แทบไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนมากนัก
ดูไม่เหมือนคนลี้ภัยเลยจริงๆ
หลี่ชิงหลิงก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง ดังนั้นนางจึงเล่าทั้งหมดคร่าวๆ
แน่นอนว่าปิดเื่การช่วยชีวิตชายชราและหลิวจือเฮ่าไว้
เ้าของร้านฟังแล้วก็ชื่นชม มีความคิดแบบนี้ได้ ฉลาดจริงๆ ได้ยิน ไม่แปลกใจเลยที่เ้านายจะบอกให้ช่วยดูแลครอบครัวของพวกเขาหน่อย
“ถึงว่าดูไม่เหมือนคนลี้ภัย กินอาหารป่ามาหลายเดือนนี่เอง” เขาพูดติดตลก “แล้ววันนี้มาหาลุงทำไมรึ”
หลี่ชิงหลิงรู้ว่าซ่อนไม่อยู่ นางจึงพูดอย่างเขินอายเล็กน้อย "วันนี้มาหาท่านเพราะมีเื่จะขอน่ะ” นางถอนหายใจเบาๆ แล้วพูดต่อ "ข้าจะบอกตรงๆ เลยว่าเมื่อคืนนีู้เาหนิวโถวถล่มฝังกลบบ้านข้าไป อาหารไม่เหลือเลยอยากมาขอยืม”
"อะไรนะ?" แม้แต่เ้าของร้านที่สงบก็ยังใ "ูเาหนิวโถวถล่ม? ไม่มีใครได้รับาเ็ใช่หรือไม่?”
“ไม่ โชคดีที่เราวิ่งออกมาเร็วเลยไม่เป็ไร” หลี่ชิงหลิงนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน หัวใจยังคงเต้นแรง ถ้าไม่ใช่เพราะฝันร้ายของนาง เกรงว่า…
เ้าของร้านโล่งใจ "คนไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ของนอกกายหาใหม่ได้”
หลี่ชิงหลิงหัวเราะ “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ลำบากนิดหน่อย เลยได้แต่มาขอความช่วยเหลือจากท่าน"
เมื่อนึกถึงข้าวสารที่อยู่ใต้ห้องใต้ดิน นางก็เ็ปใจเล็กน้อย
"ได้สิ เสี่ยวหลิง้าอาหารมากแค่ไหน" เ้าของร้านมองหลี่ชิงหลิง ยิ่งเขาได้รู้จักกับสาวน้อยคนนี้มากเท่าไร เขาก็ยิ่งรู้สึกว่านางฉลาดมากเท่านั้น นางมาพูดว่าจะยืมอาหาร ไม่ใช่เงิน ตอนนี้ราคาอาหารสูงมาก ถึงยืมเงินไปก็ซื้ออาหารไม่ได้มาก
เมื่อเห็นว่าเ้าของร้านยินดีให้ยืมอาหาร หลี่ชิงหลิงก็โล่งใจลงเล็กน้อย
นางมาที่ฝูหมั่นโหลวเพียงเพื่อลองเสี่ยงโชค ดูว่าเ้าของร้านจะให้พวกเขายืมอาหารหรือไม่ หากเขาปฏิเสธ นางก็ไม่มีทางบังคับเขาได้
แต่เ้าของร้านฝูหมั่นโหลวยังนับว่าให้หน้านางอยู่
"ข้าอยากได้ข้าวร้อยจิน จะได้ไหม” หลี่ชิงหลิงพูดอย่างสงบ หากฝูหมั่นโหลวเปิด นางจะได้รับเงินปันผล ถึงตอนนั้นแล้วไม่มีข้าวสารคืนก็ใช้เงินจ่ายเอา “ข้าสามารถเขียนคำชี้แจงเป็ลายลักษณ์อักษรได้ ข้าไม่โกงแน่นอน"
นางมีความน่าเชื่อถือนี้อยู่
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เ้าของร้านก็ครุ่นคิดก่อนจะพยักหน้า "ข้าให้ยืมได้ แต่ที่นี่มีข้าวสารไม่เยอะ คงให้ได้แค่ยี่สิบจิน ที่เหลือต้องรอหน่อย รอได้ไหม" ข้าวสารของพวกเขาถูกขนย้ายไปนานแล้ว ตอนนี้หากจะเปิดร้านก็ต้องรอขนกลับมา
นอกจากนี้เขาต้องรายงานเื่นี้ให้เ้านายของเขาทราบด้วย
หลี่ชิงหลิงฟังแล้วพยักหน้าโดยไม่ได้แย้งใดๆ
ขอแค่ยืมได้ รอหน่อยก็ไม่เป็ไร
เ้าของร้านเห็นว่าหลี่ชิงหลิงพยักหน้า เขาจึงไปสั่งให้เสี่ยวเอ้อห่อข้าวสารให้หลี่ชิงหลิง
พร้อมให้เงินยี่สิบตำลึงกับหลี่ชิงหลิงด้วย
"นี่…"
“ข้าให้ยืมไปซื้อหม้อ มีอาหารแล้วไม่มีหม้อต้มคงจะแย่”
หลี่ชิงหลิงรู้สึกซาบซึ้ง รับไว้อย่างไม่เกรงใจ โค้งคำนับเ้าของร้านและกล่าวขอบคุณ
นางจะไม่มีวันลืมน้ำใจของทุกคนที่ช่วยเหลือพวกนางเลย
เ้าของร้านโบกมือ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่าไม่ต้องเกรงใจ
หลังจากพูดคุยกับเ้าของร้านอีกสองสามคำ หลี่ชิงหลิงและหลิวจือโม่ก็ปฏิเสธอาหารของเ้าของร้านอย่างสุภาพ ก่อนจะเดินออกจากฝูหมั่นโหลว
"ถ้าตอนแรกไม่เอาเงินมาซื้อข้าวหมดก็ดีสิ ตอนนี้จะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้" หลี่ชิงหลิงยิ่งรู้สึกหงุดหงิด นั่นเป็ทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขา ต้องเริ่มใหม่กันหมดเลย
หลิวจือโม่เปลี่ยนมือถือข้าวสาร จากนั้นจับมือหลี่ชิงหลิง ปลอบโยนด้วยรอยยิ้ม "ถ้าไม่ซื้อ เราก็คงอดตายในูเาซงไปนานแล้ว จะมีโอกาสมายืนพูดอีกรึ?”
ตอนแรกครอบครัวของพวกเขาไม่มีอะไรเลย ตอนนี้แค่เริ่มต้นจากศูนย์เอง จะกลัวไปทำไม
หลี่ชิงหลิงเหลือบมองหลิวจือโม่แล้วหัวเราะ “นั่นสินะ แค่เริ่มใหม่เอง จะไปกลัวอะไร”
แต่ก่อนนางสามารถหาเงินได้มากขนาดนั้น อนาคตก็จะสามารถหาได้มากเท่ากัน หรืออาจมากกว่า
นางตัดสินใจเงียบๆ ว่าจะต้องหาเงินมาคืนโดยเร็ว มิฉะนั้นเด็กๆ จะไม่สามารถไปเรียนได้
นางไม่อยากให้พวกเขาเสียเวลาไปมากกว่านี้
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวคิดได้ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลิวจือโม่
"ไปซื้อของแล้วกลับบ้านกันเถอะ กลับไปดึกแล้วเด็กๆ จะเป็ห่วงเอา”
"อืม..." หลี่ชิงหลิงพยักหน้า
ทั้งสองซื้อของที่้าเสร็จจึงกลับไป
ทันทีที่พวกเขากลับถึงบ้าน เด็กๆ เห็นข้าวสารก็ยิ้มอย่างตื่นเต้น
“ท่านพี่ไปเอาข้าวมาจากไหน” หลิวจือเยี่ยนถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
หลังผ่านหลายสิ่งหลายอย่าง เด็กๆ ก็เหมือนจะเติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืน
หลิวจือโม่เองก็ไม่ปิดบัง เล่าออกมาตามตรง
“ข้าเล่าให้ฟังเพราะอยากให้รู้ว่าครอบครัวเราไม่สบายเหมือนแต่ก่อน หวังว่าทุกคนจะสามัคคีและช่วยครอบครัวกัน” แม้ว่าเขาจะตั้งใจฝึกฝนเด็กๆ แต่เขาก็ไม่อยากให้เด็กๆ กลัวเกินเหตุจึงอธิบาย “เข้าใจความหมายใช่หรือไม่”
“เข้าใจแล้ว...” เด็กชายทั้งสามพยักหน้าอย่างจริงจัง
เด็กน้อยทั้งสองมองซ้ายมองขวา พูดด้วยเสียงเด็กๆ ว่าเข้าใจ
เมื่อมองน้องชายและน้องสาว หลิวจือโม่ก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน ให้กำลังใจพวกเขาอีกสองสามคำ จากนั้นปล่อยให้พวกเขาไปทำสิ่งที่ควรทำ
หลี่ชิงหลิงมักจะไม่ขัดจังหวะตอนหลิวจือโม่สอนเด็กๆ
หลังจากที่เขาพูดจบและเด็กๆ แยกย้ายกันไป นางจึงพูด "บอกพวกเขาเื่นี้ทำไม จะทำให้พวกเขาเป็ห่วง” นางยังรู้สึกว่าพวกเขายังเด็ก ไม่อยากให้พวกเขาแบกรับภาระมากนัก
หลิวจือโม่มองออกอย่างรวดเร็ว "พวกเขาไม่ใช่เด็กแล้ว พวกเขาควรรู้เื่เหล่านี้" นางเองก็ไม่คิดบ้างเลยว่าตัวเองก็ยังเด็ก “ไม่ต้องห่วง เด็กๆ ไม่ได้เปราะบางอย่างที่เ้าคิดหรอก ไม่ต้องห่วงขนาดนั้น”
หลี่ชิงหลิงคิดแล้วก็ถอนหายใจ จากวันนี้ไป นางจะพยายามหาเงินและฟื้นฟูสภาพความเป็อยู่ที่บ้านอย่างสุดกำลัง
