“ฟูววว!!~~จับตาดูไว้”
“บิดาของเ้าจะแสดงให้เห็นเอง ว่าพลังที่แท้จริงมันควรเป็เช่นไร?”
ด้วยความพยายามที่ไม่อยากน้อยหน้าคนอื่น ในที่สุด เฉินอ่าวก็เรียกเฉินต้า เฉินอวี๋และเฉินอิงเอ๋อมาที่ต้นลำธาร ให้ออกห่างจากจุดที่ครอบครัวแซ่หยู่พักอยู่ กัดฟันใช้พลังปราณที่รวบรวมมานานหลายยี่สิบวัน หยิบขึ้นแสดงทริคเล็กๆ น้อยๆ ให้ลูกๆ ของเขาได้เห็น คือการหลับตาใช้ภาพลักษณ์สุดคูล ถือกิ่งไม้ชูขึ้นเหนือศีรษะแทนกระบี่
ภายใต้สายตาที่ดูไร้เดียงสาและน่าเบื่อของเด็กๆ ้ารู้ว่าวันนี้พ่อของพวกเขาจะเล่นการแสดงปาหี่อะไร เพียงเฉินอ่าวลืมตา โบกกิ่งไม้เล็กๆ ในมือไปข้างหน้า โขดหินที่อยู่แถวลำธารก็ถูกทุบจนแตกเป็สองส่วนจากการฟาด
ย๊าาาาา!!~~~
ตู้มมม!~~!!~
เฮ้ย!!~~~
“ทำได้ยังไงเนี่ย!!~”
“กิ่งไม้เล็กๆ สามารถทุ่มหินก้อนใหญ่จนแตกได้เลยรึ?”
“...”
เสียงทุบดังลั่นสะท้อนไปรอบๆ ลำธาร ถึงโขดหินไม่ได้ก้อนใหญ่มาก สูงเพียงศีรษะของเด็กๆ แต่สิ่งที่เห็น มันก็ยังทำให้ทุกคนรวมถึงเฉินถั่วถงและเหนียนอู่ ที่กำลังพูดคุยเื่ดวงดาวอยู่ยังต้องหันมามองจากระยะไกล
“เคี๊ยก!!~เคี๊ยก!!~เคี๊ยก!!~ เป็อย่างไร พวกเ้ามีใครอยากเรียนหรือไม่?”
“ข้า!!ข้า!!ท่านพ่อ!! ข้าขอเรียนนะๆๆ”
ภายใต้การจ้องมองฉากอันน่าตื่นตาตื่นใจ เฉินต้าเพียงแค่ยืนนิ่งๆ กอดอก และมีเพียงเฉินอวี๋กับอิงเอ๋อเท่านั้นที่ะโร้อง “แจ้วๆ” กับสิ่งที่พ่อถาม
ชั่วขณะหนึ่ง เฉินอวี๋พึ่งรู้ว่าตัวเองนั้นคิดผิด พ่อของเขาไม่ได้ป่วง แต่พ่อคือเซียนตัวเป็ๆ ที่หลุดออกมาจากนิยายกำลังภายใน
จากภาพที่เคยติดตา คิดว่าพ่อเสียสติจนเป็บ้าจากฟ้าผ่าลงกลางหัว ตอนนี้ เฉินอวี๋ก็เริ่มมองพ่อต่างออกไปจากเดิมแล้ว
สำหรับผู้ชายทั้งแท่ง ใครบ้างจะไม่มีความใฝ่ฝันอยากฝึกวรยุทธ์ ขี่กระบี่เหาะเหินเดินอากาศ แถมการที่พ่อเปิดเผยตัวตนเพื่อ้าจะสอนพวกเขามีวิชาเพื่อป้องกันตัว แล้วเฉินอวี๋จะไม่กระตือรือร้นที่อยากจะเรียนและฝึกได้อย่างไร
น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว คือในบรรดาลูกๆ ทั้งสี่คน มีเพียงเฉินอวี๋เท่านั้น ที่โบกไม้โบกมือว่าเขาอยากเรียนสุดๆ อาจจะมีอิงเอ๋อบ้างที่ยกมือเล็กๆ ขึ้นตาม แต่นางยกมือขึ้นด้วยความไม่รู้เื่ เห็นเพียงพี่ชายอยากเรียน นางเองก็เลยอยากทำตามเช่นกัน
“ก๊ากกก”
“ได้ๆ แต่ว่าพ่อขอตรวจร่างกายของพวกเ้าก่อน ว่ามีพร์หรือตันเถียนหรือไม่?”
“การเป็เซียน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือแหล่งกักเก็บพลัง หากไม่มี เช่นนั้นก็หมายความว่าไร้วาสนา ์ไม่ได้ลิขิตให้พวกเ้าเดินไปในเส้นทางการเป็เซียน”
แม้เฉินอ่าวจะเสียใจเล็กน้อย ที่ลูกชายคนโตอย่างเฉินต้าที่ดูมีพร์เข้าท่าที่สุดสำหรับการฝึกยุทธ์ ไม่มีความสนใจกับสิ่งที่เขาเอ่ย เขาแค่ก้มมองก่อนหินที่แตกตรงเท้าเล็กน้อย แล้วก็เดินกลับลงไปลำธารสายเล็กเพื่อจับปลาดิบกินพร้อมกับท่านตาเช่นเคย
แต่เฉินอ่าวก็ไม่อยากบังคับผู้ใด เพราะเขาที่เป็อัจฉริยะ ก็ยังไม่สามารถอธิบายพลังประหลาดที่ติดมากับเฉินต้าได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มันเหมือนว่าพลังอันดิบเถื่อนที่ทรงพลังแต่โบราณอยู่แล้ว สิ่งที่ทำ เพียงแค่ค่อยๆ คลายผนึกและดึงศักยภาพในร่างออกมาก็พอ ซึ่งเท่าที่นึกถึงความเป็ไปได้แล้ว สิ่งที่จะปลดปล่อยพันธนาการนี้คงมีเพียงแค่ปล่อยให้ดื่มเืและกินเนื้อดิบ
ส่วนเฉินเหนียนอู่ ก็คงไม่สนเื่นี้อยู่แล้ว เพราะนางเองก็มีพลังสุดอัศจรรย์ไม่แพ้กันอยู่ที่เรียกว่ารูนและเวทมนตร์ มันเป็พลังที่บริสุทธิ์เหมือนพลังธรรมชาติจากฟ้าดินแต่มีจุดกำเนิดมาจากคนละแขนง เหมือนการทำสัญญาขอยืนพลังจากตัวตนที่สูงส่ง เป็พลังที่ตัวตนจนแม้แต่เฉินอ่าวยังไม่เคยเจอแม้แต่ในโลกเซียน
ดังนั้น คนที่เหลือจึงมีแค่เฉินอวี๋และเฉินอิงเอ๋อเท่านั้น
แต่เขาก็ไม่อยากให้กับความหวังของลูกๆ มากเกินไป เพราะคนที่จะมีตันเถียนและมีวาสนาเดินในเส้นทางเป็เซียน แม้แต่ในโลกเบื้องบนแดนเซียนที่เขาอยู่ ก็ยังเกิดขึ้นหนึ่งในพันจึงจะหาเจอศิษย์และคนที่มีตันเถียนได้สักคน
และโลกเบื้องล่างเช่นดวงดาวเล็กๆ สุดขาดแคลนทรัพยากรและไร้พลังปราณแห่งนี้ แม้แต่เขาก็เกรงว่าน่าจะไม่มีใครเกิดมามีตันเถียนเลย
ยังดี ที่เป้าหมายของเขาไม่ได้ให้ลูกๆ เป็ใหญ่ เขาแค่อยากให้ลูกๆ มีวิชาเพื่อป้องกันตัวเองในโลกนี้เพื่อสู้และเอาชนะคนธรรมดาเท่านั้น
“ยื่นมือออกมา พ่อจะส่งพลังปราณเพื่อสำรวจว่าเ้ามีตันเถียนหรือเปล่า?”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ” เฉินอวี๋ได้ยินก็พยักหน้า
พลังปราณมีค่ามาก แต่เฉินอ่าวก็ไม่ลังเลที่จะเอามาใช้เพื่อดูพร์ของเด็กๆ เฉินอวี๋ที่ยืนข้อมือไปก็หลับตาลงอย่างเชื่อฟัง เพียงพ่อยืนสองนิ้วัั เฉินอวี๋ก็ผงะตัวสั่นเล็กน้อย รู้สึกเหมือนมีหนอนไม่ก็พยาธิตัวเล็กๆ ชอนไชตูด
“อาจจะดูอึดอัดบ้าง แต่อย่าต่อต้านมัน”
“...”
เหมือนการวัดดูชีพจรของหมอและผู้ป่วย ไม่ได้มีฉากอะไรพิเศษหรือแสงสีเสียงอะไรออกมา แต่หากสังเกตเม็ดเหงื่อที่ผุดเต็มหน้าผากของเฉินอ่าวแล้ว ดูเหมือนว่าเขาเองก็พยายามอย่างถึงที่สุดที่จะใช้พลังปราณสำรวจ
ผ่านไปนานหลายสิบลมหายใจ เฉินอ่าวก็ลืมตาขึ้น ถอนหายใจดัง “ฟูววววว” ออกมาเฮือกใหญ่
“ปะ…เป็อย่างไรบ้างท่านพ่อ” เฉินอวี๋ถามอย่างประหม่า เขาไม่ได้เหนื่อย มีเพียงแค่ความรู้สึกอึดอัดเล็กๆ เท่านั้น ซึ่งก็หายทันทีเมื่อพ่อของเขาถอนมือ ก่อนที่เฉินอ่าวจะลูกหัวเล็กๆ ของเฉินอวี๋เพื่อปลอบโยน ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“หืม…เ้าไม่มีตันเถียนบุตรข้า”
เพล้ง!~!~~
แค่คำพูดสั้นๆ หลุดออกมาจากปากของพ่อ โลกทั้งใบของเฉินอวี๋ก็แตกออกเป็เสี่ยงๆ เขานั่งนิ่งดวงตาแทบไม่กะพริบ อิงเอ๋อที่ยืนอยู่และเห็นแบบนี้ นางจึงก้มตัวเอียงศีรษะมองหน้าคนเป็พี่ นางเลิกคิ้วขึ้นมีท่าทีลังเล ยื่นมือเล็กๆ ของนางแตะปลายจมูกของเฉินอวี๋ จากนั้นนางก็เงยหน้าไปหาพ่อแล้วพูดช้าๆ ออกมาว่า
“พ่อ..พี่ชายหยุดหายใจไปแล้ว”
“....”
“...”
พักมานานถึงหนึ่งวันที่ลำธาร เติมน้ำและเสบียงอื่นๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาเดินทางก้าวไปข้างหน้าต่อ เป้าหมายคือเดินขึ้นเหนือไปยังหัวเมืองใหญ่ของเหลียงตง
ซึ่งในระหว่างทาง ครอบครัวแซ่หยู๋ก็อดถามขึ้นมาอย่างสงสัยอย่างช่วยไม่ได้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชายคนที่สามอย่างเฉินอวี๋ ถึงได้เดินไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยเหมือนผี ไม่ได้ร่าเริงพูดเยอะเหมือนที่เคยเป็
“น้องสาม เ้าก็มีพลังวิเศษที่เรียกว่าระบบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
“ทำไมต้องคิดมากเพราะเรียนวิชาจากท่านพ่อไม่ได้ด้วยเล่า”
ระหว่างเดิน เฉินเหนียนอู่ลดความเร็วลงแล้วอดไม่ได้ที่จะถาม ปกติครอบครัวจะเฮฮาและพูดบ่อยครั้งตอนที่เฉินอวี๋ร่วมวง แต่นับั้แ่ที่เดินทางมา การเงียบของเฉินอวี๋จึงทำให้ทุกคนไม่ค่อยพูดจนนางรู้สึกเสียบรรยากาศ เขามักจะเป็คนแรกๆ ที่ทำให้ทุกคนเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หมดหวัง การที่ทั้งกลุ่มแทบจะไม่พูดคุยกันเลยมันจึงทำให้เฉินเหนียนอู่รู้สึกไม่คุ้นชิน
“มันคือความฝันของบุรุษ”
“ต่อให้พูดไป ท่านก็คงไม่เข้าใจหรอกพี่เหนียนอู่”
เป็ครั้งแรกของวันที่เฉินอวี๋พูดขึ้นหลังเดินทาง และยิ่งเขาเงยศีรษะมองไปทางทางด้านหน้า เห็นพ่อของเขาหัวเราะคิกคักกับอิงเอ่อพานางขี่คอ มันก็ยิ่งทำให้เฉินอวี๋เศร้ามากขึ้นกว่าเดิม
