เสียงในใจของฉินอวี่เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันทำให้เขารู้สึกปั่นป่วนใจเป็อย่างมาก
ข้าเฝ้ามองดวงดาราของฟ้าดิน สร้างผนึกร้อยแปดแห่งฟ้าดิน? มีคนสามารถสร้างผนึกฝ่ามือออกมาจากดวงดาราได้จริงหรือ? เป็ไปได้หรือไม่ว่า ผนึกฝ่ามือที่ว่านี้ ก็คือยอดผนึกสังหารที่อยู่ในแผ่นศิลานี้?
ไม่สิ ยอดผนึกสังหารนี้จะต้องเป็เพียงหนึ่งในผนึกทั้งร้อยแปดหรือไม่?
ช้าก่อน
หรือว่าคนผู้นี้ก็คือจอมอสูรโหมวเซี่ยน?
ฉินอวี่ตกตะลึงอยู่ในใจ ตั้งใจมองไปยังผนึกฝ่ามือที่เหมือนเศษฝุ่นอยู่ตรงกลางฝ่ามือ และพิจารณาดูจนละเอียด
เอ๊ะ?
ฉินอวี่รู้สึกประหลาดใจเมื่อมองเห็นเงาร่างที่คลุมเครือร่างหนึ่งปรากฏอยู่ในผนึกเศษฝุ่นกลางฝ่ามือ เมื่อฉินอวี่ดูให้ละเอียด ในใจเขาก็สั่นสะท้าน นั้นคือเงาร่างของมนุษย์!
เป็เพราะขนาดที่เล็ก และมีความเลือนรางมาก ฉินอวี่จึงไม่สามารถมองเห็นลักษณะของเงาร่างนี้ได้มากนัก แต่หากมองจากโครงร่างแล้ว ฉินอวี่ก็แน่ใจว่านั่นคืุ์!
“นี่มันเื่อะไรกัน?” ฉินอวี่สับสนเป็อย่างมาก ก่อนหน้านี้เขาก็เคยสังเกตดูฝ่ามือมาก่อน แต่กลับไม่เห็นว่าจะมีรอยผนึกใดๆ อยู่ แต่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่มีรอยผนึกฝ่ามือเท่านั้น เมื่อมีคนปรากฏขึ้นเช่นนี้ ฉินอวี่จึงงุนงงเป็อย่างมาก ผนึกฝ่ามือกับคนผู้นี้มาจากไหนกัน? หรือว่าจะอยู่ในยอดผนึกสังหาร?
ขณะที่ฉินอวี่กำลังใอยู่นั้น เสียงอันดูผ่านชีวิตมานานก็ดังขึ้นอีกครั้ง “นี่ เ้า้าเรียนรู้วิชายอดผนึกฟ้าดินหรือไม่?”
ฉินอวี่มองดูผนึกฝ่ามือนี้อย่างถี่ถ้วน จู่ๆ ก็ตกตะลึงจนตาค้าง จ้องตรงไปยังฝ่ามือทางด้านขวาอย่างหวาดกลัว เสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้ เขาคาดว่ามันอาจจะดังมาจากแผ่นศิลา แต่ตอนนี้... ฉินอวี่แน่ใจแล้วว่า คำพูดที่ได้ยินนั้นดังออกมาจากฝ่ามือ และยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี่ก็คาดเดาได้ทันทีว่าเสียงที่ดังมาอย่างต่อเนื่องนั้น มาจากเสียงของคนคนนั้นที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในผนึกฝ่ามือ!
คนที่อยู่บนเศษฝุ่นละอองพูดขึ้นมาหรือ? แล้วเช่นนี้จะไม่ให้ฉินอวี่ใได้อย่างไร คนผู้นี้เป็ใครกัน?
ฉินอวี่ระงับความใเอาไว้ เพ่งพิจารณาดูฝ่ามือของตนเองอีกครั้ง มองดูเงาร่างมนุษย์ที่อยู่บนผนึกฝ่ามือนั้นอย่างละเอียด กลั้นหายใจ และถามไปอย่างหยั่งเชิง “ผู้าุโโหมวเซี่ยนหรือ?”
“โหมวเซี่ยน? ไม่ใช่ ข้าคือจู๋ฮวง! ข้ากำลังถามเ้า ว่า้าเรียนวิชายอดผนึกฟ้าดินหรือไม่?” เสียงอันแก่ชราดังขึ้น
“จู๋ฮวง?” ฉินอวี่สับสน จู๋ฮวงคนนี้คือใครกัน?
เดี๋ยวนะ หรือว่าจะเป็เืปีศาจนั่น? ในใจของฉินอวี่เต้นรัวผิดจังหวะขึ้นทันที และยังคงถามไปอย่างหยั่งเชิง “ผู้าุโ้าจะสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินให้ผู้น้อยหรือ?” ในใจของฉินอวี่ไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย ยังไม่ต้องพูดกันว่าคนผู้นี้เป็ใครมาจากไหน จะเป็วิชายอดผนึกฟ้าดินหรือไม่ ถึงแม้ว่าจะเป็วิชานี้จริง ก็เกรงว่าจะไม่สามารถสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินให้ตนเองได้ง่ายดายถึงขนาดนี้ ดังนั้น ฉินอวี่จึง้าจะลองหยั่งเชิงดูที่มาที่ไปของผู้าุโคนนี้เสียก่อน
“ใช่!”
“ผู้าุโ ยอดผนึกฟ้าดินมีทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดผนึกหรือ? เช่นนั้นยอดผนึกสังหารเป็หนึ่งในร้อยแปดผนึกหรือไม่?” ฉินอวี่ถามต่อ แต่ในใจของเขากลับพยายามเชื่อมโยงผนึกทั้งร้อยแปดผนึก เจ็ดสิบสองอสูรธรณี และสามสิบหกขุนพล์เข้าด้วยกัน!
“ใช่!”
“ผู้าุโ ท่านคือคนสร้างยอดผนึกฟ้าดินขึ้นมาหรือ? ไม่ใช่โหมวเซี่ยนหรือ”
“โหมวเซี่ยน? โหมวเซี่ยนที่เ้าพูดถึงคือใครกันแน่? ช้าก่อน เ้ากำลังพูดถึงศิษย์ทรยศ คนที่ไม่รักษาคำพูด และขโมยแผ่นตราผนึกของข้าไปน่ะหรือ?” เมื่อพูดถึงท้ายสุดนี้ เสียงอันแก่ชราก็แปรเปลี่ยนเป็เสียงที่แฝงไปด้วยพลังสังหารที่น่ากลัว
“ศิษย์ทรยศที่ไม่รักษาคำพูด? ท่านหมายถึงจอมอสูรโหมวเซี่ยนหรือ?” ฉินอวี่ตาโตขึ้นมาทันที จอมอสูรโหมวเซี่ยนเป็ศิษย์ของจู๋ฮวงหรือ?
เป็ไปได้อย่างไร! ตัวตนของจู๋ฮวงเป็ใครกันแน่? แล้วทำไมจึงมาปรากฏบนฝ่ามือของตนเองอีก?
ฉินอวี่ทั้งใและเกรงกลัว และคิดว่าแม้ผู้ฝึกตนในแดนต้าโหมวเทียนเองก็คงจะใอย่างมากหากได้ยินประโยคเช่นนี้ และคงคิดว่ามันเป็เพียงภาพลวงตา อาจารย์ของจอมอสูรโหมวเซี่ยนหรือ? ล้อเล่นอะไรอยู่?
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องหวาดกลัวคือ อาจารย์ของจอมอสูรโหมวเซี่ยนมาอยู่ในร่างกายของตนเอง นี่นับว่าเป็ความโชคดีหรือคำสาปกันแน่?
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ฉินอวี่ไม่อาจสงบนิ่งลงมาได้ นี่เป็สิ่งที่น่ากลัวเกินจะได้ยิน
“ผู้... ผู้าุโ ท่านกำลังบอกว่าจอมอสูรโหมวเซี่ยนเป็ศิษย์ของท่านหรือ?” หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ฉินอวี่ก็เริ่มไม่กล้าจะเอ่ยถามอะไรออกไป
“ศิษย์? ไม่นับว่าเป็ศิษย์ ตอนที่ข้าถูกกักขัง ตอนเขายังเด็กได้บุกรุกเข้ามาโดยไม่ตั้งใจ ข้าก็เลยเอ็นดูสอนวิชาให้เขา แต่คนที่มันเกิดมาเพื่อขัดต่อ์ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา ก็ขโมยแผ่นผนึกของข้าหายไปเสียอย่างนั้น เ้าหนุ่ม หากว่าเ้าตอบรับคำข้า วันข้างหน้าหากจะให้เขาไม่มีวันฟื้นคืนได้ตลอดกาล ข้าจะถ่ายทอดวิชายอดผนึกฟ้าดินให้กับเ้า!” เสียงอันดูแก่ชรานั้นดังก้องอยู่ในใจของฉินอวี่ ราวกับสายฟ้าที่เต็มไปด้วยความโกรธและพลังสังหารที่ไม่รู้จบ
สายตาของฉินอวี่หรี่ลงเล็กน้อย ข้อมูลต่างๆ ที่แฝงในคำพูดเหล่านี้มีมากเกินไป จนเขาต้องอาศัยการวิเคราะห์และแยกแยะ
“หรือว่าจู๋ฮวงผู้นี้ก็คือเืปีศาจหยดนั้น? บางทีเืปีศาจหยดนั้นคือเศษเหลือของจิติญญา? หากเป็เช่นนี้ ดังนั้น สิ่งที่เขาพูดมาก็อาจเป็ความจริง!”
“ดูเหมือนจอมอสูรโหมวเซี่ยนน่าจะแอบบุกรุกเข้าไปในสถานที่ซึ่งเป็ส่วนที่เพลิงอสุนีบาตได้ปราบเือสูรเอาไว้ และกลายเป็ที่ต้องตาของเือสูร จึงยอมสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินให้กับเขา และด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้เกิดเป็จอมอสูรต้าโหมวเซี่ยนในภายหลัง? แล้วเือสูรนั่นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่? เป็ไปได้หรือไม่ว่าจะเป็ผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้าในยุคหงหวง?” ฉินอวี่ตกตะลึงกับบทสรุปเช่นนี้ และเมื่อหวนนึกถึงหยดเืปีศาจที่ถูกผนึกไว้โดยเพลิงอสุนีบาต ฉินอวี่ก็ยิ่งแน่ใจมากขึ้น
เพียงแต่ สิ่งที่ฉินอวี่ยังไม่แน่ใจคือ ทำไมจู๋ฮวงจะต้องเข้ามาในฝ่ามือของตนเองด้วย? แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่เคยพบเห็น? หรือว่า จู๋ฮวงจะอยู่ในร่างกายของตนเองมาตลอด เพียงแต่ยังคงอ่อนแอมาก แผ่นผนึกนี้คงเป็สิ่งที่จู๋ฮวงสร้างไว้ในอดีต และมีพลังในอดีตของเขาแฝงอยู่ เมื่อตนเองััแผ่นผนึก เขาจึงดูดซับพลังจากแผ่นผนึกจนปรากฏตัวออกมาได้?
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือตอนนี้จู๋ฮวงกำลังอยู่ในสภาวะที่อ่อนแออย่างมาก?
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ จิตจำนงแห่งการสังหารก็ปรากฏเด่นขึ้นในใจของเขา เขา้าจะสังหารจู๋ฮวงทิ้งไป เพื่อเลี่ยงปัญหาในอนาคต! หากมองจากเืปีศาจหยดนั้นจะเห็นได้ว่า จู๋ฮวงไม่ใช่อะไรที่ดีอย่างแน่นอน เืเพียงหยดเดียวยังน่ากลัวถึงเพียงนี้ ฉะนั้นจึงพอจะจินตนาการถึงความแข็งแกร่งของบุคคลนี้ได้ทันที ยิ่งไปกว่านั้น ฉินอวี่ยิ่งไม่เชื่อเลยว่าจู๋ฮวงจะมีเจตนาที่ดีในการสอนวิชายอดผนึกฟ้าดินให้กับโหมวเซี่ยนในอดีตและให้กับตนเองในตอนนี้ จู๋ฮวงต้องมีเป้าหมายแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น หากให้เขาได้ฟื้นคืนพลังขึ้นมาจริงๆ ก็มีโอกาสมากที่จะแก้เผ็ดเขาในอนาคต หากปล่อยไว้ในร่างกายเช่นนี้ย่อมจะมีแต่ปัญหาไม่รู้จบ สู้ฆ่าให้ตายเสียั้แ่ตอนนี้ยังจะดีกว่า
ดูเหมือนว่าฉินอวี่จะเงียบและไม่ตอบอะไรอยู่เป็เวลานาน และเหมือนจิติญญาที่เหลือของจู๋ฮวงจะคิดอะไรขึ้นมาได้ และพูดออกมา “ข้าไม่มีเจตนาร้าย ข้าแค่ไม่้าให้มรดกที่ข้าสร้างมาตลอดชีวิตต้องถูกทำลาย!”
ฉินอวี่ไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจยังคงชั่งน้ำหนักความคิดตนเอง สำหรับคำพูดของจู๋ฮวงนั้น หากเขาเชื่อก็คงเป็เื่แปลก ในตอนแรกก็บอกไม่้าให้จอมอสูรโหมวเซี่ยนฟื้นขึ้นมาตลอดไป แต่ในตอนนี้ กลับบอกว่าไม่้าให้การสืบทอดขาด่?
เป็ไปได้หรือไม่ว่าจิติญญาที่เหลือนี้ถูกสะกดเอาไว้นานเกินไป สมองจึงได้รับกระทบกระเทือนไปเสียแล้ว? ไม่เช่นนั้น จะเกิดความขัดแย้งขนาดนี้ได้อย่างไร หรือคนผู้นี้ จะไม่ใช่จู๋ฮวง? แต่เป็เพียงตัวปลอม?
“ผู้น้อยยินดีจะเรียนรู้วิชาผนึกฟ้าดิน ไม่ทราบว่า... ผู้าุโมีสิ่งใดจะให้ข้าทำหรือ?” ฉินอวี่กล่าว
“เป็เพราะข้าเป็เพียงจิติญญาที่เพิ่งฟื้นคืน ยังคงอ่อนแอมาก ไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะชี้แนะอะไรได้ แต่เ้าสามารถเก็บแผ่นผนึกไปได้จำนวนมากเท่าไร ข้าก็สามารถถ่ายทอดให้เ้าได้มากขึ้น!” จู๋ฮวงพูดด้วยเสียงที่ดูผ่านชีวิตมานาน
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของฉินอวี่กระตุกอย่างแรง และดูเหมือนจู๋ฮวงจะสนใจแผ่นผนึกอื่นๆ? ยังไม่ต้องพูดถึงว่าตนเองสามารถไปยังยอดเขาอื่นได้หรือไม่ เพราะต่อให้ไปได้ แต่เขาก็ไม่สามารถแตะต้องได้อีกแล้ว ไม่เช่นนั้น หากจิติญญาที่เหลือนี้ได้รับพลังที่มากมากพอ ถึงตอนนั้น ก็ถึงเวลาที่เื่จะกลับตาลปัตร!
“เช่นนั้นผู้าุโได้โปรดสอนวิชายอดผนึกสังหารให้ข้าก่อนก็ได้” ฉินอวี่กล่าวอย่างเฉยเมย และกำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าจิติญญาที่เหลือนี้จะไม่สามารถข่มขู่ตนเองได้ ฉินอวี่เริ่มสงบลงมาก
“เ้าไม่เชื่อหรือ? ก็แค่ดูดซับผนึกหินก้อนเดียว มันไม่ได้เพียงพอให้ข้าได้ฟื้นตัว หากเ้ารวบรวม...” น้ำเสียงการพูดของจู๋ฮวงดูจริงจังกว่าตอนแรก แต่ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
อสุนี์ประจำตัวและหัวใจเพลิงมรณะของฉินอวี่หลั่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือข้างขวาอย่างรุนแรง ก่อนฉินอวี่จะกล่าวอย่างเยือกเย็น “ยังมีอะไรที่อยากจะพูดอีกหรือไม่ หากไม่มี ก็ตายเสียเถอะ!”
แม้ว่าจะมีความสนใจในยอดผนึกฟ้าดินเป็อย่างมาก แต่ผลร้ายมีอยู่มากกว่าประโยชน์ อีกทั้งจิติญญาส่วนที่เหลือนี้ทำให้ฉินอวี่รู้สึกหวาดกลัว หากปล่อยให้เขาฟื้นพลังขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย ฉินอวี่ก็อาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีสักเท่าไร แม้ว่าฉินอวี่จะกล้าเสี่ยง แต่ก็รู้เช่นกัน ว่าตนเองในตอนนี้ หากต้องเผชิญหน้ากับจิติญญาส่วนที่เหลือก็เหมือนกับการตีหินด้วยไข่ สู้ฆ่าเขาเสียก่อนยังจะดีกว่า ส่วนเื่ความ้ายอดผนึกฟ้าดินถือว่าทิ้งมันลงไป ขอเพียงแค่ผ่านการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ได้ ก็จะได้รับวิชาลับทั้งเก้าแห่งจูเทียน
เงาร่างบนผนึกฝ่ามือขนาดเท่าฝุ่นก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ไม่นึกมาก่อนเลยว่าฉินอวี่จะเปลี่ยนไปได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ เขาััได้ถึงการโจมตีเข้ามาอย่างรุนแรงของหัวใจเพลิงมรณะและอสุนี์ จู๋ฮวงจึงพูดขึ้นเสียงดัง “เ้าหนุ่ม ยังไม่หยุดอีก หากข้าตายไป เ้าก็ไม่รอดหรอก!”
ในครั้งนี้ เสียงของจู๋ฮวงทั้งคมชัดทั้งวิตกกังวล จนไม่มีซึ่งท่าทีของผู้ผ่านวันเวลามา
ฉินอวี่หรี่ตาลงมอง อสุนี์และหัวใจเพลิงมรณะก็หยุดลง และพูดอย่างเ็า “เริ่มแรกก็อย่ามาเล่นกลอุบายหลอกลวงเลย อาศัยว่าตนาุโหรือ? บอกมาเถอะ เ้าเป็ใครกันแน่ ข้าให้เวลาเ้าสิบลมหายใจสำหรับการอธิบาย!”
