องค์ชายหลี่เจี๋ยรู้ว่าวันนี้องค์ชายาจะเดินทางมาถึงแต่กลับไม่ออกมาต้อนรับอ้างว่ามีภารกิจสำคัญทั้งที่เื่นี้ควรสำคัญกว่าเื่ทั้งปวง แม้จางลี่จะเป็ธิดาของสนมปลายแถวแต่ก็ได้ชื่อว่าเป็พระธิดาของฉีหวนกง ผู้ปกครองแคว้นฉีที่ใครต่างยำเกรง หากแต่นางก็พยายามสงบปากคำเอาไว้กระทั่งไปถึงวังน้ำขนาดใหญ่กว้างขวางสุดลูกตา มีสะพานทอดยาวไปยังตำหนักหินอ่อนอาบแสงแดดเป็ประกายระยับตรงกลางวังน้ำ เพียงวั่งซูและบุตรสาวเดินนำพระธิดาจางลี่และหลินเจินกระทั่งไปถึงตำหนัก หลินเจินถึงกับอ้าปากค้าง
“โอ...ท่านหญิง...ที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก ข้ามิเคยเห็นตำหนักใดงดงามเช่นที่นี้มาก่อน”
“ข้าดีใจที่พวกท่านคิดเช่นนั้น”
ฮุยอินเป็ผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็องค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม
“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างหน้าถือว่ามันจะตกเป็สมบัติของท่าน มันเป็ตำหนักที่องค์ชายหลี่เจี๋ยทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อได้ชมภาพความงดงามของสายน้ำ ดอกไม้นานาชนิด มีเพียงผู้แทนการค้าจากต่างแคว้นที่ได้เข้ามาชื่นชมความงามหากองค์ชายมิเคยมีพระบรมาานุญาติให้ผู้ใดมานอนพักผ่อนแม้เพียงชั่วยามของราตรี ขอให้ท่านได้รื่นรมย์กับความงามนี้ก่อนที่องค์ชายจะเสด็จมาถึง ส่วนตัวข้าขอตัวกลับไปยังวังหลวง ต้องขออภัยด้วยหากมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ”
“ขอบใจมาก ท่านวั่งซู มิมีสิ่งใดที่ข้าจะไม่สบายใจ แค่นี้ก็ถือว่าพวกท่านได้ตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้ว”
จางลี่กล่าวก่อนหันไปชื่นชมภาพสายน้ำและไม้ดอกเมื่อวั่งซูเดินออกไปจากตำหนัก แต่แล้วกลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงก้องหวานใส
“ตำหนักนี้สร้างขึ้นเพื่อประสงค์ขององค์ชายที่จะได้ชมภาพความงามของสายน้ำและดอกไม้ หากก็หาได้มีไว้เพื่อประสงค์เดียวไม่”
“ฮุยอิน...”
จางลี่หันกลับมาเห็นบุตรสาวของพระอาจารย์ยังยืนยู่ นางจ้องมองมายังพระธิดาผู้งดงามของฉีหวนกงและนางผู้ติดตามด้วยสายตาคมวับ รอยยิ้มเล็ก ๆ แต่น่ากลัวผุดขึ้นบนมุมปากอาบสีแดงชาด
“ท่านอยากรู้หรือไม่เล่าว่าองค์ชายสร้างตำหนักร้อยไหมขึ้นมาเพื่อประสงค์อื่นใดนอกจากที่ท่านพ่อของข้าบอกไป”
“ฮุยอิน...”
จางลี่ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นฮุยอินเดินไปหยุดที่หน้าระเบียง นางเหลือบมองลงไปยังวังน้ำใต้ตำหนักตามสายตาของบุตรสาวพระอาจารย์วั่งซูที่จ้องมองลงไป น้ำเบื้องล่างใสแจ๋วและมีกอดอกไม้ลอยชูช่อบานเบ่งกระทั่งฮุยอินดึงดอกไม้ประดับผมของนางโยนลงไป
“ว๊าย!”
หลินเจินเป็คนร้องออกมาเมื่อจู่ ๆ น้ำไหวกระเพื่อมรุนแรงและปรากฏจระเข้ตัวใหญ่โผล่หัวของมันขึ้นมางับดอกไม้ก่อนดำดิ่งหายไปแต่ก็หาใช่เพียงตัวเดียวไม่เพราะไม่ถึงชั่วลมหายใจก็มีจรเข้อีกสี่ห้าตัวโผล่ขึ้นมาจากน้ำแหวกว่ายไปมาในน้ำใต้ตำหนักร้อยไม้อันลือชื่อว่างามหนักหนายังความตระหนกแก่ทั้งจางลี่และนางกำนัลผู้ติดตาม หลินเจินลืมตัวเข้าไปจับมือเย็บเฉียบของนายหญิงด้วยความหวาดกลัว ฮุยอินหันกลับมาเห็นองค์ชายาหน้าซีดหากนางกลับเหยียดยิ้ม
“ต้องขออภัยที่ท่านพ่อของข้ามิได้ทูลให้พระธิดาได้ทราบว่าตำหนักร้อยไหมนี้นอกจากความงามวิจิตรอันเลือเลื่องแล้วก็ยังมีความน่ากลัวพอกัน”
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร” หลินเจินตั้งสติได้จึงถามขึ้น “เหตุใดองค์ชายจึงให้พระชายาประทับอยู่ในสถานที่น่ากลัวเช่นนี้”
“ข้ามิรู้ดอกเพราะนั่นเป็ประสงค์ขององค์ชายหลี่เจี๋ย แต่ก็อยากให้องค์ชายาได้รับรู้ไว้เท่านั้นว่าหากมิมีความจำเป็อันใดก็อย่าได้ลงไปเล่นน้ำใต้ตำหนักแห่งนี้”
พอฮุยอินกล่าวจบก็มีทหารเกือบสิบนายถืออาวุธเดินเรียงแถวเข้ามาแล้วยืนเรียงแถวบนสะพานทอดข้ามจากแผ่นดินเข้ามายังตำหนักร้อยไหม ดูแล้วเหมือนว่ามาถวายการดุแลความปลอดภัยหากแต่จางลี่กลับมิได้รู้สึกดั่งนั้นเลย นางเหลือบมองจระเข้ที่ว่ายวนในน้ำเพิ่มมากขึ้นอีกหลายสิบตัวก่อนหันกลับไปยังฮุยอิน
“จริง ๆ แล้วไม่จำเป็ต้องให้ทหารของหลู่อ๋องมาอารักขาข้ามากมายเช่นนี้เพราะข้าก็มีคนของข้าติดตามมาด้วย”
“ข้ามิอาจตอบเื่นี้ได้ ท่านควรถามองค์ชายหลี่เจี๋ยเพื่อความกระจ่างใจควรจะดีกว่า...ข้าขอตัวก่อน”
กล่าวจบนางก็หันหลังเดินจากไป ฮุยอินเดินกลับไปหาบิดาของนางที่นั่งรอบนเกี้ยวด้วยรอยยิ้ม นางขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวของวั่งซูก่อนพระอาจารย์เป็ฝ่ายถามขึ้น
“เป็อย่างไรบ้างฮุยอิน?”
“อะไรหรือคะท่านพ่อ...ถ้าหากเป็องค์ชายาของหลู่อ๋องแล้วล่ะก็ความจริงท่านน่าจะให้ทหารของเราจับพวกนางโยนลงไปให้จระเข้ใต้ตำหนักร้อยไหมกินเสียให้สิ้นซาก”
“อย่าเพิ่งวู่วาม คิดการใหญ่ใจต้องนิ่ง พ่อบอกเ้าหลายหนแล้วว่าการกระทำสิ่งใดเราต้องสงบจิตสงบใจและรอจังหวะเวลาอันเหมาะสม”
“นี่หรือคือเวลาเหมาะสม? ไหนท่านพ่อเคยสัญญาว่าจะผลักดันให้ข้าเป็องค์ชายาขององค์ชาย แล้วเหตุใดเล่าท่านจึงเห็นดีเห็นงามเมื่อฉีหวนกงยกธิดาให้เป็ราชินีแคว้นหลู่”
“ใจเย็นไว้ฮุยอิน อย่าลืมว่าฉีหวนกงมีศักดิ์เป็ถึงพระปิตุลาขององค์ชายหลี่เจี๋ย”
“ทั้งที่อ๋องแคว้นฉีสั่งฆ่าพี่ชายตัวเองกระนั้นหรือ”
“นั่นนับเป็โอกาสอันดี อย่าลืมว่าความแค้นนั้นเป็ของหวาน เมื่อเป็เช่นนี้แล้วองค์ชายย่อมเก็บความเดือดแค้นไว้ รอวันสะสาง และเมื่อฉีหวนกงเสนอยกธิดาให้เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเ้าคิดหรือว่ามันจะช่วยผ่อนเบาสิ่งที่เคยทำไว้กับหลานตัวเองได้ องค์ชายหลี่เจี๋ยเป็ถึงอ๋องแคว้นหลู่ เ้าคิดหรือว่าผู้เป็กษัตริย์นั้นจะทำสิ่งใดโดยมิคิดตรึกตรอง"
“ท่านพ่อกำลังจะบอกอะไรข้า”
“มิต้องเอ่ยตอนนี้ ต่อไปเ้าจะเข้าใจสิ่งที่พ่อคิด ขออย่างเดียวเ้าอย่าวู่วาม อย่าเอาแต่ใจ พ่อรู้ว่าเ้าผูกใจรักองค์ชายมากเพียงไหน แต่เ้าต้องยอมสูญเสียบางอย่างไปเพื่อผลประโยนช์ในภายภาคหน้า”
ฮุยอินรับฟังแต่หัวใจของนางรุ่มร้อนมากขึ้นทุกที ความหวังที่จะได้เป็ชายาขององค์ชายหลี่เจี๋ยต้องพังลงตรงหน้า นางผูกใจรักอ๋องแห่งแคว้นหลู่มาแต่ไหนแต่ไร กลายกลับเป็หญิงต่างเมืองเข้ามาตำแหน่งแทนที่
ค่ำลงที่ตำหนักร้อยไหม หลินเจินเดินไปเดินมาภายในห้องอันงามวิจิตขณะพระธิดาจางลี่นั่งครุ่นคิดด้วยสีหน้าเป็กังวล สักครู่หลินเจินก็เข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าและดึงมือเรียวบางของนายหญิงไปกุมไว้
“ท่านหญิง...ข้าว่ามันอาจมีเื่ไม่ดีนะเ้าคะ”
“เื่อะไรหรือหลินเจิน”
“ก็เื่ที่องค์ชายหลี่เจี๋ยให้ท่านหญิงมาพำนักที่ตำหนักแห่งนี้ ชื่อตำหนักงดงามแต่ซ่อนความน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก”
“ข้าก็ไม่สบายใจเช่นกัน แต่...เราจะทำอย่างไรได้ มองออกไปข้างนอกนั่นซี พวกทหารยืนเวรยามเต็มไปหมด ข้าอยากออกไปจากที่นี่เพื่อพบองครักษ์เ้า ป่านนี้พวกเขาจะเป็เช่นไรบ้างก็มิรู้เลย”
“หรือว่าพวกเราจะหาทางออกไปจากตำหนักแห่งนี้ ข้ารู้สึกกลัวเหลือเกินท่านหญิง นี่มันบ่อจระเข้นะท่าน”
“แล้วเราจะออกไปได้เช่นไร”
“ท่านหญิง...ข้าก็ยังมิรู้ แต่พวกเราจะรอช้าอยู่มิได้”
“หลินเจิน...”
ยังไม่ทันที่จางลี่จะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงดังขึ้นที่หน้าประตู
“พระธิดาจางลี่...หลู่อ๋องได้เสด็จมาถึงแล้ว”
