หยางเฉินดันใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยของจ้าวเถิงออกพร้อมทั้งพูดขึ้น
“ตาของคุณบอดหรือเปล่า เห็นผมเป็พวกวัวแก่กินหญ้าอ่อนหรือไงครับ?”
“แต่ท่านประธานยังไม่แก่นี่ครับ” จ้าวเถิงลูบหน้าผากของตัวเองเบาๆ
“เธอเป็ลูกพี่ลูกน้องของผมเอง เธอมีความสามารถด้านดนตรีอย่างมาก หลังจากที่ผมได้พูดคุยกับประธานหลิน ประธานหลินก็เสนอให้เธอเข้ามาทำงานที่นี่ เด็กคนนี้ถนัดในด้านการร้องและการเต้นผมอยากให้คุณช่วยจัดการเื่การสอนให้ที” หยางเฉินกล่าว
จ้าวเถิงพิจารณาฮุ่ยหลินั้แ่หัวจรดเท้าไปมาพลางนึกชื่นชมอยู่ในใจเขารู้ดีว่าคนที่ประธานหลินเอ่ยปากชมนั้น ย่อมต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน เขาคิดพร้อมทั้งตอบหยางเฉินอย่างฉับไว
“ไม่มีปัญหาครับ ทางเรามีครูสอนร้องและสอนเต้นระดับมืออาชีพอยู่แล้ว ประธานหยางไม่จำเป็ต้องห่วงเื่หลักสูตรเลยครับ”
หลังจากนั้นหยางเฉินก็พูดคุยกับฮุ่ยหลินสองสามคำ จนในที่สุดเธอก็ยอมตามจ้าวเถิงไปที่ห้องซ้อมร้องเพลงและซ้อมเต้นที่อยู่อีกชั้น หยางเฉินไม่คิดจะตามไปดูฮุ่ยหลินร้องเพลงเขากล่าวกับเธอ
“ถ้าเรียนจบแล้วอยากจะกลับ ก็โทรเรียนฉันอีกทีละกัน”
ฮุ่ยหลินกล่าวอย่างเชื่องช้า
“ฉัน... ฉันโทรหาพี่สาวแทนได้หรือเปล่าคะ?”
หยางเฉินแค่นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“หมายความว่ายังไง แค่วันแรกเธอก็ไม่เห็นฉันในสายตาแล้ว? แค่เข้ามาก็คิดจะให้พี่ของเธอมารับกลับไปเลยหรือไง?”
“ไม่ใช่นะ... ฉันแค่...”
“ดี แล้วแต่เธอก็แล้วกัน”
หยางเฉินไม่อยากจะฟังเหตุผลของอีกฝ่ายนักเด็กคนนี้ก็เหมือนกับหลินรั่วซี หากต่อปากต่อคำต่อไปก็คงไม่เกิดอะไรขึ้นมา
ฮุ่ยหลินยืนนิ่งอยู่เป็เวลานานเธอไม่กล้าบอกว่าที่ไม่อยากกลับกับหยางเฉินก็เพราะเธอกลัวว่าคนอื่นจะมองเธอเป็ ''แฟนสาว'' ของเขาเหมือนกับที่จ้าวเถิงพูดก่อนหน้านี้ซึ่งมันไม่ยุติธรรมต่อหลินรั่วซีเป็อย่างมาก ถึงแม้ว่ามันอาจเหมือนการนอกใจแต่หยางเฉินก็พูดด้วยตัวเองแล้วว่าเขา้าหย่า ซึ่งเธอมองว่ามันก็ยังดูโหดร้ายต่อพี่สาวเธออยู่ดี
หยางเฉินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองเขานั่งลงเปิดคอมพิวเตอร์จากนั้นก็เล่นเกมคลายเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักหวังจี้ก็เดินมาเคาะประตู หวังจี้เดินเข้ามาพร้อมทั้งกอดเอกสารในมือไว้ข้างหนึ่งแน่นเธอดูค่อนข้างอายเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็เอ่ยปาก
“ท่านประธานคะ ไม่ทราบว่าตอนเที่ยงท่านพอจะว่างหรือเปล่าคะ?”
หยางเฉินผงกศีรษะ“ผมว่าง มีอะไรหรือเปล่า?”
หวังจี้รู้สึกอายเธอกล่าวขึ้น “ตอนแรกฉันมีประชุมตอนเที่ยงน่ะค่ะ เลยคิดว่าจะให้คนขับรถช่วยขับพาฉันไปประชุม แต่จู่ๆ ที่อวี้เหล่ยกลับติดต่อมาว่ามีการเรียกประชุมทางฝ่ายบันเทิงขึ้นทางนั้นเองก็อยากได้ผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมประชุมด้วย ฉันก็เลย...”
เรียกประชุม? หยางเฉินเกาหัวตัวเองเบาๆ ด้วยความเหนื่อยหน่าย ในทีแรกเขาไม่้าจะออกไปไหนอีก แต่ดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องออกไปข้างนอกอยู่ดี หยางเฉินเอ่ยถามหวังจี้อีกครั้ง
“อีกฝ่ายเป็ใคร?”
ทันทีที่ได้ยินหวังจี้ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เธอรีบตอบกลับ
“อีกฝ่ายเป็ผู้กำกับชื่อหวงไห่ที่มาจากมณฑลซานตงค่ะเขาเป็ผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรง ผลงานของเขาทำเงินได้มากกว่า 12 ล้านในเื่ก่อนหน้าด้วยทุนสร้างเพียง 3 ล้านเขาอยากจะเข้ามาร่วงสร้างหนังกับเราด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 5 ล้าน ฉันเลยคิดว่าเขาอยากจะใช้ชื่อเสียงของบริษัทเราโปรโมทตัวเองและใช้เงินของเราสร้างหนังขึ้นมาสักเื่น่ะค่ะ”
“แล้วเขา้าเชิญเราไปหารือเื่อะไร?” หยางเฉินถาม
“มันก็เหมือนกับเป็การเจรจาธุรกิจในแบบของโลกการบันเทิงน่ะค่ะทางเขาเองก็มีชื่อเสียงในฐานะผู้กำกับพอตัว บางทีเขาอาจไม่จำเป็ต้องมาหาเราก็ได้ ในทางกลับกัน บริษัทเรากลับเป็ฝ่ายที่้าผู้กำกับฝีมือดีอีกเป็จำนวนมาก เพื่อจะสร้างหนังให้ประสบความสำเร็จหากเป็ไปตามที่ฉันคิด บางทีผู้กำกับหวงไห่อาจมาเพื่อหารือเื่ตำแหน่งและงบประมาณในการสร้างหนังค่ะ”หวังจี้ตอบ
หยางเฉินรู้ว่าตอนนี้บริษัทบันเทิงอวี้เหล่ยก็เหมือนผู้หญิงเนื้อหอมที่มีผู้กำกับหน้าใหม่มากมายเข้ามารุมล้อมคนพวกนี้มัก้าทำตัวเหมือนกับเป็ ''ฮีโร่ผู้บุกเบิก'' เพื่อให้หนังของตนโด่งดัง สร้างผลงานและบุญคุณเอาไว้ให้บริษัทจากนั้นพวกเขาก็จะได้ทั้งหน้าและผลประโยชน์ไปเต็มๆ
“ผม้าประวัติของเขา การประพฤติตัว รายงานการกระทำของเขาทั้งหมดหากไม่มีอะไรผิดปกติผมก็จะไปคุยและถ้าหากมันไม่มีปัญหา ผมก็พร้อมจะเซ็นสัญญาว่าจ้างเขาส่วนครั้งนี้คุณอาจหาทางออกไม่เจอ แต่ครั้งหน้าหากมีปัญหาแบบนี้ล่ะก็ ผมแนะนำให้คุณติดต่อกับมู่หยุนที่ฮ่องกง บอกเขาว่าผมส่งคุณมาเขาจะช่วยเหลือคุณได้แน่นอน”
“แล้วก็ใส่ตารางงาน่เที่ยงลงไปด้วย ผมจะไปแทนคุณเอง”หยางเฉินกล่าว
หวังจี้ผ่อนคลายลงโชคดีที่หยางเฉินไปแทนเธอ ไม่อย่างนั้นเธอก็ไม่รู้จะหาคนระดับผู้บริหารในบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่นี่ยังไงแล้ว
หลังจากที่หวังจี้เอารายงานพฤติกรรมและประวัติของหวงไห่มาให้หยางเฉินแล้ว หยางเฉินก็ขับรถไปยังสถานที่นัดพบในจงไห่ที่ชื่อสำนักงานบันเทิง ''มะพร้าวหอม'' ทันที
เมื่อเห็นสถานที่นัดพบหยางเฉินพลันขมวดคิ้ว เขาคิดว่าสถานที่นัดพบแบบนี้นั้นไม่ค่อยถูกต้องเท่าไรนัก เนื่องจากบริเวณนี้เต็มไปด้วยการซื้อขายบริการในรูปแบบต่างๆรวมทั้งธุรกิจผิดกฎหมายมากมาย นั่นอาจเป็เหตุผลที่หวังจี้ไม่กล้ามาที่นี่เพียงคนเดียว แต่กับหยางเฉินแล้วเขาไม่รู้สึกเป็ปัญหาแต่อย่างใด
ในที่สุดเขาก็ขับรถมาถึงสถานที่นัดพบในเวลาเที่ยงด้านหน้าสำนักงานบันเทิงมะพร้าวหอมตกแต่งไปด้วยรูปแบบเกาะเขตร้อน ด้านหน้ามีบริการหญิงชายในชุดน้อยชิ้นพวกเขาใส่เสื้อเหมือนกับว่าตัวเองกำลังอยู่ในฮาวาย แต่ความจริงแล้วพวกเขากำลังถอดเสื้ออยู่ท่ามกลางฤดูหนาวในประเทศจีนเสียมากกว่า
หลังจากที่เข้ามาด้านในตัวอาคารที่ตกแต่งในโทนอบอุ่นแล้วหยางเฉินก็เดินไปหาบริกรหญิงคนหนึ่งที่กำลังรับแขกอยู่ตรงเคาน์เตอร์ จากนั้นเขาก็บอกเื่การนัดหมายให้กับเธอบริกรหญิงก็พาเขาไปยังห้องห้องหนึ่งทันที
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องหยางเฉินก็เห็นโซฟาสีแดงและพรมสีขี้เถ้าตกแต่งอยู่ ที่ด้านหนึ่งมีโทรทัศน์ขนาดใหญ่กำลังเปิดเพลงอยู่ ซึ่งจากจังหวะและภาษาที่นักร้องกำลังร้องอยู่ก็น่าจะเป็เพียงเกาหลีใต้มากกว่าเพลงจีน
ที่มุมหนึ่งของโซฟามีคนสามคนกำลังนั่งอยู่ เมื่อเห็นว่าหยางเฉินเข้ามาแล้ว พวกเขาก็รีบลุกขึ้นมาหาหยางเฉินทันทีหนึ่งในนั้นเป็ผู้ชายอายุประมาณ 30 ปีเศษ เขากันเคราและหัวล้านด้านข้างเป็ผู้หญิงสองคนที่แต่งหน้ามาบางๆ
“ผมรู้สึกเป็เกียรติจริงๆ ที่ประธานหยางเดินทางมาด้วยตัวเองยินดีต้อนรับครับ” หวงไห่ยิ้มออกมา เขาเดินไปจับมือหยางเฉินอย่างเป็มิตร
หยางเฉินพอจะรู้ถึงสิ่งที่หวังจี้พูดมาเมื่อก่อนหน้าแต่เขาก็ยังแสร้งยิ้มให้กับอีกฝ่ายต่อไป
“ผู้กำกับหวง ไม่จำเป็ต้องสุภาพหรอกครับ ทางเราต่างหากที่รู้สึกยินดีที่คุณเป็ฝ่ายอยากพูดคุยกับเรา”หยางเฉินกล่าวเบาๆ
หวงไห่จับมือหยางเฉินพลางชื่นชมเขาซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ ก่อนจะกลับมาแนะนำตัวอีกครั้ง
“อ้อ ผมลืมแนะนำท่านประธานไปเลย นี่หลัวฉางอัน เธอเป็ภรรยาของผมเองส่วนผู้หญิงทางนั้นชื่ออ้ายหลี่ ทั้งสองคนเป็นักแสดงแต่ไม่โด่งดังมากนัก บางทีท่านประธานคงจะไม่เคยได้ยินชื่อพวกเธอหรอกครับ”
หยางเฉินเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างชัดเจนเห็นได้ชัดว่าหนึ่งในผู้หญิงสองคนนี้้าจะให้หวงไห่ปั้นตัวเองเป็ดาราดัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
กลับกันเธอดันกลายเป็ภรรยาของหวงไห่แทน
หลังจากทักทายหลัวฉางอันและอ้ายหลี่แล้วทั้งสี่คนก็มานั่งคุยกันที่อีกด้านหนึ่ง บริกรชายนำเครื่องดื่มและขนมปังเข้ามาเสิร์ฟพวกเขาพร้อมทั้งไวน์แดงนำเข้าจากประเทศอังกฤษ
“ประธานหยางไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ทางเราเตรียมอาหารเอาไว้มากมายอยู่แล้วได้โปรดให้ผมได้เลี้ยงอาหารคุณสักมื้อเถอะ หลังจากนั้นเราค่อยมาพูดเื่ธุรกิจของเราทีหลังก็ได้ครับ”หวงไห่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
คำพูดของหวงไห่ดูเหมือนจะเป็มิตรหากเป็คนอื่นที่ไม่ใช่หยางเฉินแล้วล่ะก็ พวกเขาก็คงตกหลุมพรางของอีกฝ่ายไปนานแล้ว หยางเฉินเผยรอยยิ้มออกมาเขากล่าว
“ผู้กำกับหวง ไม่ต้องสุภาพมากก็ได้ครับ ผมไม่กังวลเื่ความร่วมมือของเราอยู่แล้ว”
“ดี ดี ดูเหมือนท่านประธานจะเป็คนตรงไปตรงมามากเลยนะครับไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาดื่มให้กับการเจอกันครั้งแรกของพวกเราดีกว่า” หวงไห่อวยพรพร้อมรอยยิ้มจากนั้นก็หันไปพูดกับอ้ายหลี่ “อ้ายหลี่ เปิดไวน์เลย”
อ้ายหลี่รับคำจากนั้นเธอก็เดินบิดตัวไปมาตรงมาหาทางหยางเฉินแล้วรินไวน์ให้กับเขา
หลัวฉางอันหยิบเอาแฟ้มโปรเจกต์ออกมาจากกระเป๋าของเธอจากนั้นก็มอบให้กับทุกคนบนโต๊ะรวมทั้งหยางเฉิน เธอยิ้มออกมาพร้อมทั้งพูดขึ้น
“ประธานหยางคะ ฉันรับประกันได้จากประสบการณ์กว่า 20 ปี หากหนังเื่นี้มีงบการสร้างที่เพียงพอล่ะก็ มันจะสร้างกำไรให้กับเราได้อย่างมหาศาลแน่นอนบางทีพวกเราอาจได้รับรางวัลภาพยนตร์ดีเด่นประจำปีด้วยนะคะ”
หยางเฉินกวาดสายตาไปยังบทหนัง ซึ่งเป็ภาพยนตร์แนวแอคชั่นปนคอเมดี้ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่มาก
ส่วนใหญ่แล้วเนื้อเื่ก็เป็แนวบู๊ปนตลกซึ่งได้รับความนิยมในตลาดหนังทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามหยางเฉินกลับจ้องมองที่ตัวเลขงบประมาณไม่ไปไหนพลางคิดถึงเื่ที่หวังจี้พูดก่อนหน้านี้
เงินทุนสร้างหนังเื่นี้พุ่งสูงมากกว่าที่พวกเขาคิดมากมันเพิ่มมาอีก 3 ล้านกลายเป็ต้องใช้เงินสร้างถึง 8 ล้าน ซึ่งแตกต่างจากแผนการลงทุนที่วางเอาไว้ก่อนหน้า
“ผู้กำกับหวง ทางบริษัทของผมเป็ผู้เสนองบประมาณสร้างหนังให้กับคุณก็จริง แต่คุณพอจะบอกผมได้หรือเปล่าว่า ทำไมเงินทุนที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้ 5 ล้าน ถึงเพิ่มมาเป็ 8 ล้านอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้?”
หยางเฉินจ้องตาหวงไห่โดยไม่ละสายตาไปไหน
