มื้อเย็นร่วมกันของสาวๆ กลุ่มใหม่ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น สมาชิกทั้งหกคนสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว สองสาวที่เพิ่งเข้ามาใหม่ชื่อ จ้าวเถียนเถียน และ เจิ้งเสี่ยวเถียน ม่อหว่านอิ๋งเริ่มแซวพวกเธอทั้งสอง
"พวกเธอนี่มันหวานกันจนเลี่ยนไปเลยนะ"
"แหม ก็ั้แ่เด็กๆ ฉันก็ถูกเรียกว่า เถียนเถียน [1] มาตลอด ตัวก็เลยหวานไปทั้งตัวไงล่ะ" จ้าวเถียนเถียนตอบกลับ
ต้องยอมรับว่าชื่อของจ้าวเถียนเถียน ช่างเหมาะสมกับตัวเธอซะจริง รูปร่างเล็กน่ารัก เสียงพูดก็นุ่มนวลอ่อนหวาน ชวนให้รู้สึกถึงความหวานอย่างแท้จริง
"งั้นต่อไปนี้เราก็รวมตัวกันในฉายา 'คู่หูหวานเจี๊ยบ' เลยดีไหม" เจิ้งเสี่ยวเถียนเอื้อมมือไปโอบจ้าวเถียนเถียน ด้วยรูปร่างสูงโปร่งของเธอ ทำให้จ้าวเถียนเถียนในอ้อมกอดดูเหมือนเด็กน้อยตัวเล็กๆ
ในบรรดาสาวๆ ทั้งหมด เจิ้งเสี่ยวเถียน มีรสนิยมในการแต่งตัวที่โดดเด่นที่สุด ในยุคสมัยที่ทุกคนยังสวมเสื้อผ้าและรองเท้าผ้าใบธรรมดา เธอกลับสวมรองเท้าแตะหนังมีส้นครึ่งหนึ่ง และสวมชุดกระโปรงสั้นสีม่วงอ่อน ผมยาวเป็ลอนคลอเคลียไหล่ บุคลิกของเธอนั้น แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังโดดเด่นเกินใคร
"พวกเธอกินข้าวเสร็จแล้ว เราไปเดินเล่นแถวๆ มหาวิทยาลัยกันหน่อยไหม อย่างน้อยก็จะได้ทำความรู้จักกับมหาวิทยาลัยที่รักของเราให้มากขึ้น ไม่งั้นคราวหน้าออกมาหาอะไรกิน จะได้ไม่ต้องมาสุ่มร้านแบบเมื่อกี้ ที่รสชาติจืดชืดจนกินไม่ลง" ต่งรั่วจิ่นพูด
เพราะไม่คุ้นเคยกับพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย ทำให้พวกเธอไม่รู้จะไปทางไหนดี จึงได้แต่สุ่มทิศทางและเข้าร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง แม้ว่าทุกคนจะคุยกันถูกคอ แต่คุณภาพของมื้ออาหารแรกนั้นก็ไม่ได้ดีเด่นอะไรนัก
"ดีเลยๆ ยังไงซะ วันนี้ก็ยังมีเวลาเหลือเยอะนี่นา ไปเดินเล่นกันเถอะ" ม่อหว่านอิ๋ง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเห็นด้วยกับข้อเสนอของ ต่งรั่วจิ่น เธอเป็คนที่กระตือรือร้นอยู่เสมอ แม้ว่าตัวจะเล็กไปหน่อย แต่ก็ะโโลดเต้นอย่างสนุกสนาน
"ไปเดินเล่นก็ดีนะ ถือว่าช่วยย่อยอาหาร" หมี่หลันเยว่พูด เธอไม่ได้ขัดข้องอะไรอยู่แล้ว เพราะวันแรกของการเปิดเทอมก็ไม่มีการบ้านอะไรมากมาย การพักผ่อนให้เต็มที่ก็เป็เื่ดี
เมื่อทุกคนเห็นพ้องต้องกัน พวกเธอจึงเดินสำรวจพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยอย่างละเอียด หมี่หลันเยว่กลับค้นพบบางสิ่งที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ บริเวณนี้มีร้านอาหารเล็กๆ อยู่บ้าง มีร้านขายของชำอยู่พอสมควร แต่กลับไม่มีร้านขายเสื้อผ้าเลย
ต้องรู้ว่านักเรียนในมหาวิทยาลัยมีจำนวนไม่น้อย และ่อายุสิบแปดสิบเก้าปีก็เป็่ที่รักสวยรักงามที่สุด ่เวลาแห่งความเยาว์วัย ใครๆ ก็อยากแต่งตัวให้สวยงาม หมี่หลันเยว่รู้ดีว่าในยุคต่อๆ ไป บริเวณรอบมหาวิทยาลัยจะมีร้านขายเสื้อผ้ามากมายให้นักเรียนได้เลือกสรร นักเรียนหลายคนยอมประหยัดค่าอาหาร เพื่อเก็บเงินไว้ซื้อเสื้อผ้า
หลังจากค้นพบสิ่งนี้แล้ว จุดสนใจของหมี่หลันเยว่ก็เปลี่ยนไป เธอเริ่มสังเกตปริมาณผู้คนที่สัญจรไปมา ขนาดของที่พักอาศัย และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง จากการสังเกตการณ์เหล่านี้ หมี่หลันเยว่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ราวกับพบขุมทรัพย์ที่ตามหามานาน
เธอเดินทางไปทั่วเมืองปักกิ่งเพื่อหาร้านค้าที่เหมาะสม แต่กลับไม่เจอ จนกระทั่งวันนี้ที่ได้พบกับการค้นพบโดยบังเอิญ หมี่หลันเยว่ใจเต้นแรง อยากจะกลับไปปรึกษาพี่ชายของเธอทันที เพื่อพิจารณาความเป็ไปได้ในการเปิดร้านขายเสื้อผ้าในบริเวณมหาวิทยาลัย
"เดินกันพอหรือยัง ถ้าพอแล้วก็กลับกันเถอะ ได้ยินมาว่ามหาวิทยาลัยจะปิดประตูตอนกลางคืน อย่าให้วันแรกของการรายงานตัว พวกเราหกคนต้องติดอยู่ข้างนอกเลย เื่คงสนุกพิลึก" ต่งรั่วจิ่น มองเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว จึงรู้ว่าเวลาใกล้จะหมด
"จริงด้วยสิ ไม่นึกเลยว่าเดินกันจนเย็นขนาดนี้แล้ว กลับกันเถอะ" เจิ้งเสี่ยวเถียน มองนาฬิกาข้อมือของเธอ แม้ว่าจะเป็เพียงนาฬิกาอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ทำให้ใครหลายคนอิจฉา ใน่ต้นยุค 80 นักเรียนที่สามารถสวมนาฬิกาข้อมือได้ ก็ถือว่ามีฐานะทางบ้านที่ดี
ทุกคนเดินกลับไปที่ประตูมหาวิทยาลัย หมี่หลันเยว่ยังคงสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยความอาลัยอาวรณ์ ต้องบอกว่าเธอพบว่าที่นี่เหมาะสำหรับการเปิดร้านเสื้อผ้าของเธอจริงๆ และอาจจะไม่ใช่แค่ร้านเดียวด้วยซ้ำ
วิทยาเขตของชิงหวาใหญ่โตมาก และเมื่อออกจากวิทยาเขตก็มีทางแยกมากมาย แต่ละประตูมีแนวทแยงมุมที่แตกต่างกัน มีทั้งเขตที่อยู่อาศัย เขตทำงาน และมหาวิทยาลัยอื่นๆ อยู่ใกล้เคียง โอกาสทางธุรกิจมีมากมาย หมี่หลันเยว่ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเป็ไปได้ เธอคำนวณความเป็ไปได้ในการเปิดร้านอย่างรวดเร็ว
"หลันเยว่ คิดอะไรอยู่ เรียกตั้งหลายครั้งแล้วนะ" เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หมี่หลันเยว่สะดุ้ง เธอพบว่าเซี่ยเสี่ยวเล่อกำลังเรียกเธออยู่
"ขอโทษที เหม่อไปหน่อย มีอะไรเหรอ"
เซี่ยเสี่ยวเล่อ เล่นผมเปียของเธออย่างเอ็นดู เมื่อเห็นสายตาไร้เดียงสาของ หมี่หลันเยว่
"ฉันจะมีอะไรได้ ก็พี่ชายของเธอรอเธออยู่ ดูท่าทางเหมือนจะรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในหอพัก ก็เลยออกมาตามหา ช่างเป็คนที่น่าเป็ห่วงซะจริง"
หมี่หลันเยว่อดไม่ได้ที่จะค้อนให้เธอ
"เธอนั่นแหละน่าเป็ห่วง สาวน้อยอย่างฉันออกจะเชื่อฟังและมีเหตุผล เธอต่างหากที่พาฉันเสียคน"
"เอ๊ะ? ยัยหนูนี่ เธอกำลังโยนความผิดให้ฉันเหรอเนี่ย"
เซี่ยเสี่ยวเล่อเอื้อมมือไปดึงผมเปียของหมี่หลันเยว่อีกครั้ง แต่สาวน้อยก็วิ่งดุ๊กดิ๊กไปหาพี่ชายของเธอแล้ว พร้อมกับโบกมือให้เพื่อนร่วมห้อง
"พวกเธอไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ชายจะไปส่งฉันเอง ไม่ต้องห่วง"
หมี่หลันเยว่วิ่งไปหาพี่ชายที่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัย จับมือพวกเขาเดินเข้าไปในวิทยาเขต ส่วนเพื่อนร่วมห้องก็เดินตามมา
"พวกนั้นใครกันน่ะ"
เจิ้งเสี่ยวเถียนเห็นหมี่หลันเยว่แทรกตัวเข้าไปอยู่ท่ามกลางเด็กหนุ่มร่างใหญ่สี่คน จับมือสองคนในนั้นอย่างสนิทสนม อดไม่ได้ที่จะถาม ต่งรั่วจิ่นตอบคำถามให้เธอ
"อ๋อ นั่นพี่ชายของหมี่หลันเยว่ทั้งหมดเลย ตอนบ่ายก็มาช่วยปูเตียงให้เธอที่หอพักด้วยนะ"
เจิ้งเสี่ยวเถียนหันกลับไปมองอีกครั้ง และอุทานออกมา
"หล่ออะไรขนาดนั้น แค่เห็นข้างหลังก็รู้สึกว่าหล่อแล้ว ขนาดคนเตี้ยที่สุดก็คงสูงร้อยเจ็ดสิบร้อยเจ็ดสิบแปดแล้วมั้ง ที่เหลืออีกสามคนสูงกว่านั้นอีก ฉันชอบผู้ชายสูงๆ หล่อๆ แบบนี้ที่สุดเลย"
เธอพึมพำออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับทำให้คนข้างๆ ใ คำพูดของเธอช่างกล้าหาญซะจริง พวกเธอรีบมองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเดินผ่าน พวกเธอจึงค่อยๆ โล่งใจ รีบดึงเจิ้งเสี่ยวเถียน และเดินอย่างรวดเร็วไปยังหอพัก
"เฮ้ๆๆ ดึงฉันทำไมเนี่ย ทำไมต้องรีบเดินขนาดนี้ด้วย"
เจิ้งเสี่ยวเถียนใที่ถูกดึงให้เร่งความเร็ว เซี่ยเสี่ยวเล่อเหลือบมองเธอและคล้องแขนเธอไว้ กระซิบข้างหูเธอ
"เธอพูดอะไรออกมาน่ะ ถึงพวกเขาจะไม่ใช่พี่ชายของหลันเยว่ แต่เป็เพื่อนร่วมชั้นที่ไม่รู้จักกัน เธอก็พูดจาแบบนี้ไม่ได้ มันจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้นะ"
ในยุคนี้ น้อยคนนักที่จะพูดคำว่า ‘ชอบ’ หรือ’รัก’ ออกมา เจิ้งเสี่ยวเถียนทำตัวราวกับเป็คนนอกรีต
"ฉันพูดอะไรให้คนอื่นหัวเราะเยาะกัน แค่ชมพวกเขาว่าหล่อก็เท่านั้นเอง คนเราก็ต้องรักสวยรักงามกันทั้งนั้น ฉันก็แค่พูดความจริงก็เท่านั้นเอง" เจิ้งเสี่ยวเถียน ไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดของเธอเมื่อกี้มีอะไรผิด
"เอาล่ะๆ เธอไม่ได้พูดอะไรเกินเลย แต่เรากลับไปชมหนุ่มหล่อในหอพักได้ไหม พูดอะไรแบบนี้ก็ระวังๆ หน่อย" ต่งรั่วจิ่นปลอบเจิ้งเสี่ยวเถียน กลัวว่าคำพูดที่กล้าหาญของเธอจะทำให้คนอื่นมองว่าเธอไม่รักนวลสงวนตัว
แน่นอนว่า เจิ้งเสี่ยวเถียนเข้าใจความหวังดีของทุกคน เธอเลิกคิ้วขึ้น
"ก็ได้ๆ เรากลับไปคุยกันที่หอก็ได้"
เธอเป็คนตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณ ความห่วงใยของเพื่อนๆ เธอรับฟังได้
สาวๆ พูดคุยเื่อื่นๆ และเดินไปยังหอพัก ส่วนหมี่หลันเยว่กำลังคุยเื่สำคัญกับพี่ชาย
"พี่คะ ฉันคิดว่ามันเป็ไปได้จริงๆ นะ พี่ว่าไง"
เธอเล่าสิ่งที่ค้นพบให้พี่ชายฟัง และอธิบายสิ่งที่เธอสังเกตมาทั้งหมด รวมถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบมหาวิทยาลัย กลุ่มคนที่ซื้อสินค้า และแนวโน้มการพัฒนาในอนาคต
"วันนี้มันดึกแล้ว กลับหอกันก่อนเถอะ" หมี่หลันหยาง ตบไหล่น้องสาว
"พรุ่งนี้เราค่อยไปดูสภาพแวดล้อมนอกมหาวิทยาลัยกันอีกที พรุ่งนี้ถึงจะเรียนอย่างเป็ทางการนี่นา"
"พรุ่งนี้เรายังมีเวลาทั้งวัน หลันเยว่ ไปกับพวกเราด้วยนะ เราจะไปปลุกเธอมากินอาหารเช้า แล้วไปสำรวจด้วยกัน เธอเคยดูมาแล้วรอบหนึ่ง คราวนี้ให้เธอเป็คนนำทาง จะได้รู้จักสภาพแวดล้อมรอบๆ ได้เร็วขึ้น ถ้ามันเป็ไปได้จริงๆ เราก็หาร้านเลย ไม่ต้องเสียเวลา" เฉียนหย่งจิ้นเสริม
ทุกคนเชื่อมั่นในความคิดของหมี่หลันเยว่ เมื่อได้ยินเธอพูดถึงการค้นพบครั้งสำคัญนี้ ทุกคนก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้เวลาไม่เหมาะสม พวกเขาคงอยากออกไปสำรวจนอกมหาวิทยาลัยแล้ว
ต้องรู้ว่าเพื่อหาร้านค้าใหม่ๆ พวกเขาใช้ความพยายามไปไม่น้อย ตอนนี้ได้ยินว่ามีความหวัง ทุกคนก็ตื่นเต้นเป็ธรรมดา หมี่หลันเยว่ เป็คนที่ใจเย็นที่สุด
"อย่าเพิ่งรีบร้อน ค่อยๆ เป็ ค่อยๆ ไป เสื้อผ้าจากโรงงานยังไม่ได้เริ่มผลิตเลย เราต้องเปิดหูเปิดตาเลือกทำเลที่ตั้งให้ดีก่อน"
"และพรุ่งนี้เราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ฉันคิดว่าบริเวณรอบมหาวิทยาลัยของเรา สามารถเปิดร้านได้หลายร้าน แต่จะเปิดที่ไหน เปิดยังไง ห่างกันแค่ไหนถึงจะเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของกันและกัน เราต้องศึกษาให้ดี ดังนั้น อย่างแรกเลยคือต้องใจเย็น แล้วก็ต้องมีสติ แน่นอนว่าถ้ามีร้านที่เหมาะสม เราก็ต้องรีบคว้าโอกาสไว้ให้เร็วและแม่นยำ"
เด็กหนุ่มร่างใหญ่พยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และไปส่งหมี่หลันเยว่ กลับหอพัก ส่วนพวกเขากลับไปปรึกษาหารือกันในหอพักจนถึงดึกดื่น ก่อนที่จะผล็อยหลับไปด้วยความงัวเงีย เช้าวันรุ่งขึ้นหมี่หลันเยว่เป็คนมาปลุกพวกเขาทั้งหมดให้ตื่น
หลังจากกินอาหารเช้าที่โรงอาหาร พวกเขาทั้งห้าคนก็ออกไปเดินเล่นด้วยกัน เฉียนหย่งจิ้นจดบันทึกและวาดภาพเป็ระยะๆ บันทึกความคิดของทุกคน ตำแหน่งที่พวกเขาชอบ และกลุ่มเป้าหมายในแต่ละทิศทางอย่างละเอียด
"ตรงนี้มีร้านที่กำลังจะปล่อยต่อ เราเข้าไปดูกันไหม ตรงข้ามกับประตูทางทิศตะวันตกพอดี ข้างหลังก็มีบ้านพักอาศัยเยอะ เราเข้าไปถามดู จะได้รู้ราคาเช่าบ้านและขายบ้านในบริเวณนี้ด้วย" เฉียนหย่งจิ้นชี้ไปที่ร้านขายอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ติดป้ายประกาศเซ้งร้าน
หมี่หลันเยว่ ค่อนข้างพอใจกับตำแหน่งนี้ แต่เธอไม่ชอบที่มีร้านขายอาหารอยู่ข้างๆ สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควันและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่เหมาะกับร้านของเธอเลย เธอลังเลอยู่ แต่เฉียนหย่งจิ้นกลับดึงเธอเข้าไปในร้านขายอาหารทันที
"โธ่ เราแค่เข้าไปดูเฉยๆ ยังไม่ได้บอกว่าจะเอาเสียหน่อย จะได้หรือไม่ได้ก็อีกเื่ มีอะไรให้ลังเล"
เชิงอรรถ
[1] ชื่อของจ้าวเถียนเถียนและเจิ้งเสี่ยวเถียน พ้องเสียงกับคำว่า 甜 (เถียน) ที่แปลว่า หวาน
