บทที่ 52
สำนักฮวงจุ้ยที่แข็งแกร่งที่สุด
หลี่จวินเริ่มหวาดกลัวในใจ “แก... แกรู้ได้ยังไง?”
น้ำเสียงของหลี่ชงเย็นเฉียบ “ผมรู้หมดแล้ว แกฆ่าแม่”
หัวใจของหลี่จวินเต้นระรัวจนหูอื้อ ไม่! จะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด!
เขาจ้องเขม็งไปที่คนตรงหน้า “หลี่ชง แกมันบ้าไปแล้ว ฉันไม่ได้ฆ่าใคร มีปัญญาแกก็เรียกตำรวจมาจับฉันสิ!”
หลี่ชงกดตัวเขาลงกับพื้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ฉันแจ้งตำรวจแน่ และจะหาหลักฐานด้วย แต่นอนนี้แกต้องคุกเข่าโขกหัวขอขมาแม่เดี๋ยวนี้!”
หลี่จวินถลึงตาใส่ “ฉันเป็พ่อแกนะ!”
“แกไม่ใช่!”
หลี่ชงะเิความอัดอั้นตันใจที่สะสมมาหลายปีออกมาทั้งหมด “ตอนฉันป่วย แกเอาแต่เล่นไพ่”
“ตอนฉันไม่มีข้าวจะกิน แกเอาแต่นอนหลับ”
“ตอนฉันถูกน้าด่าทอทุบตี แกทำเป็มองไม่เห็น”
“พอฉันทำงานหาเงินได้ แกก็มาหาฉันเพื่อให้เลี้ยงดูตอนแก่”
“คนอย่างแก... คู่ควรกับคำว่าพ่อเหรอ?”
ทุกคำพูดเหมือนเข็มที่ทิ่มแทง หลี่จวินเม้มปากพูดไม่ออก เขากับลูกชายคนนี้ไม่มีความผูกพันอะไรกันเลย แถมยังกลัวว่าถ้าลูกโตขึ้นจะค้นพบความจริงในตอนนั้น เขาไม่เคยเหลียวแลลูกเลย ไม่คิดว่าหลี่ชงจะดิ้นรนสอบเข้ามหาวิทยาลัยและได้งานที่ดีในสภาพแวดล้อมแบบนั้น
หลี่จวินไม่มีทางเลือก จึงต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านลูกชาย และเอาแต่พูดใส่ร้ายแม่ของเขาไม่หยุด แต่วันนี้หลี่ชงกลับรู้ความจริงเข้าจนได้ ใครเป็คนบอกเขากันแน่?
หลี่จวินทั้งโกรธทั้งกลัว “หลี่ชง พ่อผิดไปแล้ว ต่อไปพ่อจะชดใช้ให้แกอย่างดี...”
หลี่ชงไม่ตอบ เขาหยิบยันต์ที่ท่านอาจารย์ให้มาออกมา แล้วควักมีดเล่มหนึ่งจากกระเป๋า
“มีด! แกจะทำอะไร?” หลี่จวินตัวสั่นเทา “แกทำแบบนี้ไม่ได้นะ ฉันเป็พ่อแก ในตัวแกมีเืของฉันไหลเวียนอยู่!”
หลี่ชงี้เีจะต่อความยาวสาวความยืด เขาปาดนิ้วตัวเองแล้วหยดเืลงบนยันต์ คราบเืจางหายไป ยันต์ตามรอยพุ่งขึ้นไปหมุนวนกลางอากาศอยู่สองสามรอบ ก่อนจะปักดิ่งลงไปยังจุดหนึ่งอย่างแรง
ตึ้ง——!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ดินกระจายไปทั่วสารทิศ
“นั่นมันอะไรน่ะ?” หลี่จวินมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ยันต์สีเหลืองแผ่แสงสีทองจางๆ ห่อหุ้มโครงกระดูกสีขาวร่างหนึ่งพุ่งขึ้นมา โครงกระดูกนั้นสมบูรณ์มาก ไม่มีดินติดอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อสังเกตดูดีๆ จะเห็นว่านิ้วมือหายไปส่วนหนึ่ง
หลี่จวินจำได้ทันทีว่าเธอคือใคร ตอนนั้นเขาเมาเหล้า แล้วเผลอใช้มีดฟันนิ้วหัวแม่มือของ ฟางลี่ ขาดไปข้อหนึ่ง
ฟางลี่... เธอกลับมาแล้ว!
เบ้าตาที่เป็รูโบ๋สองข้างบนหัวกะโหลกจ้องตรงมาที่เขา หลี่จวินแผดเสียงหลง “อ๊ากกก! ผี! ผีหลอก!”
เขาไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า นอกจากผีแล้วใครจะมีอิทธิฤทธิ์ขนาดนี้ ในหัวเขามีเพียงความคิดเดียวคือ ฟางลี่กลับมาทวงแค้นแล้ว
หลี่จวินตัวสั่นงันงก พยายามคลานหนีสุดชีวิต “หลี่ชง ผี... มีผี!!”
“นั่นไม่ใช่ผี นั่นคือแม่” หลี่ชงหลั่งน้ำตาพลางลากตัวพ่อเข้าไป
หลี่จวินหวาดกลัวสุดขีด “ปล่อยฉัน! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้!”
หลี่ชงก้าวเดินไปยังโครงกระดูกนั้นทีละก้าว เขาใช้กำลังกดหัวหลี่จวินลงกับพื้น บังคับให้โขกหัวขอขมาเสียงดังสนั่นสามครั้ง หน้าผากของหลี่จวินแตกเป็แผลใหญ่ เืไหลซึมออกมาไม่หยุด ในวินาทีนั้น ความกลัวพุ่งถึงขีดสุดจนหลี่จวินกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
กลิ่นฉุนโชยคลุ้งไปทั่ว หลี่ชงปรายตามองชายคนนี้ด้วยความรังเกียจ ขี้ขลาด เห็นแก่ตัว อ่อนแอ คนแบบนี้ไม่คู่ควรจะเป็พ่อของเขาเลย
หลี่ชงสลัดมือทิ้งแล้วเอ่ยทีละคำ “หลี่จวิน สิ่งที่แกติดค้างแม่ฉันไว้ ไปค่อยๆ ชดใช้ในนั้นแล้วกัน”
หลี่จวินเอาแต่พึมพำ “ไม่... อย่าฆ่าฉันเลย!” เห็นได้ชัดว่าเขาสติแตกไปแล้ว
หลี่ชงพ่นลมหายใจออกมา คุกเข่าลงกับพื้นแล้วโขกหัวอย่างแรงสามครั้ง “แม่ครับ ลูกมาสายไป”
“ชงชง ลูกแม่” เสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมา หลี่ชงเงยหน้าขวับ “แม่... แม่ครับ?”
ภายใต้แสงของยันต์สีเหลือง ปรากฏร่างเงาของสตรีคนหนึ่ง ใบหน้าของเธอซ้อนทับกับความทรงจำในวัยเด็กพอดี หลี่ชงอึ้งไปครู่หนึ่ง “แม่ กลับมาแล้วจริงๆ ด้วย”
ฟางลี่มีรอยยิ้มจางๆ ประดับที่มุมปาก “ชงชง ไม่เจอกันนานเลยนะ ลูกโตขึ้นมากจริงๆ”
หลี่ชงพุ่งเข้าไปหาเธอพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น “ฮือออ แม่ครับ...”
“อย่าร้องนะ อย่าร้อง ชงชงของแม่โตแล้ว จะมาร้องไห้ขี้มูกโป่งเหมือนเด็กๆ ไม่ได้นะ” ฟางลี่ลูบไหล่เขา น้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนในความทรงจำไม่ผิดเพี้ยน
“ชงชง แม่เห็นลูกมีความสุข แม่ก็เบาใจแล้ว”
“หลังจากแม่ตาย ิญญาของแม่สิงอยู่ในต้นพุทรานี้ ถึงจะขยับไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่การได้เฝ้าดูลูกค่อยๆ เติบโตขึ้นทุกวัน แม่ก็มีความสุขมากแล้วจ้ะ”
“ตอนที่พวกคุณย้ายออกไป แม่พยายามควบคุมต้นพุทราให้รากและกิ่งก้านมันสูงขึ้นเรื่อยๆ” “ขอแค่สูงขึ้นอีกนิด บางทีแม่อาจจะได้เห็นที่ที่ลูกอยู่บ้าง”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลี่ชงก็ปล่อยโฮออกมา ที่แท้... แม่ไม่เคยทิ้งเขาไป และไม่เคยลืมเขาเลย ถ้าเขาพบความจริงเร็วกว่านี้ หรือกลับมาเยี่ยมบ้านสักปีละครั้ง แม่คงได้เห็นการเติบโตของเขามากกว่านี้ แต่เขากลับหลงเชื่อคำลวงพวกนั้น จนไม่เคยกลับมาเหยียบสถานที่ที่ทำให้ปวดใจแห่งนี้เลย
หลายปีมานี้ แม่ต้องนอนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในดินที่เหน็บหนาว ท่านจะคิดถึงเขามากแค่ไหนกันนะ
หลี่ชงสูดน้ำมูก “แม่ครับ ผมขอโทษ”
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องร้องแล้ว” ฟางลี่ลูบหัวเขา “เื่ที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป อย่าโทษตัวเองอีกเลย”
“แม่ต้องไปแล้ว ต่อไปลูกต้องใช้ชีวิตให้ดี ดูแลลูกเมียให้ดี อย่าลืมสิ่งที่แม่เคยสอนนะ”
ร่างของฟางลี่ค่อยๆ จางหายไป หลี่ชงโบกมือลาอย่างอาลัยอาวรณ์ “แม่ครับ ลาก่อน”
เขาร้องไห้อยู่พักหนึ่งจนปรับอารมณ์ได้ แล้วหันไปมองคนที่นอนอยู่บนพื้น หลี่จวินตาเหลือกเป็ลมไปนานแล้ว
หลี่ชงกำหมัดแน่น “แม่ครับ ผมจะทวงความยุติธรรมคืนให้แม่เอง” เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแจ้งตำรวจ
เมื่อหลี่จวินฟื้นขึ้นมา เขาก็ถอยร่นหนีด้วยความหวาดกลัว ไม่นานนัก ตำรวจในเครื่องแบบกลุ่มหนึ่งก็วิ่งเข้ามา หลี่จวินร้องะโทั้งน้ำตา
“ผมผิดไปแล้ว ผมฆ่าคน จับผมไปที จับผมเข้าคุกเดี๋ยวนี้เลย!”
ตำรวจทำหน้ามึนงง ก่อนจะคุมตัวคนทั้งสองในที่เกิดเหตุไปทั้งหมด
แววตาของหลี่ชงเต็มไปด้วยความเ็า เขาไม่เพียงแต่จะแจ้งตำรวจเท่านั้น แต่เขาจะประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ ว่าฟางลี่คือแม่ที่ดีที่สุดในโลก ท่านไม่ได้ทิ้งครอบครัวหนีตามใครไปทั้งนั้น
ณ ถนนสายวัตถุโบราณ
หลินซีเก็บเก้าอี้ตัวเล็กเตรียมตัวกลับบ้าน
เฉียนฟู่กุ้ยเอ่ยอย่างร่าเริง “ท่านอาจารย์หลิน สถานที่เล็กๆ แบบนี้มันจำกัดฝีมือของท่านเกินไปนะ สนใจเปลี่ยนที่ตั้งแผงไหมครับ?”
หลินซีเข้าใจความหมายของเขาทันที “นายอยากให้ฉันทำงานให้นายเหรอ?”
“ไม่ครับไม่! ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นเด็ดขาด” เฉียนฟู่กุ้ยแทบช็อก เขาไม่มีความกล้าขนาดนั้นหรอก คราวก่อนโดนหุ่นกระดาษหลอกจนขวัญหนีดีฝ่อ ตอนนี้แค่เห็นกระดาษเขาก็ตัวสั่นแล้ว
เฉียนฟู่กุ้ยเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ท่านอาจารย์ครับ ความหมายของผมคือ ถนนเส้นนี้ท่านเลือกได้ตามสบายเลยครับ ชอบตรงไหนก็ไปตั้งแผงตรงนั้นได้เลย”
หลินซีมองเขาอย่างพิจารณา “ถนนเส้นนี้เป็ของนายหมดเลยเหรอ?”
เฉียนฟู่กุ้ยยิ้มแห้งๆ “ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอกครับ ทั้งหมดนี้เป็มรดกที่คุณปู่สร้างไว้”
หลินซีเริ่มสงสัย “คุณปู่ของนาย... อยู่สำนักไหน?” ปู่ของฟู่กุ้ยมองการณ์ไกลมาก รู้ว่าลูกหลานอาจจะไม่มีความสามารถเลยซื้อตึกทั้งถนนใจกลางปักกิ่งไว้ให้ ลูกหลานจะได้นอนกินค่าเช่าไปวันๆ เธอ... อิจฉาจัง
เฉียนฟู่กุ้ยเกาหัว “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ หนังสือที่คุณปู่ทิ้งไว้ ผมอ่านไม่ออกเลยสักตัวเดียว”
หลินซีจิ๊ปาก “ความสามารถในการเลือกเกิดของนายนี่มันสุดยอดจริงๆ ฟู่กุ้ย”
เฉียนฟู่กุ้ยยิ้มซื่อๆ “ไม่หรอกครับ ผมเทียบท่านอาจารย์ไม่ได้เลย” เขาชี้ไปที่ประตูร้านเต๋อเต๋าถัง
“ท่านอาจารย์หลิน ลองเข้าไปดูสิครับ หนังสือของคุณปู่อยู่ข้างในนั้น”
หลินซีไม่ปฏิเสธ เธออยากจะเห็นเหมือนกันว่าคุณปู่ผู้วิเศษคนนี้สืบทอดมาจากสำนักไหน การตกแต่งข้างในร้านเต๋อเต๋าถังดูประณีตเรียบหรู การวางข้าวของต่างๆ มีหลักการชัดเจน ดูยังไงก็ไม่ใช่สไตล์ของเฉียนฟู่กุ้ย คุณปู่ของเขาต้องเป็ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยระดับสูงแน่ๆ
เฉียนฟู่กุ้ยยกกล่องใบหนึ่งออกมา เช็ดฝุ่นที่เกาะอยู่ออก ข้างในมีของระเกะระกะอยู่เต็มไปหมด เขาค้นอยู่นานก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมา
“ท่านอาจารย์หลิน เล่มนี้แหละครับ คุณปู่ส่งต่อให้พ่อ พ่อก็ทิ้งไว้ให้ผม”
หลินซีรับหนังสือเก่าสีเหลืองนวลเล่มนั้นมา ตัวอักษรบนหน้าปกเป็ตัวอักษรแบบลี่ซู ไม่แปลกใจที่เฉียนฟู่กุ้ยจะอ่านไม่ออก บนหน้าปกเขียนตัวอักษรตัวโตไว้สี่ตัวว่า: จินสั่วอวี้กวาน (แม่กุญแจทองประตูดึงเลิศ)
นี่มันคือ 'จินสั่วอวี้กวาน' สำนักฮวงจุ้ยที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่เหรอ
