เปลือกตาของร่างงดงามกระตุกเบาๆ ฉางเอ๋อร์ที่เปลือยเปล่าอยู่ในผ้าห่มเอ่ยถามครั้นสังเกตเห็นสีหน้าครุ่นคิดของไป๋เฉิน "สามี มีเื่อะไรกวนใจเ้าอยู่หรือไม่?"
ไป๋เฉินส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวว่า "ไม่มีอะไร ข้าแค่คิดถึงเื่การเข้าร่วมการประลอง่ชิงเืัเท่านั้น"
"เ้าจะเข้าร่วมด้วยงั้นหรือ? งั้นหากข้าจะเข้าร่วม-" ไม่ทันที่ฉางเอ๋อร์จะได้กล่าวจบ ไป๋เฉินยื่นนิ้วชี้ประทับที่ริมฝีปากบอบบางพร้อมกับส่ายหน้า "เ้าไม่จำเป็ต้องเข้าร่วม หากเ้าใช้พิษคร่าหัวใจคงไม่มีผู้ใดเอาชนะเ้าได้เป็แน่"
"จริงด้วย" ฉางเอ๋อร์ที่มีใบหน้าสีชมพูอดไม่ได้ที่จะเขินอาย
ไป๋เฉินยิ้มเล็กยิ้มน้อยก่อนจะลุกขึ้นพร้อมทั้งสวมอาภรณ์สีดำกลับตามเดิมพลันกล่าวกับนางว่า "ข้าพำนักอยู่ในตำหนักของตระกูลหวง หากมีเื่อันใดข้าจะตามหาเ้าอีกครา"
"ตกลง" ฉางเอ๋อร์เองก็ลุกขึ้นโดยที่มีผ้าห่มผืนหนาปกปิดเนินอกอันเย้ายวนไว้ ริมฝีปากของนางเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มสดใสแต่ภายในรูม่านตากลับแสดงให้เห็นถึงเจตนาฆ่าหลังจากเอ่ยคำว่าตระกูลหวง
เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่แฝงด้วยเจตนาฆ่าอยู่ลึกๆ ไป๋เฉินลูบหัวนางอย่างอ่อนโยน "ดูเหมือนเ้าจะรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับตระกูลฉางของเ้าแล้วใช่หรือไม่?"
สีหน้าที่สดใสของฉางเอ๋อร์กลับแปรเปลี่ยนเป็ความเฉยชา นางเค้นคำอย่างยากลำบาก "ถูกต้อง ทุกอย่างที่เ้ากล่าวมาเป็เื่จริง"
มุมปากไป๋เฉินค่อยๆขดเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงแ่ "ไม่จำเป็ต้องกังวล ปล่อยตระกูลหวงให้เป็หน้าที่ของข้า"
ฉางเอ๋อร์ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง พร้อมทั้งประทับริมฝีปากไปยังแก้มบอบบางของไป๋เฉินอย่างขวยเขิน ก่อนจะถอยร่างอันมีเสน่ห์ของนางออกมาเล็กน้อย
ร่างสีดำสูงโปร่งของไป๋เฉินยืนขึ้นพร้อมทั้งดึงหน้ากากไหมสีดำและะโลงจากหน้าต่างโดยพลัน
โดยที่มีชิงเอ๋อร์กำลังครรลองมองแผ่นหลังของไป๋เฉินด้วยแววตาที่มีอารมณ์กดข่มอยู่ลึกๆในตรอกซอยของโรงเตี๊ยมหลังนั้น
.
.
.
จู่ๆไป๋เฉินที่ออกจากโรงเตี๊ยมในเส้นทางลับก็กลับพบเจอเข้ากับร่างสีขาวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังนั่งดื่มอยู่กับชายชราสองคนที่โรงเหล้าเล็กๆข้างโรงเตี๊ยมไม่ไกลจากระยะสายตา
ไป๋เฉินกลับไม่ได้สนใจและเดินผ่านบุคคลทั้งสามไปอย่างไม่รีบร้อน
แต่ในเสี้ยววินาทีที่ร่างสีดำของไป๋เฉินกำลังจะเดินผ่านไป สายตาของชายหนุ่มที่กำลังมุ่งจุดสนใจไปยังชายชราข้างกายกลับจำต้องเบือนสายตาครรลองมองร่างสีดำของไป๋เฉินด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวยืนขึ้นอย่างกะทันหัน มันเผยรอยยิ้มเป็มิตรก่อนจะประสานมือทักทาย "พี่ชายท่านนี้ ท่านสนใจจะดื่มกับข้าสักครู่หรือไม่?"
ฝีเท้าของไป๋เฉินหยุดชะงัก ั์ตาสีเืค่อยๆหันกลับมาและจดจ้องไปยังใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มด้วยคิ้วขมวด
[ข้าไม่เคยพบเจอคนผู้นี้มาก่อน เหตุใดข้าจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าของมัน]
และอีกอย่างที่แปลกประหลาดคือโหงวเฮ้งของคนผู้นี้
คนผู้นี้มีโหงวเฮ้งที่จะได้เป็ใหญ่เป็โต หากมันเป็นักธุรกิจระดับของมันมีเพียงตำแหน่ง CEO เท่านั้นจึงจะเหมาะสมที่สุด
และอีกอย่างที่ไป๋เฉินรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยคือการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าแววตา
แม้นภายนอกจะแลดูเป็บุคคลที่หยิ่งจองหองแต่สีหน้าแววตากลับมีความสุขุมนุ่มลึกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ไป๋เฉินหยุดดูใบหน้าชายหนุ่มเพียงแค่ชั่วครู่ก่อนจะเดินผ่านพร้อมทั้งโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "เชิญพวกเ้าตามสบาย"
ชายชราผมสีเงินลุกขึ้นพรวดอย่างไม่สบอารมณ์ "เ้า! กล้าเสียมารยาทต่อหน้า-"
แต่ชายหนุ่มรีบจ้องชายชราตาเขม็งในลักษณะห้ามปรามและอดๆไม่ได้ที่จะดุเสียงแข็ง "หุบปาก!"
ชายชราผมสีเงินสะดุ้ง และอดไม่ได้ที่จะก้มหน้าลงด้วยเสียงกัดฟันกรอด
ไป๋เฉินเพียงยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะหายลับตาไปโดยที่ไม่มีผู้ใดกล้าห้ามปราม
ชายชราเคราสีขาวเงยหน้าจ้องมองชายหนุ่มด้วยสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นสีหน้าที่ระมัดระวังของชายหนุ่ม "นายน้อย เป็ไปได้ไหมว่าคนผู้นั้นเป็ผู้บำเพ็ญปราณระดับสูง?"
ชายหนุ่มส่ายศีรษะอย่างฉงน "ข้าเองก็ไม่ทราบ รอบกายของคนผู้นั้นมีกลิ่นอายแบบบุคคลปกติที่ไม่มีพิษสง ซ้ำแล้วข้ายังมิอาจััได้ถึงความผันผวนของพลังปราณราวกับเป็เพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น"
"เอ่อ...แล้วเหตุใด?" ชายชราเคราสีขาวอดไม่ได้ที่จะสับสน
"สัญชาตญาณ...สัญชาตญาณบอกแก่ข้าว่าห้ามยุ่งเกี่ยวกับคนผู้นี้อย่างเด็ดขาด" สีหน้าของแววตาของชายหนุ่มก็เปี่ยมไปด้วยความเคร่งเครียด มันมึนงงว่าเหตุใดตนจึงมีความรู้สึกเช่นนั้นแวบเข้ามา
ต่างคนต่างััได้ถึงความรู้สึกที่แปลกประหลาดของกันและกัน ประดุจดั่งว่ากำลังวัดเชิงกันอย่างไรอย่างนั้น
ไป๋เฉินก็รู้สึกแปลกใจที่มีบุคคลเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นในเมืองเทียนเฟิง ชายหนุ่มก็รู้สึกประหลาดใจที่ไป๋เฉินนั้นแลดูธรรมดากว่าที่คาดไว้ แต่มันกลับมีความรู้สึกอันตรายอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มทำได้เพียงถอนหายใจ "เอาเถอะ วันนี้พวกเราควรจะพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ข้าจะออกไปสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่จะเข้าร่วมการประลองในแต่ละกองกำลัง"
.
.
.
เช้าวันรุ่งขึ้นมาเยือน วันนี้ภายในเมืองเทียนเฟิงมีชีวิตชีวากว่าทุกๆที เพราะขณะนี้ผู้เข้าร่วมการประลองค่อยๆทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็กลุ่มระดับผู้าุโของสี่มหาอำนาจ แม้กระทั่งเยาวชนจากเมืองเทียนหยุน เทียนเตี้ยนและเทียนเหล่ยก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
นั่นเป็เพราะอีกสองวันนับจากนี้จะมีการประลองประจำปีที่มีชื่อการประลองว่าการประลอง่ชิงเืัที่จัดโดยสี่มหาอำนาจจากแผ่นดินใหญ่ โดยมีกฎกติกาอยู่ว่า หนึ่งมหาอำนาจจากเมืองทั้งสี่สามารถส่งเยาวชนเข้าร่วมการประลองได้เพียงแค่สามคนเท่านั้น โดยไม่มีการจำกัดระดับการบำเพ็ญแต่มีการจำกัดอายุอยู่ที่ไม่เกิน 30 ปีบริบูรณ์
ขณะนี้โรงเตี๊ยมภายในเมืองเทียนเฟิงแทบจะมิอาจจุมวลชนที่หลั่งไหลเข้ามาได้มากพอ เพราะต่างคนก็ต่างก็้าเืับริสุทธิ์และสิทธิในการเข้าร่วมกับเหล่ามหาอำนาจทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็ตระกูลของเ้าเมืองเองหรือแม้แต่ตระกูลที่ต่ำต้อย หากสามารถเอาชนะการประลองและเป็สี่คนสุดท้ายที่ยืนอยู่ ทั้งสี่มหาอำนาจจะคัดเลือกศิษย์หนึ่งคนจากลำดับที่หนึ่งถึงลำดับที่สี่เข้าร่วมมหาอำนาจนั้นๆ
. . .
ทางเข้าเมืองเทียนเฟิงมีเกี้ยวมากมายหลังไหล่เข้ามาจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเกี้ยวที่สลักอักขระสีทองไว้ว่าฉิน
ภายในรถม้าคือร่างในชุดคลุมสีฟ้าของฉินเหยียนที่มีสีหน้าเศร้าโศกไม่หายกับการตายของไป๋เฉิน
หลังจากที่ไป๋เฉินออกจากเมืองเทียนหยุนไป ฉินเหยียนได้ระดมกำลังทั้งหมดที่มีออกตามไป๋เฉินไปทั่วทุกที่ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่พบเห็นแม้แต่ร่างและเงาของไป๋เฉิน
ผลสุดท้ายตระกูลฉินจึงได้ข้อสรุปว่าไป๋เฉินนั้นได้ตายไปแล้ว...
นั่นเป็เพราะรอบข้างของไป๋เฉินมีเพียงตระกูลฉินเท่านั้นที่เป็ที่กำบังสุดท้าย และเมื่อที่กำบังของไป๋เฉินถูกตัดขาดไปโดยเสวี่ยเมิ่ง ไป๋เฉินก็ไม่มีผู้ใดให้พึ่งพาอีกต่อไป
ในขณะแววตาของฉินเหยียนยังคงความเศร้าสร้อย ข้างกายของเขาคือฉินรั่วถง และสุดท้ายเด็กหนุ่มในอาภรณ์สีฟ้าที่มีสีหน้าเรียบเฉยอยู่ทุกขณะกำลังนั่งก้มหน้าตรงกันข้ามกับฉินเหยียน
เขาคือฉินเหวินเทียน!
บรรยากาศภายในเกี้ยวเงียบงันอยู่นาน จนฉินเหยียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง "เหวินเทียน...เ้า้าเข้าร่วมการประลองจริงๆงั้นหรือ?"
"อืม" ฉินเหวินเทียนยังคงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
รัศมีที่เคยบริสุทธิ์ในขณะนี้แปรเปลี่ยนเป็ความเฉียบแหลมและความอำมหิตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ฉินเหยียนอดไม่ได้ที่ส่ายหน้า ตลอดเวลาจวบจนวันนี้เป้าหมายเดียวที่ฉินเหวินเทียนมีคือสำนักวัง์เท่านั้น
เขามักจะย้ำคำพูดว่าจะต้องกำจัดสำนักวัง์อยู่ทุกขณะ ประการแรกสำนักวัง์เป็ผู้ที่แยกฉินเยว่ฉานและไป๋เฉินออกจากกัน
ประการที่สองสำนักวัง์ได้ใช้วิธีการที่น่ารังเกียจเป็การบีบบังคับให้ไป๋เฉินไม่มีที่อยู่และไม่มีผู้ใดให้พึ่งพิง
แค่สองเหตุผลก็เพียงพอแล้วที่ฉินเหวินเทียนจะ้าแข็งแกร่งขึ้นเพื่อล้างแค้นให้แก่ไป๋เฉิน!
แต่ฉินเหยียนอดไม่ได้ที่จะตักเตือนอย่างเป็ห่วงเป็ใย "แต่เ้ามีอายุเพียงแค่ 11 ปีเท่านั้น การประลองในครั้งนี้มีบุคคลจำนวนมากที่มีการบำเพ็ญระดับปราณ์ เพราะฉะนั้นเ้าควรจะล้มเลิกความคิดนั้นเสียเถิด"
แต่ฉินเหวินเทียนส่ายศีรษะอย่างหนัก "ข้ามิได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่สิ่งที่พี่เขยได้ให้บทเรียนแก่ข้า ข้าจะใช้สิ่งนั้นในการแก้แค้นให้แก่พี่เขย..."
