“เฉินเฟิง ขอบคุณเ้ามาก”
จีชิงเสวี่ยตกตะลึงในพลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิงจนทำอะไรไม่ถูก นางไม่เคยคิดเลยว่าเยี่ยเฉินเฟิงเพิ่งจะเข้าสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์มาได้เพียงเดือนเดียว ก็สามารถประมือและเอาชนะซั่งกวนเซินหย่วนที่เป็อันดับสามสิบห้าของป้ายพลังยุทธ์อัคคี์ได้แล้ว
ยามนี้ ในใจนางรู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อย เสียใจที่ตอนแรกเห็นเยี่ยเฉินเฟิงเป็เพียงแค่โล่กันคันศรแล้วยังทำร้ายเขาอีก แต่พอนางคิดถึง ‘ท่านหมอเฉิน’ ที่ทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวได้คนนั้น ความเสียใจที่มีก็ลดน้อยลงไปพอสมควร
“ไม่เป็ไร เ้าไม่ต้องเก็บไปคิดมาก ถ้าไม่ใช่เพราะข้าเป็ต้นเหตุพวกเขาก็ไม่เพ่งเล็งเ้าเช่นนี้หรอก” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหน้าแล้วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“เฉินเฟิง ท่านปู่เ้า...ไม่สิ ประมุขเยี่ยฝากคำพูดเล็กน้อยมาให้เ้าน่ะ เขาบอกว่าอยากจะพบหน้าเ้าสักครั้งแล้วมอบของที่ควรจะเป็ของเ้ากลับคืนให้” จีชิงเสวี่ยมองดูใบหน้าที่เฉยชาของเยี่ยเฉินเฟิงพลันขบเม้มปากสีแดงเย้ายวนเบาๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณที่บอกนะ ไว้มีเวลาว่างข้าจะลองกลับไปที่ตระกูลเยี่ยสักรอบ” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำแล้วกล่าว ”จริงสิ อันนี้ข้าให้เ้า”
เยี่ยเฉินเฟิงหยิบเม็ดยาเก้าลำนำที่แทบไม่มีประโยชน์อะไรต่อตัวเขาแล้วออกมาแล้วยื่นมันให้กับจีชิงเสวี่ย”
“เฉินเฟิง ของสิ่งนี้ล้ำค่ามากเกิน ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก” เมื่อเห็นเม็ดยาเก้าลำนำในมือของเยี่ยเฉินเฟิง ดวงตาของจีชิงเสวี่ยก็ฉายแววสับสนวุ่นวาย เอ่ยปฏิเสธอย่างมีมารยาท
“ข้าปกป้องเ้าได้ครั้งหนึ่ง แต่ข้าปกป้องเ้าไม่ได้ตลอดชีวิตหรอกนะ ถ้าไม่อยากถูกคนอื่นรังแกข่มเหงก็จำเป็ต้องใช้พลัง” ขณะที่กล่าวอยู่นั้น เยี่ยเฉินเฟิงก็ยัดเม็ดยาเก้าลำนำใส่ฝ่ามือนุ่มนิ่มของจีชิงเสวี่ย แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าเรือนที่พักหลังเล็กไปทันที
“ขอบคุณเ้ามากนะเยี่ยเฉินเฟิง” จีชิงเสวี่ยที่มองตามแผ่นหลังของเยี่ยเฉินเฟิงจนลับตาไปก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็อย่างมาก นางไม่เคยคิดเลยว่าคนที่เป็ที่พึ่งในยามยากของตนนั้นจะเป็เยี่ยเฉินเฟิง คนที่นางแทบไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา
“ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ หากใช้ครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ร่วมด้วย จะสามารถต่อกรกับจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้หรือยังนะ”
หลังจากประมือกับซั่งกวนเซินหย่วนแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็ได้รู้ซึ้งถึงผลลัพธ์ของการฝึกหนัก เมื่อบรรลุเขตแดนปรมาจารย์อสูรมายาระดับสาม และฝึกฝนขั้นหลอมอวัยวะได้ถึงสี่ส่วนแล้ว พลังทั้งหมดที่เขามีในตอนนี้ก็สามารถเอาชนะปรมาจารย์อสูรมายาระดับหกได้อย่างไม่ยากเย็น
ถ้าหากใช้งานครึ่งก้าวอำนาจกระบี่ร่วมด้วย เยี่ยเฉินเฟิงคิดว่าตนเองสามารถต่อกรกับจอมพลอสูรโลการะดับหนึ่งได้ แต่จะเอาชนะอีกฝ่ายได้หรือไม่ คงต้องวัดกันที่ประสบการณ์
ในยามโพล้เพล้ แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องไปทั่วขุนเขาสายน้ำจนกลายเป็ภาพเขียนศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ สวยสดงดงามจับใจ
หลังจากพักผ่อนอยู่หลายชั่วโมง เยี่ยเฉินเฟิงก็ฟื้นฟูจนกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ เขามองออกไปยังแสงอาทิตย์อัสดงระยิบระยับ พึมพำกับตัวเองว่า “ตระกูลเยี่ย คงต้องกลับไปสักครั้งแล้วล่ะ”
เยี่ยเฉินเฟิงไม่เหลือเยื่อใยอะไรกับตระกูลเยี่ยแล้ว แต่กับบิดาบุญธรรมอย่างเยี่ยเสวียนเสียงเขากลับจดจำได้ไม่เคยลืมเลือน หากเยี่ยเสวียนเสียงไม่เก็บตนเองกลับมาเลี้ยงดูั้แ่เล็กจนโตอาจจะไม่มีเยี่ยเฉินเฟิงที่เป็อยู่ในตอนนี้ก็ได้
ความสงสัยเกี่ยวกับการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของเยี่ยเสวียนเสียงยังคงฝังแน่นอยู่ในใจของเยี่ยเฉินเฟิง กลับไปตระกูลเยี่ยครั้งนี้เขาจะต้องถามเค้นความออกมาให้ได้ แล้วแก้แค้นแทนพ่อบุญธรรมผู้มีพระคุณดุจขุนเขา
“ผู้าุโหลิว ข้าอยากกลับไปที่เมืองหลวงแคว้นจื่อจินสักครั้ง ไม่ทราบว่าท่านพอจะให้ข้ายืมนกเขาเขียวสักตัวได้หรือไม่?” เยี่ยเฉินเฟิงเดินเหยียบย่ำแสงยามอัสดงไปหาผู้าุโหลิวเพื่อขอยืมสัตว์อสูรนกเขาเขียวจากอีกฝ่าย
“ได้แน่นอน” ผู้าุโหลิวเอ่ยตอบอย่างเต็มใจ
ได้ประจักษ์พร์ดุจปีศาจของเยี่ยเฉินเฟิงแล้ว ผู้าุโหลิวก็ยิ่งให้ความสำคัญต่อเขา เขาเชื่อมั่นเป็อย่างมากว่าหากให้พื้นที่และเวลาที่เพียงพอแก่เยี่ยเฉินเฟิง เขาจะต้องทะยานสูงสู่์ได้แน่
“ขอบคุณผู้าุโหลิว” เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยขอบคุณอย่างซาบซึ้ง ด้วยความช่วยเหลือจากผู้าุโหลิวเยี่ยเฉินเฟิงจึงได้นกเขาเขียวที่มีขนาดปีกกว้างราวสิบเมตร ขนเป็สีเขียวอมฟ้าทั่วทั้งตัวมาใช้ในการเดินทางออกจากสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์และบินข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นที่ตั้งเรียงราย ไปสู่ด้านนอกเมืองหลวงแคว้นจื่อจิน
“รอข้าอยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
เยี่ยเฉินเฟิงออกคำสั่งกับสัตว์อสูรนกเขาเขียวที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียวก่อนจะเดินเข้าเมืองหลวงแคว้นจื่อจินไปเพียงลำพัง และเดินเท้าไปทางที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลเยี่ย
เมื่อก้าวเดินบนถนนเส้นใหญ่ในเมืองหลวงแคว้นจื่อจินอย่างเชื่องช้า สายตาที่เหลือบมองสองข้างทางก็พบกับอาคารหรูหราตั้งเรียงรายและมีสาวน้อยหน้าตางดงามที่สวมใส่ชุดบางเบาอวดรูปร่างงดงามคอยเล่นหูเล่นตาอยู่เป็ระยะ เยี่ยเฉินเฟิงกลับยังคงสงบนิ่ง
เมื่อก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้บำเพ็ญตน เยี่ยเฉินเฟิงก็แทบจะไม่รู้สึกอะไรกับความฉาบฉวยบนโลกใบนี้ ในตอนนี้เขามุ่งมั่นที่จะฝึกฝนจนสามารถพลิก์และมีพลังอำนาจอยู่เหนือโลกทั้งใบ
“ถึงสักที”
ใช้เวลาไปประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ เยี่ยเฉินเฟิงก็เดินฝ่าความมืดมาถึงด้านหน้าคฤหาสน์ตระกูลเยี่ยที่มีตะเกียงไฟส่องสว่าง เมื่อมองดูคฤหาสน์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในความทรงจำอันน้อยนิด ในห้วงความคิดของเยี่ยเฉินเฟิงก็รู้สึกรำลึกถึงอยู่เล็กน้อย
“รบกวนช่วยไปแจ้งให้หน่อย บอกพวกเขาว่าเยี่ยเฉินเฟิงมาพบตามนัดแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงยืนรออยู่ด้านนอกประตูคฤหาสน์อันโอ่อ่า กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“คุณชายน้อย ท่านกลับมาแล้ว”
เมื่อได้ยินคำรายงานของทหารยาม พ่อบ้านชราก็กุลีกุจอออกมาจากคฤหาสน์ด้านในทันที พร้อมกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้น
“เ้าเรียกผิดแล้ว ข้าไม่ใช่คนของตระกูลเยี่ยมานานแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก้าวขาเดินข้ามเข้าไปตระกูลเยี่ยที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกหน้าไปพร้อมกัน
“เฉินเฟิง ในที่สุดเ้าก็กลับมาเสียที”
เยี่ยเฉินเฟิงเพิ่งจะเดินมาถึงสวนด้านหน้าที่เขียวชอุ่มสบายตา ประมุขตระกูลเยี่ย เยี่ยชิงชวนก็พาบรรดาศิษย์และสมาชิกในตระกูลมารอต้อนรับเขาอย่างแน่นขนัด
เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นตาของพวกเขา เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแม้แต่น้อย ในบรรดาคนเหล่านี้นอกจากเยี่ยชิงชวนและเยี่ยจื่อหลิงที่เคยดีต่อเขาอยู่บ้าง ที่เหลือล้วนไม่เคยยอมรับว่าเขาเป็คนของตระกูลเลย
“ประมุขเยี่ย ได้ยินจีชิงเสวี่ยบอกมาว่าท่านมีของที่อยากจะมอบให้ข้า”
เยี่ยเฉินเฟิงมองเยี่ยชิงชวนด้วยสายตาสงบนิ่ง เอ่ยถามอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“ใช่แล้วล่ะเฉินเฟิง ตามข้าไปคุยกันที่ห้องหนังสือเถอะ”
ได้ยินคำเรียกขานของเยี่ยเฉินเฟิงแล้วมองดูใบหน้าที่แสนจะเฉยชาของอีกฝ่าย เยี่ยชิงชวนก็ได้แต่หัวเราะเจื่อนๆ แต่เขาไม่คิดจะโทษเยี่ยเฉินเฟิงหรอก เพราะว่าคนที่ผลักไสเขาออกไปจากตระกูลในตอนที่เขากำลังลำบากอย่างถึงที่สุดก็คือตนเอง เขาจะไม่ยอมรับตระกูลเยี่ยก็เป็เื่ที่สมควรแก่เหตุผล
“ได้!”
เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำแล้วเดินตามเยี่ยชิงชวนไปที่ห้องหนังสือ
“เฉินเฟิง ที่ขับไล่เ้าออกจากตระกูลในตอนนั้นคือเื่ที่ข้าจะเสียใจไปตลอดชีวิต ข้าต้องขออภัยเ้าด้วย เ้าพอจะเห็นแก่หน้าของบิดาบุญธรรมของเ้าแล้วยอมกลับมาที่ตระกูลเยี่ยได้หรือไม่?”
เยี่ยชิงชวนรินน้ำชาให้เยี่ยเฉินเฟิงด้วยตัวเอง สายตาเหลือบมองในหน้าหล่อเหลาคมคายของเขา พลางกล่าวถามเสียงแ่เบา
“ประมุขเยี่ย เื่ที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วกันไปเถอะ ในตอนนี้ข้าสนใจเพียงเื่การบำเพ็ญตน ไม่อยากให้เื่วุ่นวายทางโลกเ่าั้มารบกวนสมาธิ” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหน้าพร้อมกล่าวปฏิเสธอย่างอ้อมค้อม
“เฮ้อ ที่จริงข้าก็พอจะเดาได้ั้แ่แรกแล้วล่ะ ก็แค่ยังไม่ยากตัดใจเท่านั้นเอง” เยี่ยชิงชวนพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มขมขื่น
“เฉินเฟิง ของที่อยู่ในกล่องหยกใบนี้เป็ของที่ติดตัวเ้ามาั้แ่ยังเด็ก พ่อบุญธรรมของเ้าเจอตอนที่เก็บเ้ามาเลี้ยง บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับชาติกำเนิดที่แท้จริงของเ้า ตอนนี้สมบัติก็ควรหวนคืนเ้าของสักที” เยี่ยชิงชวนล้วงหยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นต่อให้เยี่ยเฉินเฟิง
“อืม...”
ได้ยินคำพูดของเยี่ยชิงชวน เยี่ยเฉินเฟิงก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วรีบเปิดกล่องหยกออกดูในทันที พบว่าด้านในมีท่อนไม้ไร้ลวดลายขนาดประมาณหนึ่งชุ่น เป็สีทองหม่นทั้งชิ้น ผิวไม้ทอประกายวาววับนอนสงบนิ่งอยู่
เมื่อหยิบท่อนไม้ออกมาดู เยี่ยเฉินเฟิงก็รุ้สึกได้ถึงการเชื่อมต่อของสายเื เขาลังเลอยู่สักพักก่อนจะกัดนิ้วตัวเองแล้วกดลงไปบนท่อนไม้สีทองหม่น
ทันใดนั้น เยี่ยเฉินเฟิงก็ััได้ว่ามีแรงดูดมหาศาลปรากฏออกมา ดูดซึมเืของตนเองเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม ในขณะที่หยดเืสีทองที่เล็กจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็นไหลไปหลอมรวมกับท่อนไม้สีทองหม่นนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมา บนท่อนไม้พลันปรากฏตัวอักษรเลือนรางอยู่เจ็ดคำ---ทวีปบูรพา ส่วนลึกของอเวจี
“ทวีปบูรพา ส่วนลึกของอเวจี?” เยี่ยเฉินเฟิงขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย บ่นพึมพำกับตัวเอง “ทวีปบูรพา ส่วนลึกของอเวจีมีความเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของข้าหรือ?”
