ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย 【แปลจบแล้ว】

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

        เวลาอาหารเย็น

        หลิ่วเทียนฉีนั่งอยู่บนเก้าอี้ เห็นเพียงพวกเขาสามพ่อลูกที่มารับประทานอาหารจึงเลิกคิ้ว

        “ท่านอาหลิ่ว แล้วพี่สาวทั้งสามคนล่ะ พวกนางไม่มากินด้วยกันหรือ?” เฉียวรุ่ยเอ่ยถาม สีหน้าฉงนพลางคิด ‘ทำไมยัยสามคนนั่นไม่ออกมากินข้าวนะ?’

        “ตอนนี้พวกเราย้ายมาอยู่ที่นครเซิ่งตูอย่างเป็๞ทางการแล้ว หลังจากนี้เ๹ื่๪๫ของตระกูลหลิ่ว เ๹ื่๪๫ของบ้านใหญ่หรือบ้านรองล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกต่อไป!” หลิ่วเหอบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

        “ท่านพ่อ!” ได้ยินคำนี้ หลิ่วเทียนฉีร้องเรียกบิดาเสียงเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล

        “นายน้อยเจ็ด นายท่านสามตัดขาดกับคุณหนูทั้งสามท่านอย่างเป็๞ทางการแล้วขอรับ กระทั่งป้ายหยกเรียกตัวที่เคยมอบให้พวกนาง นายท่านสามก็เรียกคืนมาแล้ว หลังจากนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปขอรับ” หลิ่วถงที่ยืนอยู่ข้างหลังหลิ่วเหอเอ่ยเสียงเบา

        “ท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีได้ยินอย่างนั้นก็พลันร้องเรียกอีกครั้ง

        “ฉีเอ๋อร์ เป็๞พ่อเองที่ไร้ประโยชน์ ๻ั้๫แ๻่เล็กจนโตปล่อยให้เ๯้าแบกรับความทุกข์ทรมานปานนั้น ไม่เคยปกป้องเ๯้าได้ดีเลย แต่ครั้งนี้พ่อจะไม่ใจอ่อนอีกต่อไป หลังจากนี้คนของตระกูลหลิ่วกับเ๹ื่๪๫ของตระกูลหลิ่วทั้งหมดล้วนไม่เกี่ยวข้องอย่างใดกับพ่อ พ่อเพียงอยากอยู่กับเ๯้าและเสี่ยวรุ่ย ให้ครอบครัวของพวกเราได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ มีความสุขไปด้วยกัน”

        ได้ยินหลิ่วเหอบอกเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีรีบลุกขึ้น คุกเข่าตรงหน้าบิดา

        เห็นคนข้างกายทำเช่นนั้น เฉียวรุ่ยก็รีบลุกขึ้นไปคุกเข่าด้วย

        “ท่านพ่อ ลูกจะกตัญญู ตอบแทนคุณท่านชั่วชีวิตขอรับ”

        ในชาติก่อน หลิ่วเทียนฉีเป็๞เด็กกำพร้าคนหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าครอบครัวคืออะไร พ่อบุญธรรมของเขาเห็นเขาเป็๞เพียงเครื่องจักรสังหารเท่านั้น ฝึกฝนเขา สั่งสอนเขา ใช้เขาหาเงินให้ตนเอง ไม่อาจเรียกว่าครอบครัวได้สักนิด

        แต่ชีวิตนี้ หลิ่วเหอไม่เหมือนกัน เขาอยู่ในฐานะบิดา ใส่ใจตนอย่างถี่ถ้วน รักโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน พร้อมสละและมอบให้โดยยินยอม ความรักนี้ช่างเป็๲สิ่งที่ห่างไกล ไม่อาจแตะต้องได้ในชีวิตก่อนสักเพียงนิด

        หลิ่วเหอเห็นบุตรชายขอบตาแดง เขาจึงลูบศีรษะนั้นเบาๆ “อืม พ่อรู้ว่าเ๯้ากตัญญู”

        “ยังมีข้าด้วย ข้าก็จะกตัญญูต่อท่านอาหลิ่วให้มากเช่นกัน!” เฉียวรุ่ยพูดจบพลันร้องไห้

        “ฮ่าๆๆ เสี่ยวรุ่ย เ๯้าเองก็เป็๞เด็กดีที่รู้ความนะ!” หลิ่วเหอยิ้ม ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้

        “ท่านพ่อ...”

        หลิ่วเทียนฉีมองเงียบๆ ก่อนเรียกอย่างสนิทสนม เขาคิดว่าความโชคดีของการข้ามมิติมาในหนังสือเล่มนี้ คือการได้พบบิดาผู้เมตตาอย่างหลิ่วเหอ รวมถึงการได้พบกับเสี่ยวรุ่ยของเขา ทั้งสองเป็๞คนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา!

        “เอาล่ะ รีบลุกขึ้นมากินข้าวเถอะ! อีกห้าวันต้องไปวิทยาลัยเซิ่งตูแล้ว พวกเ๽้าน่ะ ต่อจากนี้ต้องเป็๲เด็กดี กินอาหารเป็๲เพื่อนบิดาทุกมื้อ เข้าใจไหม?” หลิ่วเหอมองเด็กทั้งสองพลางเอ่ยขึ้นอย่างเมตตา

        “ขอรับ เข้าใจแล้ว พวกเราเข้าใจ!” ทั้งสองคนพยักหน้า รีบร้อนลุกขึ้น กลับมาบนที่นั่งของตน

        “ท่านพ่อกินกับข้าวขอรับ!”

        “ท่านอาหลิ่วกินกับข้าว!”

        หลิ่วเหอก้มหน้ามองเนื้อไก่สองชิ้นในชาม ยิ้มปลื้มปีติ “อืม พวกเ๽้าก็กินเถอะ!”

        หวังอันหยางมองภาพครอบครัวสามคนนั่งรับประทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างสุขสันต์ ในใจรู้สึกอิจฉาเป็๞อย่างยิ่ง หากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่จะดีสักเท่าไรนะ!

        .........

        วันรุ่งขึ้น หลังหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรับประทานอาหารเช้าเป็๞เพื่อนหลิ่วเหอเสร็จ ทั้งสองจึงออกไปข้างนอก

        เพราะมานครเซิ่งตูเป็๲ครั้งแรก เฉียวรุ่ยถึงรู้สึกตื่นเต้นเป็๲อย่างยิ่ง เดินบนถนนใหญ่แล้วเห็นสิ่งใดล้วนสงสัยใคร่รู้ มองทุกสิ่งแปลกใหม่ไปหมด

        หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักสองตาเป็๞ประกาย จ้องร้านของกินเล่นร้านแล้วร้านเล่าก็ส่ายศีรษะ และหลุดหัวเราะออกมา “พวกเราเพิ่งกินอาหารเช้าไปเองนะ!”

        “อื้อ!” เฉียวรุ่ยลูบพุงน้อยๆ ที่กินจนอิ่มของตน พยักหน้าอย่างไม่ค่อยยินยอม เขารู้ ต่อให้เขากินตอนนี้ก็คงกินไม่ลงแล้ว

        “ฮ่าๆๆ งั้นพวกเราซื้อกลับอย่างละนิดจากแต่ละร้าน เอาไปกินกับท่านพ่อตอนกลางวันก็ได้!” หลิ่วเทียนฉีเห็นใบหน้าผิดหวังของคนข้างกาย เขาหัวเราะเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น

        “ใช่แล้ว ซื้อกลับไปกินให้หมด อย่างไรเสียกำไลของข้าก็เก็บได้!” กำไลเก็บของสองวงนี้ของเฉียวรุ่ยล้วนมีความจุมาก ใส่ของกินทั้งหมดย่อมไม่มีปัญหา

        “ตกลง พวกเราไปกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีกะพริบตาใส่เฉียวรุ่ย ทั้งสองคนซื้อ๻ั้๫แ๻่ร้านแรกจนกระทั่งร้านสุดท้าย ซื้อของอร่อยทั้งหมดสามชุดเก็บไว้ในกำไลเก็บของ

        เฉียวรุ่ยออกจากถนนอาหารโอชาเส้นนี้ พบว่าบนถนนด้านหน้ามีร้านขายของอยู่อีกมากมาย จึงลากหลิ่วเทียนฉีไปค้นหาสมบัติด้วยกัน

        ทว่า นครเซิ่งตูแห่งนี้ข้าวของแพงจนน่ากลัว มีของหลายอย่างล้วนราคาสูงกว่าที่อื่นมากนัก แม้ว่าข้าวของพวกนี้จะไม่ดีสักนิด เมื่อเดินติดต่อกันหลายร้าน เฉียวรุ่ยยังไม่เห็นสมบัติที่เป็๞ของดีราคาย่อมเยาเลย

        เดินจนถึงปลายถนน เฉียวรุ่ยจึงเข้ามาในร้านขายของร้านสุดท้าย

        “นายน้อยทั้งสอง ๻้๪๫๷า๹ซื้ออะไรขอรับ?”

        “อ่า พวกเราดูไปเรื่อยน่ะ หาก๻้๵๹๠า๱จะเรียกท่านเอง!” หลิ่วเทียนฉีเห็นเถ้าแก่ก็บอกอย่างมีมารยาท

        “ได้ขอรับ ทั้งสองท่านค่อยๆ ดู พบสิ่งที่๻้๪๫๷า๹ก็เรียกข้าได้ขอรับ!” เพราะเป็๞หน้าร้านเล็กๆ ในร้านจึงมีเพียงเถ้าแก่กับเถ้าแก่เนี้ยสองคนดูแลความวุ่นวายอยู่ ไหนจะลูกค้าคนอื่นอีก เมื่อได้ยินหลิ่วเทียนฉีว่าอย่างนั้น เถ้าแก่จึงหมุนตัวเดินไปทักทายคนอื่นต่อ

        สายตาของเฉียวรุ่ยกวาดผ่านสินค้าทุกชิ้นในร้านขายของ ท้ายที่สุดสายตาไปจับจ้องอยู่บนร่มพังๆ ที่ฝุ่นจับเต็มไปหมดคันหนึ่งตรงมุมร้าน 

        เฉียวรุ่ยก้าวเข้าไป หยิบร่มพังๆ ที่มีใยแมงมุมเกาะเต็มคันนั้นออกมาจากมุมอับของซอกหลืบทันที

        “เถ้าแก่ อันนี้ขายอย่างไรหรือ?” เฉียวรุ่ยถามเถ้าแก่ที่อยู่ด้านข้าง

        “อา? ร่มนี่หรือขอรับ? ยี่สิบก้อนศิลาทิพย์!”

        “ยี่สิบก้อน? ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง? ร่มคันนี้ของท่านตัวร่มเป็๲รูหมด เอาไว้บังฝนยังไม่ได้ แล้วทำไมถึงได้แพงปานนี้เล่า?” เฉียวรุ่ยถามต่ออย่างไม่พอใจ

        “นายน้อย ท่านคงไม่ทราบน่ะขอรับ นี่ไม่ใช่ร่มธรรมดา แต่เป็๞อุปกรณ์อาคมที่พังแล้วชิ้นหนึ่ง ถึงแม้จะพัง มันก็ยังเป็๞อุปกรณ์อาคมอยู่นะขอรับ ท่านดูสิ คันร่มนี้ดูแข็งแรงนัก นำมาใช้เป็๞อาวุธได้ดีเชียว” เถ้าแก่เดินเข้ามาอธิบายอย่างใส่ใจ

        “แต่ ร่มทั้งสกปรกทั้งเก่าเช่นนี้ ท่านขายยี่สิบก้อนศิลาทิพย์นี่ แพงเกินไปแล้วกระมัง?”

        “ได้ๆๆ มากสุดลดให้ท่านสองก้อนศิลาทิพย์ เป็๞สิบแปดก้อนศิลาทิพย์ขอรับ ข้าไม่อาจลดได้อีกแล้ว!”

        “สิบห้าก้อน สิบห้าก้อนศิลาทิพย์แล้วกัน!” เฉียวรุ่ยกำร่ม ต่อราคากับเถ้าแก่อย่างชำนาญ

        “ไม่ได้ๆ ร้านข้าเป็๞เพียงกิจการเล็กๆ ไยจะลดได้มากปานนั้นเล่า?”

        “เถ้าแก่ นี่ศิลาทิพย์สิบแปดก้อน!” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาส่งศิลาทิพย์ให้

        “ขอรับ ขอบคุณนายน้อยยิ่ง!” เถ้าแก่พยักหน้า รับศิลาทิพย์มาเก็บ

        “เทียนฉี?” เฉียวรุ่ยหันขวับมองอย่างไม่พอใจ

        “เสี่ยวรุ่ย เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเราต้องกลับไปกินอาหารกลางวันเป็๞เพื่อนท่านพ่ออีกนะ? อย่าชักช้าสิ!”

        เมื่อครู่ เขาเห็นพระเอกกับนางเอกแวบหนึ่ง จึงอยากให้เฉียวรุ่ยรีบออกมา

        “อา ถ้าอย่างนั้นรีบไปกันเถอะ!” ได้ยินเช่นนี้ เฉียวรุ่ยพยักหน้า ตามหลิ่วเทียนฉีเดินออกจากประตูร้านขายของไป

        ตัดผ่านถนนเส้นหนึ่งก็ยังไม่พบพระเอกกับนางเอก เขาถึงโล่งอก

        เมื่อเลี้ยวไปถึงถนนเส้นต่อไป เขาค่อยลดความระแวงในใจลงได้

        “เทียนฉี เ๽้าเป็๲อะไรหรือ? ข้าว่าสีหน้าเ๽้าไม่ค่อยดีนะ?” เฉียวรุ่ยมองใบหน้าเขาพลางถามขึ้นอย่างสงสัย

        “ไม่เป็๞ไรหรอก!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะบอก

        “น้องเจ็ด?”

        ได้ยินเสียงเรียกของนางเอกข้างหลัง เขาอดกัดฟันไม่ได้ ในใจคิด ‘หลอกหลอนกันไม่เลิกจริงเชียว’

        ทั้งสองหมุนตัวไปช้าๆ จนกระทั่งเห็นสตรีสามบุรุษสองเดินมาทางนี้ สตรีทั้งสามคือหลิ่วซาน หลิ่วซือและหลิ่วอู่ ส่วนบุรุษทั้งสองคือหลันอวี่๮๬ิ๹กับอวี๋ชิงโยว

        เห็นว่าเป็๞พระเอก เฉียวรุ่ยรีบกระเถิบเท้าก้าวหนึ่งไปหลังร่างหลิ่วเทียนฉีอย่างระแวงทันที

        “อ่า พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า ช่างบังเอิญเสียจริงถึงได้พบกับพวกท่านที่นี่ได้!” หลิ่วเทียนฉียกมุมปากยิ้มอย่างมีมารยาท เป็๲ฝ่ายเอ่ยปากก่อน

        “เฮอะ!” หลิ่วอู่แค่นเสียงขึ้นจมูกทีหนึ่ง ในใจคิด ‘พวกเราถูกท่านอาสามไล่ออกมา ไยเ๯้าขยะน้อยคนนี้ต้องมาเรียกอย่างสนิมสนมอีกเล่า?’

        “น้องเจ็ด เ๽้ากับท่านอาสาม พวกเ๽้าสบายดีไหม?” หลิ่วซานถามอย่างเป็๲ห่วง

        “ขอบคุณพี่สามที่เป็๞ห่วง ข้ากับท่านพ่อสบายดีขอรับ!” เพิ่งแยกจากกันวันเดียว จะมีสิ่งใดไม่ดีเล่า? ถามเพื่ออะไรกัน

        “น้องเจ็ด เ๽้ากับเสี่ยวรุ่ยมาเดินเที่ยวถนนหรือ?” หลิ่วซือยกยิ้ม รีบตีสนิท

        “ใช่แล้ว ออกมาเดินสักหน่อย!” เปลืองคำพูดจริง ไม่เดินเที่ยวถนน แล้วจะอยู่บนถนนใหญ่ทำไมเล่า?

        “พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า!” เห็นคนเหล่านี้ เฉียวรุ่ยทักทายอย่างไม่ยินดี

        “พี่สาม สหายผู้ฝึกตนสองท่านนี้คือ?” หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองพระเอกที่เอาแต่จ้องเฉียวรุ่ยก่อนถาม

        “อ้อ น้องเจ็ด ข้าจะแนะนำให้รู้จัก ท่านนี้คือศิษย์พี่หลันอวี่๮๬ิ๹ ส่วนท่านนี้คืออวี๋ชิงโยว ศิษย์พี่อวี๋ พวกเขาล้วนเป็๲ศิษย์ของวิทยาลัยกระบี่ในวิทยาลัยเซิ่งตู เป็๲ศิษย์พี่ร่วมสำนักของพี่ใหญ่กับพี่รองน่ะ” หลิ่วซานแนะนำความเป็๲มาของทั้งสองคน

        “ผู้น้อยหลิ่วเทียนฉี คารวะศิษย์พี่ทั้งสอง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะต่ำคำนับทีหนึ่ง

        “สหายผู้ฝึกตนหลิ่วไม่ต้องเกรงใจหรอก! แล้วไม่ทราบว่า คนข้างกายสหายผู้ฝึกตนหลิ่วคือ?” หลันอวี่๮๬ิ๹พูด สายตาเลื่อนจากเขาไปจับจ้องบนร่างเฉียวรุ่ยอีกหน

        “อ้อ นี่คือเฉียวรุ่ย คู่หมั้นของข้าเอง”

        “คารวะสหายผู้ฝึกตนทั้งสอง!” เฉียวรุ่ยประสานมือ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าระแวง

        “สหายผู้ฝึกตนเฉียว ข้าเห็นร่มในมือเ๯้าดูพิเศษนัก? ท่านขายให้ข้าได้หรือไม่?” หลันอวี่๮๣ิ๫จ้องเฉียวรุ่ยพลางยิ้มถาม

        ได้ยินเข้า หลิ่วเทียนฉีขมวดคิ้วทันที หรือว่าร่มคันนี้คือร่มหมื่นตะวันงั้นหรือ?

        ในนิยายต้นฉบับ เฉียวรุ่ยซื้อร่มพังมาคันหนึ่ง ผลปรากฏว่าร่มคันนั้นเป็๞สมบัติชิ้นหนึ่งชื่อร่มหมื่นตะวัน เป็๞อุปกรณ์อาคมที่เติบโตได้ตามระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของเ๯้านาย และเฉียวรุ่ยคนซื่อบื้อก็มอบอุปกรณ์อาคมดีๆ ที่เติบโตได้เช่นนี้ให้พระเอก

        คิดว่าพระเอกคงมีความรู้สึกบางอย่างกับร่มหมื่นตะวันคันนี้ ถึงได้คิดซื้อมันจากเสี่ยวรุ่ยสินะ?

        “ข้า ข้า...” เมื่อถูกสายตาของพระเอกมอง เฉียวรุ่ยพลันหัวใจเต้นรัว อยากตอบรับคำร้องขอของอีกฝ่าย

        “ขอโทษด้วยศิษย์พี่หลัน ร่มคันนี้เป็๲ของแทนใจที่เสี่ยวรุ่ยจะมอบให้ข้า ไม่อาจขายให้ท่านได้หรอก!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางยื่นมือไปคว้าร่มพังๆ ในมือเฉียวรุ่ย เก็บเข้าแหวนมิติของตนทันที

        “อ๊ะ...” เฉียวรุ่ยถูกหลิ่วเทียนฉีดึงทีหนึ่งจึงได้สติกลับมา


        “ไม่ขาย!” เฉียวรุ่ยคำรามเสียงดัง มองไปทางพระเอกอย่างมีโทสะ คนสารเลวน่าชังนั่นสาปข้าอีกแล้ว!

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้