เวลาอาหารเย็น
หลิ่วเทียนฉีนั่งอยู่บนเก้าอี้ เห็นเพียงพวกเขาสามพ่อลูกที่มารับประทานอาหารจึงเลิกคิ้ว
“ท่านอาหลิ่ว แล้วพี่สาวทั้งสามคนล่ะ พวกนางไม่มากินด้วยกันหรือ?” เฉียวรุ่ยเอ่ยถาม สีหน้าฉงนพลางคิด ‘ทำไมยัยสามคนนั่นไม่ออกมากินข้าวนะ?’
“ตอนนี้พวกเราย้ายมาอยู่ที่นครเซิ่งตูอย่างเป็ทางการแล้ว หลังจากนี้เื่ของตระกูลหลิ่ว เื่ของบ้านใหญ่หรือบ้านรองล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีกต่อไป!” หลิ่วเหอบอกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ท่านพ่อ!” ได้ยินคำนี้ หลิ่วเทียนฉีร้องเรียกบิดาเสียงเบา ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
“นายน้อยเจ็ด นายท่านสามตัดขาดกับคุณหนูทั้งสามท่านอย่างเป็ทางการแล้วขอรับ กระทั่งป้ายหยกเรียกตัวที่เคยมอบให้พวกนาง นายท่านสามก็เรียกคืนมาแล้ว หลังจากนี้จึงไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไปขอรับ” หลิ่วถงที่ยืนอยู่ข้างหลังหลิ่วเหอเอ่ยเสียงเบา
“ท่านพ่อ!” หลิ่วเทียนฉีได้ยินอย่างนั้นก็พลันร้องเรียกอีกครั้ง
“ฉีเอ๋อร์ เป็พ่อเองที่ไร้ประโยชน์ ั้แ่เล็กจนโตปล่อยให้เ้าแบกรับความทุกข์ทรมานปานนั้น ไม่เคยปกป้องเ้าได้ดีเลย แต่ครั้งนี้พ่อจะไม่ใจอ่อนอีกต่อไป หลังจากนี้คนของตระกูลหลิ่วกับเื่ของตระกูลหลิ่วทั้งหมดล้วนไม่เกี่ยวข้องอย่างใดกับพ่อ พ่อเพียงอยากอยู่กับเ้าและเสี่ยวรุ่ย ให้ครอบครัวของพวกเราได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ มีความสุขไปด้วยกัน”
ได้ยินหลิ่วเหอบอกเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีรีบลุกขึ้น คุกเข่าตรงหน้าบิดา
เห็นคนข้างกายทำเช่นนั้น เฉียวรุ่ยก็รีบลุกขึ้นไปคุกเข่าด้วย
“ท่านพ่อ ลูกจะกตัญญู ตอบแทนคุณท่านชั่วชีวิตขอรับ”
ในชาติก่อน หลิ่วเทียนฉีเป็เด็กกำพร้าคนหนึ่ง เขาไม่เข้าใจว่าครอบครัวคืออะไร พ่อบุญธรรมของเขาเห็นเขาเป็เพียงเครื่องจักรสังหารเท่านั้น ฝึกฝนเขา สั่งสอนเขา ใช้เขาหาเงินให้ตนเอง ไม่อาจเรียกว่าครอบครัวได้สักนิด
แต่ชีวิตนี้ หลิ่วเหอไม่เหมือนกัน เขาอยู่ในฐานะบิดา ใส่ใจตนอย่างถี่ถ้วน รักโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน พร้อมสละและมอบให้โดยยินยอม ความรักนี้ช่างเป็สิ่งที่ห่างไกล ไม่อาจแตะต้องได้ในชีวิตก่อนสักเพียงนิด
หลิ่วเหอเห็นบุตรชายขอบตาแดง เขาจึงลูบศีรษะนั้นเบาๆ “อืม พ่อรู้ว่าเ้ากตัญญู”
“ยังมีข้าด้วย ข้าก็จะกตัญญูต่อท่านอาหลิ่วให้มากเช่นกัน!” เฉียวรุ่ยพูดจบพลันร้องไห้
“ฮ่าๆๆ เสี่ยวรุ่ย เ้าเองก็เป็เด็กดีที่รู้ความนะ!” หลิ่วเหอยิ้ม ยื่นมือไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าให้
“ท่านพ่อ...”
หลิ่วเทียนฉีมองเงียบๆ ก่อนเรียกอย่างสนิทสนม เขาคิดว่าความโชคดีของการข้ามมิติมาในหนังสือเล่มนี้ คือการได้พบบิดาผู้เมตตาอย่างหลิ่วเหอ รวมถึงการได้พบกับเสี่ยวรุ่ยของเขา ทั้งสองเป็คนสำคัญที่สุดในชีวิตเขา!
“เอาล่ะ รีบลุกขึ้นมากินข้าวเถอะ! อีกห้าวันต้องไปวิทยาลัยเซิ่งตูแล้ว พวกเ้าน่ะ ต่อจากนี้ต้องเป็เด็กดี กินอาหารเป็เพื่อนบิดาทุกมื้อ เข้าใจไหม?” หลิ่วเหอมองเด็กทั้งสองพลางเอ่ยขึ้นอย่างเมตตา
“ขอรับ เข้าใจแล้ว พวกเราเข้าใจ!” ทั้งสองคนพยักหน้า รีบร้อนลุกขึ้น กลับมาบนที่นั่งของตน
“ท่านพ่อกินกับข้าวขอรับ!”
“ท่านอาหลิ่วกินกับข้าว!”
หลิ่วเหอก้มหน้ามองเนื้อไก่สองชิ้นในชาม ยิ้มปลื้มปีติ “อืม พวกเ้าก็กินเถอะ!”
หวังอันหยางมองภาพครอบครัวสามคนนั่งรับประทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างสุขสันต์ ในใจรู้สึกอิจฉาเป็อย่างยิ่ง หากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่จะดีสักเท่าไรนะ!
.........
วันรุ่งขึ้น หลังหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรับประทานอาหารเช้าเป็เพื่อนหลิ่วเหอเสร็จ ทั้งสองจึงออกไปข้างนอก
เพราะมานครเซิ่งตูเป็ครั้งแรก เฉียวรุ่ยถึงรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง เดินบนถนนใหญ่แล้วเห็นสิ่งใดล้วนสงสัยใคร่รู้ มองทุกสิ่งแปลกใหม่ไปหมด
หลิ่วเทียนฉีเห็นคนรักสองตาเป็ประกาย จ้องร้านของกินเล่นร้านแล้วร้านเล่าก็ส่ายศีรษะ และหลุดหัวเราะออกมา “พวกเราเพิ่งกินอาหารเช้าไปเองนะ!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยลูบพุงน้อยๆ ที่กินจนอิ่มของตน พยักหน้าอย่างไม่ค่อยยินยอม เขารู้ ต่อให้เขากินตอนนี้ก็คงกินไม่ลงแล้ว
“ฮ่าๆๆ งั้นพวกเราซื้อกลับอย่างละนิดจากแต่ละร้าน เอาไปกินกับท่านพ่อตอนกลางวันก็ได้!” หลิ่วเทียนฉีเห็นใบหน้าผิดหวังของคนข้างกาย เขาหัวเราะเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น
“ใช่แล้ว ซื้อกลับไปกินให้หมด อย่างไรเสียกำไลของข้าก็เก็บได้!” กำไลเก็บของสองวงนี้ของเฉียวรุ่ยล้วนมีความจุมาก ใส่ของกินทั้งหมดย่อมไม่มีปัญหา
“ตกลง พวกเราไปกันเถอะ!” หลิ่วเทียนฉีกะพริบตาใส่เฉียวรุ่ย ทั้งสองคนซื้อั้แ่ร้านแรกจนกระทั่งร้านสุดท้าย ซื้อของอร่อยทั้งหมดสามชุดเก็บไว้ในกำไลเก็บของ
เฉียวรุ่ยออกจากถนนอาหารโอชาเส้นนี้ พบว่าบนถนนด้านหน้ามีร้านขายของอยู่อีกมากมาย จึงลากหลิ่วเทียนฉีไปค้นหาสมบัติด้วยกัน
ทว่า นครเซิ่งตูแห่งนี้ข้าวของแพงจนน่ากลัว มีของหลายอย่างล้วนราคาสูงกว่าที่อื่นมากนัก แม้ว่าข้าวของพวกนี้จะไม่ดีสักนิด เมื่อเดินติดต่อกันหลายร้าน เฉียวรุ่ยยังไม่เห็นสมบัติที่เป็ของดีราคาย่อมเยาเลย
เดินจนถึงปลายถนน เฉียวรุ่ยจึงเข้ามาในร้านขายของร้านสุดท้าย
“นายน้อยทั้งสอง ้าซื้ออะไรขอรับ?”
“อ่า พวกเราดูไปเรื่อยน่ะ หาก้าจะเรียกท่านเอง!” หลิ่วเทียนฉีเห็นเถ้าแก่ก็บอกอย่างมีมารยาท
“ได้ขอรับ ทั้งสองท่านค่อยๆ ดู พบสิ่งที่้าก็เรียกข้าได้ขอรับ!” เพราะเป็หน้าร้านเล็กๆ ในร้านจึงมีเพียงเถ้าแก่กับเถ้าแก่เนี้ยสองคนดูแลความวุ่นวายอยู่ ไหนจะลูกค้าคนอื่นอีก เมื่อได้ยินหลิ่วเทียนฉีว่าอย่างนั้น เถ้าแก่จึงหมุนตัวเดินไปทักทายคนอื่นต่อ
สายตาของเฉียวรุ่ยกวาดผ่านสินค้าทุกชิ้นในร้านขายของ ท้ายที่สุดสายตาไปจับจ้องอยู่บนร่มพังๆ ที่ฝุ่นจับเต็มไปหมดคันหนึ่งตรงมุมร้าน
เฉียวรุ่ยก้าวเข้าไป หยิบร่มพังๆ ที่มีใยแมงมุมเกาะเต็มคันนั้นออกมาจากมุมอับของซอกหลืบทันที
“เถ้าแก่ อันนี้ขายอย่างไรหรือ?” เฉียวรุ่ยถามเถ้าแก่ที่อยู่ด้านข้าง
“อา? ร่มนี่หรือขอรับ? ยี่สิบก้อนศิลาทิพย์!”
“ยี่สิบก้อน? ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง? ร่มคันนี้ของท่านตัวร่มเป็รูหมด เอาไว้บังฝนยังไม่ได้ แล้วทำไมถึงได้แพงปานนี้เล่า?” เฉียวรุ่ยถามต่ออย่างไม่พอใจ
“นายน้อย ท่านคงไม่ทราบน่ะขอรับ นี่ไม่ใช่ร่มธรรมดา แต่เป็อุปกรณ์อาคมที่พังแล้วชิ้นหนึ่ง ถึงแม้จะพัง มันก็ยังเป็อุปกรณ์อาคมอยู่นะขอรับ ท่านดูสิ คันร่มนี้ดูแข็งแรงนัก นำมาใช้เป็อาวุธได้ดีเชียว” เถ้าแก่เดินเข้ามาอธิบายอย่างใส่ใจ
“แต่ ร่มทั้งสกปรกทั้งเก่าเช่นนี้ ท่านขายยี่สิบก้อนศิลาทิพย์นี่ แพงเกินไปแล้วกระมัง?”
“ได้ๆๆ มากสุดลดให้ท่านสองก้อนศิลาทิพย์ เป็สิบแปดก้อนศิลาทิพย์ขอรับ ข้าไม่อาจลดได้อีกแล้ว!”
“สิบห้าก้อน สิบห้าก้อนศิลาทิพย์แล้วกัน!” เฉียวรุ่ยกำร่ม ต่อราคากับเถ้าแก่อย่างชำนาญ
“ไม่ได้ๆ ร้านข้าเป็เพียงกิจการเล็กๆ ไยจะลดได้มากปานนั้นเล่า?”
“เถ้าแก่ นี่ศิลาทิพย์สิบแปดก้อน!” หลิ่วเทียนฉีเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาส่งศิลาทิพย์ให้
“ขอรับ ขอบคุณนายน้อยยิ่ง!” เถ้าแก่พยักหน้า รับศิลาทิพย์มาเก็บ
“เทียนฉี?” เฉียวรุ่ยหันขวับมองอย่างไม่พอใจ
“เสี่ยวรุ่ย เวลาไม่เช้าแล้ว พวกเราต้องกลับไปกินอาหารกลางวันเป็เพื่อนท่านพ่ออีกนะ? อย่าชักช้าสิ!”
เมื่อครู่ เขาเห็นพระเอกกับนางเอกแวบหนึ่ง จึงอยากให้เฉียวรุ่ยรีบออกมา
“อา ถ้าอย่างนั้นรีบไปกันเถอะ!” ได้ยินเช่นนี้ เฉียวรุ่ยพยักหน้า ตามหลิ่วเทียนฉีเดินออกจากประตูร้านขายของไป
ตัดผ่านถนนเส้นหนึ่งก็ยังไม่พบพระเอกกับนางเอก เขาถึงโล่งอก
เมื่อเลี้ยวไปถึงถนนเส้นต่อไป เขาค่อยลดความระแวงในใจลงได้
“เทียนฉี เ้าเป็อะไรหรือ? ข้าว่าสีหน้าเ้าไม่ค่อยดีนะ?” เฉียวรุ่ยมองใบหน้าเขาพลางถามขึ้นอย่างสงสัย
“ไม่เป็ไรหรอก!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะบอก
“น้องเจ็ด?”
ได้ยินเสียงเรียกของนางเอกข้างหลัง เขาอดกัดฟันไม่ได้ ในใจคิด ‘หลอกหลอนกันไม่เลิกจริงเชียว’
ทั้งสองหมุนตัวไปช้าๆ จนกระทั่งเห็นสตรีสามบุรุษสองเดินมาทางนี้ สตรีทั้งสามคือหลิ่วซาน หลิ่วซือและหลิ่วอู่ ส่วนบุรุษทั้งสองคือหลันอวี่ิกับอวี๋ชิงโยว
เห็นว่าเป็พระเอก เฉียวรุ่ยรีบกระเถิบเท้าก้าวหนึ่งไปหลังร่างหลิ่วเทียนฉีอย่างระแวงทันที
“อ่า พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า ช่างบังเอิญเสียจริงถึงได้พบกับพวกท่านที่นี่ได้!” หลิ่วเทียนฉียกมุมปากยิ้มอย่างมีมารยาท เป็ฝ่ายเอ่ยปากก่อน
“เฮอะ!” หลิ่วอู่แค่นเสียงขึ้นจมูกทีหนึ่ง ในใจคิด ‘พวกเราถูกท่านอาสามไล่ออกมา ไยเ้าขยะน้อยคนนี้ต้องมาเรียกอย่างสนิมสนมอีกเล่า?’
“น้องเจ็ด เ้ากับท่านอาสาม พวกเ้าสบายดีไหม?” หลิ่วซานถามอย่างเป็ห่วง
“ขอบคุณพี่สามที่เป็ห่วง ข้ากับท่านพ่อสบายดีขอรับ!” เพิ่งแยกจากกันวันเดียว จะมีสิ่งใดไม่ดีเล่า? ถามเพื่ออะไรกัน
“น้องเจ็ด เ้ากับเสี่ยวรุ่ยมาเดินเที่ยวถนนหรือ?” หลิ่วซือยกยิ้ม รีบตีสนิท
“ใช่แล้ว ออกมาเดินสักหน่อย!” เปลืองคำพูดจริง ไม่เดินเที่ยวถนน แล้วจะอยู่บนถนนใหญ่ทำไมเล่า?
“พี่สาม พี่สี่ พี่ห้า!” เห็นคนเหล่านี้ เฉียวรุ่ยทักทายอย่างไม่ยินดี
“พี่สาม สหายผู้ฝึกตนสองท่านนี้คือ?” หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองพระเอกที่เอาแต่จ้องเฉียวรุ่ยก่อนถาม
“อ้อ น้องเจ็ด ข้าจะแนะนำให้รู้จัก ท่านนี้คือศิษย์พี่หลันอวี่ิ ส่วนท่านนี้คืออวี๋ชิงโยว ศิษย์พี่อวี๋ พวกเขาล้วนเป็ศิษย์ของวิทยาลัยกระบี่ในวิทยาลัยเซิ่งตู เป็ศิษย์พี่ร่วมสำนักของพี่ใหญ่กับพี่รองน่ะ” หลิ่วซานแนะนำความเป็มาของทั้งสองคน
“ผู้น้อยหลิ่วเทียนฉี คารวะศิษย์พี่ทั้งสอง!” หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะต่ำคำนับทีหนึ่ง
“สหายผู้ฝึกตนหลิ่วไม่ต้องเกรงใจหรอก! แล้วไม่ทราบว่า คนข้างกายสหายผู้ฝึกตนหลิ่วคือ?” หลันอวี่ิพูด สายตาเลื่อนจากเขาไปจับจ้องบนร่างเฉียวรุ่ยอีกหน
“อ้อ นี่คือเฉียวรุ่ย คู่หมั้นของข้าเอง”
“คารวะสหายผู้ฝึกตนทั้งสอง!” เฉียวรุ่ยประสานมือ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าระแวง
“สหายผู้ฝึกตนเฉียว ข้าเห็นร่มในมือเ้าดูพิเศษนัก? ท่านขายให้ข้าได้หรือไม่?” หลันอวี่ิจ้องเฉียวรุ่ยพลางยิ้มถาม
ได้ยินเข้า หลิ่วเทียนฉีขมวดคิ้วทันที หรือว่าร่มคันนี้คือร่มหมื่นตะวันงั้นหรือ?
ในนิยายต้นฉบับ เฉียวรุ่ยซื้อร่มพังมาคันหนึ่ง ผลปรากฏว่าร่มคันนั้นเป็สมบัติชิ้นหนึ่งชื่อร่มหมื่นตะวัน เป็อุปกรณ์อาคมที่เติบโตได้ตามระดับพลังที่เพิ่มขึ้นของเ้านาย และเฉียวรุ่ยคนซื่อบื้อก็มอบอุปกรณ์อาคมดีๆ ที่เติบโตได้เช่นนี้ให้พระเอก
คิดว่าพระเอกคงมีความรู้สึกบางอย่างกับร่มหมื่นตะวันคันนี้ ถึงได้คิดซื้อมันจากเสี่ยวรุ่ยสินะ?
“ข้า ข้า...” เมื่อถูกสายตาของพระเอกมอง เฉียวรุ่ยพลันหัวใจเต้นรัว อยากตอบรับคำร้องขอของอีกฝ่าย
“ขอโทษด้วยศิษย์พี่หลัน ร่มคันนี้เป็ของแทนใจที่เสี่ยวรุ่ยจะมอบให้ข้า ไม่อาจขายให้ท่านได้หรอก!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางยื่นมือไปคว้าร่มพังๆ ในมือเฉียวรุ่ย เก็บเข้าแหวนมิติของตนทันที
“อ๊ะ...” เฉียวรุ่ยถูกหลิ่วเทียนฉีดึงทีหนึ่งจึงได้สติกลับมา
“ไม่ขาย!” เฉียวรุ่ยคำรามเสียงดัง มองไปทางพระเอกอย่างมีโทสะ คนสารเลวน่าชังนั่นสาปข้าอีกแล้ว!