เหยเซินกัดฟันลุกขึ้นจากนั้นก็ก้มหน้ามองท้องน้อยของตัวเอง เสื้อถูกะเิออกเป็รูใหญ่ บริเวณนั้นมีเืออกเต็มไปหมดถึงแม้แรงะเิจะไม่ได้ทำลายอวัยวะภายใน แต่เพราะเืออกมากเกินไปอาการจึงไม่ค่อยดีนัก
“ที่แท้เป้าหมายเ้าคือข้า”
เหยเซินฉีกเสื้อแล้วใช้ผ้าไปมัดท้องห้ามเืไว้“ลอบโจมตีแบบนี้เหมือนจะไม่มีศักดิ์ศรีไปหน่อยนะ”
อันเจิงเก็บโอสถิญญาวิมานไว้จากนั้นก็ยิ้มพลางพูด “ความจริงแล้ววิธีการจู่โจมแบบนี้เป็วิธีของคนชั่วไม่ว่าจะเป็การลอบโจมตีหรือการจู่โจมในที่ลับ มันไม่ใช่วิธีที่คนดีใช้กัน เพราะแบบนี้คนดีถึงต้องเสียเปรียบตลอดสินะ?แต่ข้าไม่ใช่คนดีเสียด้วยเื่ที่ชั่วร้ายกว่านี้ข้าก็ทำมาไม่น้อยแล้วล่ะ”
เขาชี้ออกไปด้านนอก“ในเมื่อเ้าเข้ามาแล้วก็ไม่มีทางออกไปได้อีก”
จากนั้นเขาก็หยิบโอสถิญญาออกมาอีกหนึ่งเม็ด “โอสถบำรุงเม็ดนี้ไม่ถือว่าเป็ของล้ำค่าอะไรแต่มันสามารถช่วยรักษาแผลภายนอกได้ ดูจากาแเ้า อีกสี่นาทีต่อจากนี้เ้าก็น่าจะสลบไปเพราะเสียเืมากแต่ร่างกายเ้าแข็งแรงไม่น้อย พลังวัตรก็ไม่ได้อ่อนแอฉะนั้นข้าเพิ่มให้เ้าอีกหนึ่งนาที ภายในห้านาที หากเ้าหาคนมาช่วยรักษาได้ก็ดีไปแต่ถ้าหามาไม่ได้ละก็...อย่างนั้นมาเป็พวกข้าไม่ดีกว่าหรือ”
เหยเซินขมวดคิ้ว จากนั้นก็ก้มมองรอยแผลตัวเอง“เ้าเป็ยอดฝีมือที่มีพลังในขอบเขตสุมารุ แต่กลับใช้วิธีนี้กับข้ามันไม่เกินไปหน่อยหรือ?”
อันเจิงหัวเราะ “ข้าไม่รู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปเลยเ้าเอาแต่พูดแบบนี้ไม่เป็การเสียเวลาไปหน่อยรึ โอสถนี้ยังจะเอาอยู่หรือไม่?”
เหยเซินมองไปรอบด้านเตรียมหาลู่ทางหนีแต่ทว่าเมื่อครู่อันเจิงชี้ไปด้านนอก ความหมายก็คือด้านนอกมีคนของอันเจิงอยู่ อีกทั้งอันเจิงยังสามารถใช้พลังจู่โจมเขาในระยะไกลเห็นได้ชัดว่าข้ามขอบเขตจุติ์ไปแล้ว ส่วนตัวเขาจะสามารถหนีรอดได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้แต่หากไม่หนีเขาก็อาจตายได้
เขากำลังคิดถึงสิ่งเหล่านี้อยู่อันเจิงก็บีบมือทำให้โอสถแตกสลายทันที “เสียดายจริง ๆ เ้าทิ้งโอกาสนั้นไปแล้ว”
มองดูโอสถิญญาที่แตกสลายเหยเซินอดไม่ได้ริมฝีปากกระตุกขึ้น
“โชคดีที่ข้ายังมีอีกเม็ดที่ดีกว่า”
อันเจิงหยิบโอสถิญญาอีกเม็ดออกมา“โอสถสามมรกตสีแดง ถึงแม้จะไม่นับว่าควบคุมกระดูกและเืเนื้อในร่างกายแต่ก็เกือบแล้วล่ะ เม็ดนี้มีค่ามากกว่าโอสถบำรุงเมื่อครู่เสียอีกและมีค่ามากพอกับโอสถิญญาวิมาน อยากได้หรือไม่?”
อันเจิงเดินกลับไปที่ด้านข้างก้อนหินจากนั้นก็นำโอสถิญญาสามเม็ดวางไว้ด้วยกัน “เม็ดแรกคือโอสถบำรุงหากนำออกไปขายมีค่าเทียบเท่ากับทองหนึ่งหมื่นตำลึง ต่อมาก็คือโอสถสามมรกตสีแดงมีค่าเทียบเท่าทองห้าหมื่นตำลึง และสุดท้ายก็คือโอสถิญญาวิมาน มีค่าเทียบเท่าทองห้าหมื่นตำลึงเช่นกัน”
เขานั่งอยู่ข้างโอสถิญญาทั้งสามเม็ด“เ้าอยู่กับซูเป่ยมานาน ของที่เคยได้มารวมกันทั้งหมดก็ไม่ได้มีค่ามากขนาดนี้กระมังโอสถทั้งสามเม็ดนี้ข้าจะมอบให้เ้าเลยก็ได้ ไม่เพียงแค่รักษาแผลของเ้าแต่มันยังจะช่วยรักษาสมดุลในตัวเมื่อเ้าจะเข้าขอบเขตสุมารุอีกด้วยและสิ่งที่เ้าต้องทำก็เพียงแค่ตอบคำถามเล็กน้อยของข้าเท่านั้นซูเป่ยไม่มีทางรู้ว่าเ้าหักหลังเขาแน่นอน อีกหน่อยเ้าเป็คนของข้าแน่นอนว่าต้องได้ของพวกนี้อีกเรื่อย ๆ รับรองว่าข้าใจกว้างกว่าซูเป่ยมาก”
สีหน้าของเหยเซินเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องเขาลังเลครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนกับแรงจูงใจไม่ได้ “คำถามอะไร?”
อันเจิงนั่งนิ่ง ราวกับถามขึ้นอย่างเกียจคร้าน“ความสัมพันธ์ระหว่างติงเซิ้นซากับซูเฟยหลุนเป็อย่างไร”
เหยเซินตอบกลับ“ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกันทั้งนั้น ซูเฟยหลุนดูถูกติงเซิ้นซามาก ในความเป็จริงซูเฟยหลุนก็ดูถูกทุกคนนั่นแหละ แต่ติงเซิ้นซาเป็คนของซูเป่ย ซูเป่ยมักจะให้เขาไปจัดการปัญหาให้เสมอ”
อันเจิงพยักหน้า “งั้นก็ดี”
เขาชี้ไปที่โอสถบำรุง จากนั้นโอสถก็ลอยออกไปเหยเซินยื่นมือรับไว้แล้วกินลงไปอย่างรีบร้อน จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิเพื่อปรับสมดุลในร่างกายเขารู้ว่าตัวเองไม่มีทางเสียใจทีหลังอีก เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอันเจิงในเมื่อหนีไม่ได้ งั้นก็เปลี่ยนมาเป็พวกเดียวกันดีกว่า รอดตายทั้งยังได้ผลประโยชน์อีกด้วยส่วนคำถามที่อันเจิงถามเมื่อครู่ มันก็เป็เพียงการเตรียมต่อกรกับติงเซิ้นซาเท่านั้นสำหรับเขาไม่ได้มีผลกระทบอะไรอยู่แล้ว
อันเจิงหยิบโอสถสามมรกตสีแดงขึ้นมา“นี่เป็โอสถระดับสีแดง สามารถรักษาชีวิตเ้าได้หนึ่งครั้ง เพียงแค่เ้าไม่ตายไม่ว่าจะาเ็แค่ไหน เมื่อกินโอสถนี้เข้าไปก็จะมีชีวิตต่อได้ โอสถสามมรกตสีแดงโอสถห้ามรกตสีทอง โอสถเจ็ดมรกตสีม่วง คิดว่าเ้าก็คงจะเคยได้ยินอยู่บ้าง”
เหยเซินพยักหน้า “ใช่”
อืม...อันเจิงเปล่งเสียงออกมา“ซูเฟยหลุนกับซูเป่ยเป็อะไรกัน ในสำนักต้าติงมีใครอีกที่สนิทกับซูเฟยหลุน?”
เหยเซินรีบตอบกลับ “ในสำนักต้าติงมีคนของตระกูลซูอยู่มากแต่ถึงอย่างนั้น ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนในราชวงศ์ที่มาจากแคว้นจ้าว แต่ซูเฟยหลุนเป็ราชวงศ์ที่มาจากแคว้นจ้าวโดยตรงเป็หลานแท้ ๆ ของาาแห่งแคว้นจ้าว ซูไทเฮาเป็ป้าของซูเฟยหลุน ยังมีซูเฟยจิงซูเฟยหยิง ซูเฟยเทียน และซูเฟยจิ้ง พวกเขาเป็พี่น้องรุ่นเดียวกันแต่ไม่ใช่พี่น้องแท้ ๆ ตอนนั้นคนพวกนี้ต่างก็เป็คนที่ติดตามซูเฟยหลุนมา ชื่อทุกคนมีคำว่าเฟยก็เพราะ้าเรียกให้น่าฟังเท่านั้นตระกูลซูทำแบบนี้เพื่อให้คนอื่นนึกว่าราชวงศ์ของแคว้นจ้าวมาที่นี่หลายคน”
“ความจริงผู้คนเหล่านี้อาจมีมากกว่าครึ่งที่ไม่ใช่ตระกูลซูเลยด้วยซ้ำ แทนที่จะบอกว่าซูเฟยหลุนมาฝึกพลังวัตรในสำนักต้าติงควรบอกว่าเขามาสอดแนมจะถูกต้องกว่า ข่าวที่ถูกแพร่ออกไปจากแคว้นเยี่ยนล้วนเป็ซูเฟยหลุนที่ส่งข่าวกลับแคว้นจ้าวทั้งนั้น”
“อ้อ! ความหมายก็คือแคว้นจ้าวไม่ค่อยเชื่อถือซูไทเฮาจึงให้ซูเฟยหลุนมาจับตาดูงั้นสิ”
เหยเซินพยักหน้า “น่าจะเป็แบบนั้นรายละเอียดจริง ๆ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
อันเจิงส่งโอสถสามมรกตสีแดงไปเหยเซินรับเอาไว้ จากนั้นก็เก็บไว้ในเสื้ออย่างระมัดระวัง “ขอบคุณมาก”
อันเจิงส่ายหน้า “ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่า ขอแค่เ้าเชื่อฟังเ้าต้องได้ของดี ๆ ตอบแทนไม่น้อย ข้าไม่ใช่ซูเป่ย ถึงแม้เขาจะมีตำแหน่งสูง แต่ความใจกว้างเขาไม่อาจเทียบกับข้าได้สิ่งที่ข้าให้เ้า ต่อให้มีซูเป่ยห้าคนก็ให้เ้าไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นแค่โอสถิญญา เพียงช่วยข้าทำงานอย่างเต็มที่ อีกหน่อยข้าจะให้เ้ารู้จักคำว่าไม่ขัดสน”
ความจริงในใจของเหยเซินลังเลอยู่ไม่น้อย ตัวเขาต้องมาฟังคำสั่งจากเด็กหนุ่มงั้นหรือ?
หากซูเป่ยรู้เื่นี้แล้วละก็ เขาต้องถูกกำจัดแน่ๆ แต่โอสถิญญาเหล่านี้เป็ของจูงใจที่ใหญ่มากสำหรับเขา
ชั่วขณะหนึ่งเหยเซินคิดอยากทำงานให้อันเจิงจริงๆ แต่เพียงครู่เดียวความคิดนี้ก็ถูกปัดทิ้งไป ตระกูลซูมีอำนาจมากมายที่เขาไม่อาจต่อกรได้ฉะนั้นสิ่งที่เขาคิดก็คือ...รับปากอันเจิงไปก่อน จากนั้นค่อยหาโอกาสยืมมือให้ซูเป่ยเป็คนจัดการอันเจิงเองนี่ถึงเป็วิธีที่ดีที่สุด ตอนนี้แค่เอาโอสถิญญามาก่อนค่อยว่ากันเื่อนาคตก็อย่าเพิ่งไปคิดเลย
เขาคุกเข่าลงหนึ่งข้าง“ต่อไปข้าจะฟังคำสั่งจากท่านคนเดียว”
อันเจิงยิ้มเล็กน้อย“ข้าชอบคนแบบเ้าจริง ๆ เลย”
เขาหยิบโอสถิญญาวิมานออกมา “ดูเหมือนเ้าเกือบจะเข้าขอบเขตสุมารุแล้วใช่หรือไม่?”
เหยเซินพยักหน้า “ใช่...อีกไม่นานแล้ว”
“การข้ามขั้นนั้นอันตรายมาก โดยเฉพาะการข้ามจากขอบเขตจุติ์ไปขอบเขตสุมารุเพราะมันจะทำให้ลมปราณเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ตอนนั้นร่างกายจะอ่อนแอที่สุดหากบังเอิญเจอศัตรูแล้วละก็ คงต้องตายอย่างไม่มีข้อสงสัยแน่หากข้างกายเ้าไม่มีเพื่อนที่ไว้ใจได้คอยปกป้อง การที่เ้าเลือกโอสถมาช่วยรักษาสมดุลในร่างกายก็เป็ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว”
เขามองโอสถิญญาวิมานในมือ“ข้าเคยได้ยินมาว่า คนชั่วในเจียงหูมักจะไม่กล้าไปหาองครักษ์มาปกป้อง่ข้ามขั้นพลังแต่ก็มีบางคนที่ใจกล้าและไม่มีสหายข้างกาย พวกเขาเสียเงินไม่น้อยในการจ้างองครักษ์มาปกป้องผลสุดท้ายคนพวกนั้นถูกองครักษ์ฉีกเป็ชิ้น ๆ ข้าวของข้างกายถูกรื้อกระจัดกระจาย แล้วเ้าเล่าข้างกายมีสหายที่เชื่อใจได้แล้วหรือยัง?”
สีหน้าของเหยเซินเปลี่ยนไปทันที เขาไม่ได้ตอบกลับ
อันเจิงยิ้ม “ดูท่าแล้วคงไม่มี”
เขาโยนโอสถิญญาวิมานออกไป“ก่อนจะถามคำถามเ้าอีกหนึ่งข้อ ข้ามอบโอสถนี้ให้เ้าก่อนก็แล้วกัน”
เหยเซินรับโอสถเอาไว้ จากนั้นก็เก็บอย่างระมัดระวัง“ถามได้เลย”
อันเจิงเดินไปข้างเหยเซินจากนั้นก็ก้มหัวลงแล้วถาม “ข้าได้ยินว่าเ้ากำลังสืบเื่บางอย่างอยู่เห็นว่าเป็เื่ที่ซูเป่ยให้ความสำคัญมาก เป็เื่อะไรหรือ?”
เหยเซินไม่ได้นำการตายของซูเฟยหยิงมาเชื่อมโยงกับอันเจิงแม้แต่น้อยเขาเงียบเพื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็รู้สึกว่าคงไม่เป็อะไร ในเมื่อ้าความเชื่อมั่นจากอันเจิงเขาจึงตอบกลับอย่างซื่อสัตย์“ซูเฟยหยิงหายตัวไปนานมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอ จู่ ๆเมื่อวานก็มีคนบอกว่ารู้เื่การตายของเขา บอกว่ารู้ตัวคนที่ลงมือฆ่าซูเฟยหยิง แต่้าเงินหนึ่งแสนตำลึงเป็ข้อแลกเปลี่ยนข้ากำลังจะไปสืบเื่นี้อยู่พอดี ก็ถูก...”
“กล้าเรียกเงินจากตระกูลซูใครใจกล้าขนาดนั้นเชียว?”
เหยเซินลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ“เป็นางโลมในหงเยว่โหลว นางชื่อเสี่ยวเตี๋ย”
“เ้ารู้รึว่านางอยู่ที่ไหน?”
เหยเซินส่ายหน้า “ไม่รู้”
อันเจิงยิ้มน้อย ๆ “เ้าไม่ซื่อสัตย์ปกติข้าให้โอกาสเพียงแค่ครั้งเดียว ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเ้าตอบอีกครั้งหากได้ความเชื่อใจจากข้า อีกหน่อยเ้าต้องได้สิ่งดี ๆ ตอบแทนแน่นอนหากตอนนี้เ้าทำให้ข้าโมโห งั้นเ้าก็ต้องตายเสียเดี๋ยวนี้เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรทั้งนั้นและไม่สนว่าข้าจะสืบอะไรจากเ้าที่สำคัญคือพฤติกรรมของเ้า หากข้าจะวางสายลับไว้ในสำนักต้าติงสักคนคนคนนั้นต้องรายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสำนักต้าติงให้ข้าฟังทั้งหมด ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสเ้าตอบอีกครั้งและนี่ก็เป็โอกาสสุดท้าย”
สีหน้าเหยเซินเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง“คือ...”
อันเจิงนั่งลงอีกครั้ง“จะให้ข้าบอกแนวทางหน่อยหรือไม่? เ้าไม่รู้จริง ๆหรือว่าเสี่ยวเตี๋ยนั่นอยู่ที่ไหน?”
ตอนนี้เองที่เหยเซินรู้สึกว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กหนุ่มแต่เป็มารร้ายต่างหาก
เริ่มแรกที่เขาเจออันเจิงเขารู้สึกว่านั่นเป็เด็กหนุ่มที่อยู่ใต้แสงอาทิตย์ที่ส่องสว่างทุกการเคลื่อนไหวเป็เครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ ส่วนคนที่อยู่ในความมืดแบบเขาก็มักจะเคยชินกับการทำเื่ในที่ลับ ๆ ฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว่าอันเจิงเหมือนแสงแยงตาตัวเองยิ่งไปกว่านั้น ยังทำให้เขาเกลียดอันเจิงอีกด้วย แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา สายตาที่เปล่งประกายแสงสว่างนั้น ราวกับสามารถมองทะลุความมืดที่ซ่อนอยู่แม้แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของเขายังถูกอันเจิงเจอจนได้
“ข้า...” เหยเซินเงยหน้ามองอันเจิงเขาไม่แน่ใจว่าคนตรงหน้านี้กำลังหลอกเขาอยู่หรือไม่
แต่ทว่าเขาไม่กล้าดูถูกพลังของอันเจิงเพราะฟองอากาศที่ะเิออกมาก็บ่งบอกแล้วว่าอันเจิงเป็ผู้ที่มีพลังในขอบเขตสุมารุ
เมื่ออันเจิงเห็นว่าเขาไม่พูดจึงยกมือชี้ออกไป “ที่ข้ามาหาเ้าด้วยตัวเองนั่นไม่ใช่เพราะเ้าสำคัญ แต่ที่สำคัญคือซูเป่ย ในเมื่อเ้าไม่อยากทำงานนี้ข้าคิดว่าคงมีคนอยากทำแทนเ้าอยู่ไม่น้อย ข้าให้โอกาสเ้าแล้วนะ ความอดทนของข้าใกล้จะหมดลงเต็มที...”
“รอก่อน!”
เหยเซินะโออกมา “ข้าผิดไปแล้วข้าไม่ควรปิดบัง...ข้ารู้ว่าเสี่ยวเตี๋ยอยู่ที่ไหนเดิมทีข้าอยากจัดการเื่นี้ด้วยตัวเอง ให้ซูเป่ยออกเงินหนึ่งแสนตำลึงล่อเสี่ยวเตี๋ยออกมาจากนั้นก็กำจัดเสี่ยวเตี๋ยเสีย แล้วเก็บเงินเอาไว้เอง...ความจริงซูเป่ยไม่ดีกับข้าเลยข้าช่วยเขาจัดการอะไรตั้งมากมาย แต่เขากลับทำเหมือนข้าเป็เพียงสุนัขรับใช้ตัวหนึ่ง”
อันเจิงหรี่ตามองเหยเซิน “จะใช้อะไรเป็สิ่งยืนยันว่าเ้าไม่ได้โกหก?”
เหยเซินรีบตอบกลับทันที“ข้าไม่ได้โกหกท่านจริง ๆ ข้าไม่มีทางโกหกอีกแล้ว”
“เช่นนั้นบอกมาว่านางอยู่ที่ไหนคนของข้าจะไปสืบเอง แต่เ้าวางใจได้ เื่นี้มันไม่เกี่ยวกับข้าอยู่แล้ว เงินหนึ่งแสนตำลึงก็ไม่มีค่าอะไรกับข้าด้วยข้าแค่อยากได้ลูกน้องที่ซื่อสัตย์เท่านั้นเอง ไม่ใช่ลูกน้องที่ทรยศหน้าไหว้หลังหลอก”
“อยู่ที่...บ้านข้าเอง”
เหยเซินเหมือนลูกบอลที่ถูกตะปูเจาะจนลมรั่วออกมา “ในเมืองหลวงนี้เสี่ยวเตี๋ยไม่มีใครที่จะเชื่อใจได้เลย ฉะนั้นการจะหาตัวนางไม่ใช่เื่ยาก หลังข้าจับตัวนางได้ก็เอาไปซ่อนที่บ้าน”
อันเจิงพยักหน้า “ดีมาก”
เขาลุกขึ้นและเดินออกไปที่สวนหลังบ้าน“ความจริงข้ารู้ว่าใจเ้าคิดอะไรอยู่ รับมือกับเื่วันนี้ให้ได้ก่อน หลังจากนี้ค่อยหาวิธีมาจัดการข้าอย่างนั้นสินะ?เ้ารู้ว่าต่อให้ข้าจะแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็สู้อำนาจตระกูลซูไม่ได้ เ้าคิดไม่ผิดหรอก”
เหยเซินหน้าซีดทันที “ไม่นะข้าไม่ได้คิดแบบนั้น!”
“ช่างเถอะ โอสถที่ให้เ้าไปสามเม็ดมันคือยาพิษแน่นอนว่าเป็โอสถจริงที่ใส่ยาพิษเข้าไป ต่อให้จะเป็ยอดฝีมือก็ไม่มีทางแยกออกได้เม็ดแรกเป็พิษทำลายอวัยวะภายใน สองเม็ดหลังหากกินก็จะตายทันที และแน่นอนว่าข้ากินยาแก้พิษไว้แล้ววิธีแบบนี้ชั่วร้ายและมืดมนไปสักหน่อย ข้าไม่ชอบแต่ก็พอทำได้”
เหยเซินลุกขึ้นทันที “เ้ากล้าหลอกข้า!”
เขาะโออกมา จากนั้นก็เซไปมาแล้วล้มลง
ชายหลายคนเดินเข้ามาจากนั้นก็ขุดหลุมอย่างรวดเร็วแล้วทิ้งร่างของเหยเซินลงไป ที่ตรงนั้นเป็ที่ข้างหลุมฝังศพของซูเฟยหยิงนั่นเอง
