เล่มที่ 6 บทที่ 163 เผ่ากุ่ยิ
เมื่อสิ้นเสียงดังกัมปนาท บนพื้นก็เกิดเป็รอยกรงเล็บขนาดใหญ่ หลังจากที่กรงเล็บปีศาจปรากฏออกมา หมอกควันดำก็เจือจางลง ก่อนจะมีเงาเลือนรางที่สูงเกือบสามจ้างปรากฏขึ้นมา
หลินเฟยเห็นภาพเบื้องหน้าก็ถอยร่นออกมาด้วยความรวดเร็ว สองคิ้วขมวดปมแน่น ‘เกือบบรรลุขั้นกุ่ยหวังจริงๆ ด้วย…’
อสุรกายตนหนึ่งเดินออกมาท่ามกลางหมอกควันดำ รูปร่างของมันเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เป็เพียงเงาอสูรที่ลอยไปลอยมา บัดนี้ได้กลายสภาพเป็กายอสูรที่แท้จริงแล้ว ทั่วทั้งร่างยังเปล่งประกายแวววาวราวกับโลหะ เปลวไฟอสูรสีเขียวในดวงตาก็ลุกโชน บนหน้าผากก็มีก้อนเนื้อปูดโปนคล้ายเนื้องอกอยู่สองข้าง เหนือก้อนเนื้อทั้งสองยังมีเส้นสีขาวพาดผ่าน ดูเผินๆ คล้ายกับคิ้วสีขาวก็ว่าได้…
หลังจากเห็นร่างจริงของมันหลินเฟยก็เข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเพราะเหตุใดอีกฝ่ายที่ยังไม่บรรลุขั้นกุ่ยหวัง กลับมีพลังใกล้เคียงกับอสุรกายขั้นกุ่ยหวังเช่นนี้
เพราะก้อนเนื้อที่หน้าผากของมันและเส้นสีขาวที่พาดผ่านบริเวณเหนือก้อนเนื้อของมัน ทั้งหมดนี้เป็ลักษณ์เฉพาะของเผ่ากุ่ยิานั่นเอง…
เ้าอสุรกายตนนี้สืบเชื้อสายบางส่วนมาจากเผ่ากุ่ยิา ตามตำนานบันทึกไว้ว่า ผู้ที่สืบสายเือันแข็งแกร่งของเผ่ากุ่ยิาที่แท้จริง ก้อนเนื้อเหนือหน้าผากจะแตกออกกลายเป็เขา เ้าอสุรกายตนนี้จึงมีสายเืไม่บริสุทธิ์ สงสัยคงจะสืบทอดมาเพียงเศษเสี้ยวเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีพลังเพียงพอที่จะล่มฟ้าล่มปฐีเลยทีเดียว
เพราะเผ่ากุ่ยิาเป็หนึ่งในร้อยาที่แข็งแกร่งที่สุด...
เผ่ากุ่ยิมีประวัติความเป็มายาวนาน จนไม่มีใครรู้ระยะเวลาที่แน่ชัดเจน แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เผ่ากุ่ยินี้มีความเป็มาที่ยาวนานกว่าเผ่ามนุษย์
ตำนานบันทึกไว้ว่า เผ่ากุ่ยิเกิดขึ้นั้แ่ตอนบุกเบิกฟ้าดิน ไอหยินสายแรกได้รวมตัวกันจนเกิดเป็เผ่ากุ่ยิ จากนั้นก็ค่อยๆ สืบทอดต่อเนื่องกันมา
เผ่าพันธุ์นี้มีพลังแก่กล้าโดยกำเนิด ไม่จำเป็ต้องบำเพ็ญทั้งจิติญญาหรือกายเนื้อ แต่กลับมีพลังทั้งหยินและหยาง มีอายุยืนยาว หลังจากสิ้นอายุขัย ก็จะสลายกลายเป็ไอหยินกลับคืนสู่ฟ้าดิน
เพราะเหตุนี้ตอนที่แดนเซียนและยมโลกยังไม่ถือกำเนิด เผ่ากุ่ยิจึงเป็ใหญ่ในพิภพหลัวฝู เป็ผู้นำของร้อยเผ่าา และใน่ยุครุ่งเรืองที่สุดนั้น ถึงกับสามารถรวบเอาพิภพน้อยต่างๆ นับพันเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของตนเองได้เลย
นอกจากนี้ตำนานยังบันทึกไว้ว่าสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันร้ายกาจของเผ่าพันธุ์ที่สุด ก็คือตอนที่าาของเผ่าปรากฏตัวพร้อมลูกสมุนนับร้อย
ทุกครั้งที่พวกมันปรากฏตัว ไม่ว่าจะเป็เผ่าาอื่นๆ หรือสัตว์ต่างๆ ล้วนต้องล่าถอยออกห่างนับร้อยลี้ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เพราะทุกครั้งที่าาเผ่ากุ่ยิปรากฏกายออกมา ไม่มีใครหน้าไหนกล้าขวางกั้นแม้แต่น้อย ต่อให้เส้นทางที่พวกเขาผ่านจะเป็วังของเผ่าอื่นก็ตาม เผ่านั้นก็จะต้องทลายวังตนเองทิ้งไปเสีย เพื่อให้าาเผ่ากุ่ยิข้ามผ่านไปนั่นเอง
ความหยิ่งใหญ่นี้คงอยู่ยาวนานจนยากจะมีใครเทียบ ทว่าเมื่อแดนเซียนถือกำเนิดขึ้น จึงสามารถสยบความโอหังนี้ลงได้ เพราะแดนเซียนมีพลังที่สูสีสามารถคานอำนาจกับเผ่ากุ่ยิได้
ถ้าไม่รนหาที่ตายก็ย่อมจะไม่ตาย ไม่รู้ว่าในเวลานั้นเผ่ากุ่ยิกินยาผิดสำแดงอะไรมา ถึงได้ใจกล้าบ้าบิ่น คิดจะทำลายพิภพหลัวฝูให้กลายเป็นรกบนดิน ้าหลอมทุกชีวิตให้กลายเป็อสุรกายให้หมด…
การที่เผ่ากุ่ยิคิดทำเช่นนี้ เผ่าาอื่นๆ ล้วนไม่ยอมเป็แน่ และในตอนนั้นเอง เผ่ามนุษย์เซียนก็ถือโอกาสนี้ลุกฮือขึ้นมาและนำพาเผ่าาทั้งหมดล้มเผ่ากุ่ยิ จากนั้นเผ่ามนุษย์เซียนก็ขึ้นปกครองเหนือเผ่าาทั้งปวงในที่สุด…
ถึงแม้เผ่ากุ่ยิจะสูญสิ้นไปนานแล้ว แต่ก็เคยปกครองพิภพหลัวฝูและพิภพน้อยต่างๆ นับพัน จึงทำให้มีสายเืหลงเหลืออยู่
แม้แต่ในชาติที่แล้ว หลินเฟยเองก็เคยได้ยินผู้าุโท่านหนึ่งกล่าวไว้ าาอสุรกายกุ่ยตี้ห้าทิศ ก็สืบสายเืมาจากเผ่ากุ่ยิเช่นกัน จากนั้นก็ไม่เคยได้ยินอีกเลยว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นสืบสายเืเผ่านี้มา
หลินเฟยคิดไม่ถึงเลยว่า อสุรกายตนนี้จะสืบสายเืมาจากเผ่ากุ่ยิ แถมยังสำแดงร่างจริงที่มีลักษณะพิเศษของเผ่าพันธุ์ออกมาได้อีกด้วย…
ความคิดมากมายแวบเข้ามาในหัวของเขา สีหน้าและแววตาหลินเฟยเผยความเคร่งเครียดออกมาชัดเจน อสุรกายตนนั้นก้าวออกมาอีกครั้ง ทุกครั้งที่ก้าวเดิน พื้นดินก็จะสั่นะเื เพราะมันลงเท้าแต่ละก้าวด้วยน้ำหนักมหาศาล จึงเกิดเป็รอยเท้าที่มีหมอกควันดำลอยขึ้นมาทีเดียว…
หลินเฟยโคจรพลังปล่อยปราณกระบี่ซีรื่อออกมา ลำแสงราวแสงตะวันสาดส่องไปยังรางอสุรกายทันที ทำให้ไออสูรปั่นป่วนไปหมด ทันใดนั้นอสุรกายที่กำลังมุ่งหน้าเข้ามาก็หยุดชะงักไปทันที เพียงพริบตาเดียวก็มีเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากบริเวณหว่างคิ้วของเ้าอสุรกาย ที่หว่างคิ้วของมันมีโลหิตสีดำปรากฏออกมา ส่วนปราณกระบี่ซีรื่อก็กลับถูกดีดกระเด็นออกไป
ทว่าพริบตาต่อมา าแที่หว่างคิ้วก็เยียวยาตนเองทันที เ้าอสุรกายระบายรอยยิ้มแสนอัปลักษณ์ออกมา ก่อนจะก้าวเดินต่อไป บัดนี้แขนขาและบริเวณหน้าอกของมันมีอักขระสีดำลึกลับเผยขึ้นมา เพียงครู่เดียวอสุรกายก็หายวับไปกับตา…
ก่อนจะมาปรากฏอยู่ที่ด้านหลังของหลินเฟย กรงเล็บอันแหลมคมทั้งสองกำลังพุ่งตรงเข้ามาที่หัวของหลินเฟย
ลำแสงที่ราวกับแสงตะวันที่รายล้อมอยู่รอบตัวหลินเฟยกลายสภาพเป็ปราณกระบี่คมกริบ สะบั้นเข้าใส่กรงเล็บปีศาจทันที บัดนี้ทั่วทั้งกรงเล็บของมันเต็มไปด้วยาแมากมาย แต่เ้าอสุรกายยังคงยิ้มร่าอย่างไม่ยี่หระ แถมยังคว้าลำแสงเอาไว้ ก่อนจะบีบจนลำแสงนั้นจนแตกละเอียด…
หน้าผากของหลินเฟยในตอนนี้มีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาทั่วบริเวณ แววตาเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม หากไม่ได้เร่งโคจรพลังเคลื่อนที่ในพริบตาละก็ เกรงว่าป่านนี้คงจะตายไปแล้ว…
เพราะสืบสายเืจากเผ่ากุ่ยิ แน่นอนว่าเ้าอสุรกายยังสืบทอดพลังมาอีกด้วย ถึงกับสามารถข้ามผ่านห้วงหยินหยางได้ในพริบตา แต่ก็ไม่อาจผ่านได้โดยตรง ต้องอาศัยช่องหว่างระหว่างหยินหยางเท่านั้น บัดนี้จึงสามารถหายตัวได้ในพริบตา…
และมันก็ทำเช่นเดิม หลังจากที่อักขระลึกลับปรากฏขึ้น มันก็หายตัวไปอีกครั้ง…
จู่ๆ บริเวณด้านหลังก็มีสายลมวาบขึ้น หลินเฟยวาดมือบงการปราณกระบี่ซีรื่อให้กลายเป็แสงตะวันเจิดจ้า เพื่อสาดส่องดูว่าเ้าอสุรกายหลบซ่อนตัวที่ใด
ชั่วขณะที่ลำแสงกระทบกายของมัน ร่างของอสุรกายก็บิดเบี้ยวไปเล็กน้อย ก่อนจะเลือนรางกลายเป็เงาสายหนึ่ง ลำแสงอันร้อนแรงพุ่งทะลุเงานั้นทันที ทว่าเ้าอสุรกายก็แค่ชะงักไปชั่วครู่เท่านั้น
ไม่นานกรงเล็กปีศาจก็เริ่มก่อตัว จ้วงแทงไปที่หลินเฟยอย่างรุนแรง…
ร่างของหลินเฟยลอยกระแทกเข้ากับกำแพง หลังจากร่วงกระแทกพื้นแล้ว เขาก็กระอักเืคำโตออกมา ใบหน้าของเขาในตอนนี้ถือว่าเคร่งเครียดจนถึงที่สุดแล้วก็ว่าได้
‘ช่างมีพลังร้ายกาจจริงๆ…’
นอกจากสามารถข้ามผ่านห้วงหยินหยางได้ตามใจชอบแล้ว มันยังสามารถควบคุมร่างอวตารได้อีกด้วย บางครั้งเป็ร่างจริง บางครั้งก็เป็เพียงเงา บางครั้งก็ใกล้จะถึงตัวแล้วแท้ๆ แต่กลับกลายเป็เงาเสียได้…
หากไม่ใช่เพราะปราณกระบี่ซีรื่อสามารถกดข่มอสุรกายตนนี้ได้ละก็ เกรงว่าตนเองคงจะตายไปนานแล้ว…
หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ เ้าอสุรกายก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง และก็เป็ร่างจริงสลับเงาเช่นเดิม หลังจากลำแสงกระบี่พาดผ่าน หลินเฟยที่ใบหน้าซีดขาวก็ปรากฏตัวออกมายังจุดที่ไกลออกไปนับสิบจ้าง…
------------------------------------------------------------------------------------------------------------
