เนี่ยเทียนค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการฝึกฝน
หลังจากผ่านการฝึกฝนอย่างยากลำบากในครั้งนี้ น้ำวนเปลวเพลิงในมหาสมุทริญญาของเขาก็ขยายขนาดมากกว่าก่อนหน้านี้เกือบสามเท่า
ไม่เพียงเท่านี้ เนื่องจากการชุบหลอมของเส้นผลึกเพลิงพิภพหนึ่งเส้น ความรู้ที่เขามีต่อพลังเปลวเพลิงจึงเปลี่ยนมาเป็ลึกซึ้งอีกเยอะมาก
สำหรับคาถาวิเศษเพลิงร้อน จุดที่ยากทำความเข้าใจหลายจุดก็คล้ายได้รับคำตอบ ทำให้เขามีความรู้ใหม่ต่อคาถาวิเศษเปลวเพลิงนี้
เขาแอบรู้สึกว่าอีกไม่นานเท่าไหร่นัก เขาก็น่าจะสามารถฝ่าทะลุขอบเขตปัจจุบัน เหยียบย่างเข้าสู่ท้าย์่กลางได้
“เกราะัเพลิง เส้นผลึกเพลิงพิภพ...”
เขาขมวดคิ้ว ปลดปล่อยกระแสจิตออกไปหนึ่งกลุ่มเพื่อรับัักับเกราะัเพลิงในกำไลเก็บของ มองเห็นเปลวเพลิงที่เกราะัเพลิงปลดปล่อยออกมาก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น
เขาเชื่อว่าวัตถุิญญาที่อยู่ในเกราะัเพลิงเองก็กำลังใช้วิธีการอย่างหนึ่งที่ตอนนี้เขายังไม่เข้าใจย่อยความลึกลับของเปลวเพลิงที่นาบประทับอยู่ในเส้นผลึกเพลิงพิภพเ่าั้
รอจนเกราะัเพลิงและิญญาวัตถุกลั่นหลอมเส้นผลึกเพลิงพิภพจากเทือกเขาชื่อเหยียนได้หมดแล้ว มันก็น่าจะฟื้นตื่นได้อย่างแท้จริง
เมื่อถึงเวลานั้น การสื่อสารระหว่างเขาและิญญาวัตถุในเกราะัเพลิงก็น่าจะง่ายกว่าตอนนี้เยอะมาก
“เ้าตื่นแล้วหรือ?”
หลังจากเขาลืมตา เฟิงหลัวแห่งสำนักโลหิตก็พลันหันมามอง
เนี่ยเทียนพยักหน้า “พวกท่านเป็อย่างไรกันบ้าง?”
“คิดจะฟื้นตัวเต็มที่เกรงว่าคงเป็ไปไม่ค่อยได้เท่าไหร่นัก” เฟิงหลัวยิ้มขื่น “การต่อสู้สองครั้งระหว่างข้าและจ้าวโม่ผู้นั้นทำให้ข้าเสียพลังชีวิตไปมาก เนี่ยเทียน พวกเราจำเป็ต้องไปจากที่แห่งนี้แล้ว ข้ากังวลว่าจ้าวโม่จะมาที่นี่อีกรอบแน่นอน ซึ่งครั้งหน้าเขาอาจจะหาวิธีรับมือกับอาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงิญญาชิ้นนั้นของเ้าได้แล้ว”
“อืม ไม่ควรอยู่ที่นี่นานเกินไปจริงๆ นั่นแหละ” เนี่ยเทียนก็เห็นด้วย
“เสี่ยวถง! เจิ้งปิน!” เฟิงหลัวตวาดเบาๆ เรียกให้คนทั้งสองที่ยังอยู่ในการฝึกฝนให้ตื่นขึ้น จากนั้นถึงได้พูดว่า “ไปจากที่นี่กันก่อน อย่าให้จ้าวโม่ผู้นั้นหาเจอได้ง่ายๆ รอจนพวกเราพบสถานที่ที่ปลอดภัยแล้วทุกคนค่อยฟื้นตัวอีกครั้ง”
หลังจากได้ยินประโยคนี้ อวี๋ถงและเจิ้งปินต่างก็ทยอยกันลุกขึ้นยืน
“พวกเ้ามาจากทางไหน?” เฟิงหลัวถาม
เนี่ยเทียนชี้ไปยังทิศทางที่พวกเขาจากมา “ทางนั้น”
“ทางนั้นสถานการณ์เป็อย่างไรบ้าง?” เฟิงหลัวถามอีกครั้ง
“ไม่มีสถานการณ์อะไร” เนี่ยเทียนตอบรับ “พวกเราอยู่บนอุกกาบาตก้อนหนึ่งนานมาก ไม่เจอผู้แข็งแกร่งจากอาณาจักรอื่น และก็เพราะว่าไม่มีใครอยู่พวกเราถึงได้จากมา ลองมาตรวจสอบทางฝั่งนี้ที่พวกท่านอยู่”
“ไม่ใช่ว่าไม่มีสถานการณ์อะไรหรอก” เฟิงหลัวส่ายหัว บอกความจริงกับเขา “สถานการณ์ทางฝ่ายของพวกเ้า... ได้ถูกพวกเ้าจัดการไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหินก้อนนั้นถึงได้สงบสุข”
“หมายความว่าอย่างไร?” เจิ้งปินเอ่ยถามด้วยความตะลึง
เฟิงหลัวอธิบาย “ตามคำบอกของจ้าวโม่ ก่อนหน้าที่พวกคนต่างอาณาจักรจะเข้ามาในประตู์ได้มีการตกลงกันเป็ส่วนตัวมาก่อนแล้วว่าหากเข้ามาในประตู์เมื่อใด พวกเขาจะกระจายตัวกันไปอยู่คนละขอบเขต และทุกคนของอาณาจักรหลีเทียนที่อยู่ในขอบเขตนั้นๆ ก็ล้วนเป็เหยื่อของพวกเขา”
“ขอบเขตที่พวกเ้าอยู่น่าจะเป็ของเจี่ยเผิง เขารับผิดชอบจัดการคนของอาณาจักรหลีเทียนอยู่ตรงนั้น”
“ทางฝ่ายของพวกเราเป็ของจ้าวโม่ ข้าได้ยินจ้าวโม่พูดว่ายิ่งห่างออกไปไกล เขตหินอุกกาบาตหนึ่งแห่งที่อยู่ใกล้กับเขาเป็ของถังหยางที่มาจากอาณาจักรอั้นิเหมือนกัน”
“เ้าพวกคนต่างอาณาจักรเ่าั้ล้วนมองพวกเราเป็เหยื่อที่มีไว้ล่า ต่างคนต่างแยกกันไปฆ่า”
“พวกเราล้วนเป็เหยื่อของพวกเขา?” เจิ้งปินแค่นเสียงหนึ่งครั้ง กล่าว “ข้าว่าก็ไม่แน่เสมอไปหรอก เ้าเจี่ยเผิงผู้นั้นก็ไม่ใช่ว่าถูกพวกเราฆ่าไปแล้วหรอกหรือ?”
“อืม ใครเป็เหยื่อของใคร สุดท้ายยังต้องดูที่ฝีมือต่างหาก” เฟิงหลัวมองไปยังทิศไกล คล้ายกำลังแยกแยะทิศทาง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พูดว่า “พวกเราไปทางนั้นกันเถอะ หวังว่าพวกเราจะโชคดีได้เจอกับผู้แข็งแกร่งคนอื่นของอีกเจ็ดสำนัก หลังจากรวมตัวกับพวกเขาแล้ว เวลาที่พวกเราต่อสู้กับคนต่างอาณาจักรถึงจะมีความเป็ไปได้ที่จะชนะมากขึ้น”
“ตกลง” เนี่ยเทียนและเจิ้งปินแสดงออกว่าเห็นด้วย
จากนั้น ภายใต้การนำทางของเฟิงหลัว พวกเขาก็ไปจากสถานที่เดิม มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เฟิงหลัวเลือก
ระหว่างนั้นเฟิงหลัวคอยปลดปล่อยกระแสจิตออกไปอย่างต่อเนื่อง รับััอย่างระวัง เพราะกลัวว่าหากไม่ระวังจะเจอเข้ากับคนต่างอาณาจักรที่แข็งแกร่งไม่ต่างจากจ้าวโม่
ยังดีที่พวกเขาโชคดีไม่น้อย ตลอดทางที่เดินมา พวกเขาไม่ได้เจอความเคลื่อนไหวผิดปกติใดๆ
หลังจากข้ามหินอุกกาบาตใหญ่ั์ติดต่อกันแปดก้อน พวกเขาสี่คนก็มาถึงหินอุกกาบาตขนาดั์เย็นเยียบทรงวงรีก้อนหนึ่ง
“มีศพหนึ่งศพ!”
เฟิงหลัวที่ตาแหลม แม้จะอยู่ห่างไกลมากก็ยังมองเห็นศพหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตายมานานเท่าไหร่แล้ว
ศพนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็ผู้ประลองของสำนักภูตผี ร่างของคนผู้นั้นเย็นชืด หน้าอกเป็รูโบ๋คล้ายถูกอาวุธแหลมคมแทงทะลุตายคาที่
รูปประตู์บนหลังมือของเขาหายไปแล้ว กำไลเก็บของบนข้อมือก็ถูกคนชิงไปด้วย
“หวังลั่ว กลาง์่ท้าย!”
พอเข้ามาใกล้ เฟิงหลัวมองปราดเดียวก็จำคนผู้นั้นได้ทันที
“ตายมานานมากแล้ว” เจิ้งปินเดินขึ้นหน้าไปใกล้ ก้มหน้าลงสำรวจอย่างละเอียดครู่หนึ่ง กล่าว “ดูท่าแล้วพื้นที่แห่งนี้น่าจะมีคนต่างอาณาจักรอยู่”
ใบหน้าของอวี๋ถงมีความมืดมนปกคลุม กล่าว “ยังจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่?”
มาถึงเวลานี้ เนี่ยเทียนและเจิ้งปินต่างก็ฟื้นคืนพละกำลังนานแล้ว แม้ว่าเฟิงหลัวและอวี๋ถงจะไม่บรรลุถึงสภาพสมบูรณ์พร้อมเต็มที่ ทว่าต่างก็มีแรงพอให้ต่อสู้ได้
หากเดินมุ่งหน้าไปอีก ถ้าไม่ผิดไปจากที่คาด พวกเขาต้องพบเจอกับผู้แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งของต่างอาณาจักรแน่นอน
ถึงเวลานั้น พวกเขาย่อมต้องเผชิญหน้ากับการท้ารบอีกครั้ง
“กลัวอะไร?” เนี่ยเทียนไร้ซึ่งความเกรงกลัว “ก่อนหน้าที่พวกเราจะมาประตู์ก็ควรคาดเดาได้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เป้าหมายที่พวกเราเข้ามาก็ไม่ใช่เพื่อให้คนต่างอาณาจักรพวกนั้นรู้ว่าอาณาจักรหลีเทียนของพวกเราไม่ได้โจมตีได้ง่ายขนาดนั้นหรอกหรือ? ในเมื่อผู้าุโของพวกเขาต่างก็คิดจะฮุบอาณาจักรหลีเทียนดีนัก ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ฆ่าพวกเขาให้เกลี้ยงเสียั้แ่ตอนอยู่ในประตู์นี่แหละ!”
เฟิงหลัวพยักหน้าแรงๆ สายตาที่เขามองมายังเนี่ยเทียนไม่ได้ปกปิดความชื่นชมอีกต่อไปแล้ว “ข้าไม่คลางแคลงในสายตาของผู้าุโอูอีกแล้ว! เ้ามีเพียงแค่ตบะท้าย์ แม้จะไม่รู้ว่ามีวิธีการแปลกประหลาดอะไรติดตัว ทว่าเ้ากลับเข้าใจความตื้นลึกหนาบางของตัวเองดี ก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกแค่ว่าเ้าหื่นกาม แต่ตอนนี้ข้ารู้แล้วว่าเ้ายังกล้าหาญมากด้วย!”
ตอนที่เขาพูดว่าหื่นกาม ใบหน้าของอวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตแดงก่ำ
อวี๋ถงถลึงตาใส่เฟิงหลัวก่อนหนึ่งครั้ง จากนั้นก็หันมามองเนี่ยเทียนอย่างดุดัน “เ้าคนแซ่เนี่ย! เื่ของข้ากับเ้ายังไม่จบ! ออกไปจากประตู์เมื่อใด ระหว่างพวกเรายังต้องต่อสู้กันให้รู้ดำรู้แดง!”
“ฮะแฮ่ม!” เนี่ยเทียนไอแห้งๆ สองครั้ง กล่าว “เ้าต้องรู้นะว่าทุกครั้งที่เ้าแพ้ด้วยน้ำมือข้า เ้าจะเจอกับ...”
พอได้ยินคำพูดเช่นนี้ อวี๋ถงก็เดือดปรี๊ดขึ้นมาทันควัน แสยะปากกางเล็บคล้ายจะลงมือ
“พอแล้วๆ!” เฟิงหลัวรีบห้าม “พวกเ้าสองคนนี่ก็จริงๆ เลย นี่มันเวลาอะไร? ยังจะลับฝีปากกันอีกหรือไง?”
เกรงว่าจะควบคุมคนทั้งสองไม่ให้ตีกันไม่ได้ เฟิงหลัวจึงรีบชี้ทิศทางแล้วมุ่งหน้าต่อทันที
เจิ้งปินเหมือนจะมองออกถึงอะไรบางอย่าง เขาใช้สายตาคลุมเครือมองไปที่อวี๋ถงและเนี่ยเทียน แล้วอยู่ๆ ก็หัวเราะหึหึเบาๆ จากนั้นก็ไล่ตามเฟิงหลัวไป
“เ้าคนแซ่เนี่ย! ฝากไว้ก่อนเถอะ!” อวี๋ถงขู่เสียงเ็า
เนี่ยเทียนไม่เกรงกลัวแม้แต่นิด กล่าว “เ้าคิดว่าข้ากลัวเ้ารึ? ข้าจะบอกเ้าั้แ่ตอนนี้เลยนะว่าหากครั้งหน้าเ้าแพ้ข้าอีกครั้ง ข้าก็จะยัง...” สายตาเขาเปล่งประกายแสงแปลกประหลาด จ้องเขม็งมาที่หน้าอกอวบอิ่มของอวี๋ถงอย่างโจ่งแจ้ง จากนั้นก็หัวเราะฮ่าๆ เสียงดังแล้วลอยตัวขึ้นไปบนฟ้า
“เ้าคนแซ่เนี่ย! ข้าจะฆ่าเ้า!” อวี๋ถงกรีดร้องไล่ตามไป
คนทั้งสองไล่กวดกันตามหลังเฟิงหลัวและเจิ้งปินอยู่ครู่หนึ่ง อวี๋ถงก็คล้ายถูกเขากระตุ้นจนสูญเสียการควบคุม บนร่างมีแสงสีเืเป็เส้นๆ โอบล้อมอีกครั้ง
ดวงตาของนางก็เปลี่ยนมาเป็แดงฉานน่าพิศวง นี่ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้นางเปลี่ยนมาดุดัน กลับกลายเป็ว่ายิ่งแผ่เสน่ห์ชวนลุ่มหลงออกมา
“พอแล้ว!”
อยู่ๆ เฟิงหลัวก็ตวาดขึ้นมาเสียงหนัก เขาที่อยู่ด้านหน้าสุดหยุดชะงักกะทันหัน
บนหินก้อนหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าเขา ผู้ฝึกลมปราณของสำนักโลหิตคนหนึ่ง ศีรษะและร่างหลุดออกจากกัน เืสดที่ไหลจากลำคอจับตัวเป็น้ำแข็งนานแล้ว
“ท่านลุงหัน!”
อวี๋ถงกระหืดกระหอบ ตอนที่มองเห็นศพของสำนักโลหิตศพนั้นก็พลันกรีดร้องเสียงแหลม
นางไม่มีอารมณ์มาสนใจเนี่ยเทียนอีกแล้ว
“หันเห้อมีตบะต้น์่ต้นเช่นเดียวกับข้า ไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกฆ่าได้” ั์ตาเฟิงหลัวเผยความเ็ป เขาเดินเข้าไปหยิบเอาศีรษะที่ถูกตัดออกของคนผู้นั้นวางลงบนลำคอเบาๆ ให้ศพเขามองดูแล้วอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ จากนั้นถึงได้จ้องไปเบื้องหน้าด้วยสายตาดุดัน “ครั้งนี้อย่างไรพวกเราก็ต้องเดินหน้าต่อ ไม่ว่าคนที่รออยู่เบื้องหน้าจะเป็ใครก็ตาม!”
“บัดซบ! พวกมันฆ่าท่านลุงหัน!” ดวงตาคู่งามของอวี๋ถงมีแสงสีเืเปล่งประกาย
“ฟิ้ว!”
เฟิงหลัวไม่คิดจะอำพรางร่องรอยอีก เขาพลันลอยตัวขึ้นสูงกลางอากาศแล้วพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
พวกเนี่ยเทียนก็ตามไปติดๆ
ระหว่างนี้พวกเขายังเห็นศพอีกหลายศพ ศพเ่าั้มาจากสำนักภูตผีและสำนักโลหิต และยังมีคนของอารามเสวียนอู้และหุบเขาเทา
ในบรรดานั้น ผู้ที่มีความสามารถสูงที่สุดคือผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์่กลางคนหนึ่งของหุบเขาเทา
แม้แต่เนี่ยเทียนที่ไร้ซึ่งความหวาดเกรง พอมองเห็นศพของผู้แข็งแกร่งมากมายนอนกองอย่างน่าเวทนาอยู่บนหินเย็นเฉียบ ในใจก็มีเงาดำชั้นหนึ่งขึ้นมาปกคลุม
คนตายเ่าั้ แต่ละคนล้วนมีตบะแข็งแกร่งกว่าเขา ทว่ากลับถูกฆ่าหมดทุกคน
เขาเชื่อว่าคนต่างอาณาจักรที่อยู่ในขอบเขตนี้จะต้องแข็งแกร่งมากอย่างแน่นอน หรือบางทีอาจเป็บุคคลที่ร้ายกาจยิ่งกว่าเจี่ยเผิงและจ้าวโม่เสียอีก
คนผู้นั้น... มีความเป็ไปได้มากว่ามีตบะต้น์่ท้าย
ด้วยศักยภาพของพวกเขาสี่คน เผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์่ท้ายที่มาจากต่างอาณาจักร สุดท้ายแล้วจะสามารถเอาชนะได้หรือไม่ เขาเองก็ไม่มีความมั่นใจเหมือนกัน
แต่เขากลับรู้ว่าเฟิงหลัวและอวี๋ถงที่เห็นสหายร่วมสำนักถูกสังหารอย่างโเี้ย่อมไม่พิจารณาถึงผลร้ายที่จะตามมาอีกต่อไปแล้ว
ในสายตาของเฟิงหลัวและอวี๋ถง ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ใคร ทรงพลังมากเพียงใด พวกเขาก็ล้วนยืนหยัดที่จะเดินหน้าต่อ
“น่าจะอยู่ที่หินก้อนนั้น!”
เฟิงหลัวพลันะโขึ้นมาด้วยความใ มองเห็นหินอุกกาบาตที่ห่างออกไปไกลซึ่งเห็นได้ชัดว่าใหญ่ั์ยิ่งกว่าหินในบริเวณใกล้เคียงเกือบห้าเท่า ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
เนี่ยเทียนที่แม้ว่าจะมีความสามารถในการมองเห็นโดดเด่นกว่าใคร แต่ขอบเขตต่ำต้อย จึงเพิ่งจะมองเห็นหลังเขา
เนี่ยเทียนเองก็ตะลึงพรึงเพริดเช่นกัน
เขามองเห็นว่าบนหินอุกกาบาตที่ใหญ่มโหฬารเกินจะเปรียบนั้น มีเมืองคูน้ำที่ผุพังแห่งหนึ่งตั้งอยู่!
-----
