ครั้นมองดูชุดที่คนตรงหน้าสวมใส่ในยามนี้ จริงอยู่ที่ทำจากผ้าฝ้ายธรรมดา
ทว่าล้วนแต่เป็ของใหม่ ฝีเข็มประณีตยิ่งนัก ้ายังปักด้วยลายต้นไผ่สีเขียวมรกตอันงดงาม
เสื้อผ้าเช่นนี้จะใช่ผ้าที่คนในครอบครัวธรรมดาสามารถหาซื้อได้อย่างไร?
หากให้โรงเย็บผ้าตัดชุดเช่นนี้สักหนึ่งชุด กล่าวให้ดูน้อยยังต้องใช้เงินกว่าห้าถึงหกสิบตำลึงเลยกระมัง?
คนโง่เขลาเบาปัญญาผู้นี้ไปเอาเงินมาจากที่ใดกัน?
หรือว่าภายในจวนมีเงินทองแล้ว จึงรักษาอาการของต้าส่าแล้วซื้อเสื้อผ้าให้เขา?
ในเมื่อภายในจวนมีเงินแล้ว วันนี้ต้าส่ามายังสำนักศึกษาด้วยเหตุใด? จะมาเรียกตนกลับไปหารือเื่อันใดเช่นนั้นหรือ?
หรือท่านพ่อท่านแม่บอกให้อีกฝ่ายนำเงินมาส่งให้ตน?
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอเจิ้งเป่ยพลันเปลี่ยนเป็เอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “ต้าส่า เ้าไม่โง่แล้วหรือ? ภายในจวนจ่ายเงินมากเพียงใดจึงรักษาเ้าจนหายได้?
วันนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ให้เ้านำเงินมาให้ข้ากระมัง?”
เคอเจิ้งตงไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย เพราะต้วนต้าหลางได้กำชับเอาไว้ก่อนออกจากจวนแล้วว่า
เมื่อเข้าไปในสำนักศึกษา หากอยากให้ผู้อื่นให้เกียรติตน จำต้องเชื่อมั่นในตนเอง เคารพตนเอง และรักตนเอง
ต้องทำให้ผู้คนค่อยๆ หลงลืมฉายา ‘ต้าส่า’ นี้ ส่วนวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ลืมก็คือความมุมานะบากบั่นด้วยตนเอง
โยวหรานเคยบอกเอาไว้ว่า ผู้อื่นมิอาจมอบสิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่ต้องแย่งชิงมาด้วยตนเอง
นอกจากนี้เมื่อวานเคอเจิ้งตงยังตามเคอโยวหรานออกไปข้างนอก ได้เรียนรู้เื่ต่างๆ มาไม่น้อย ยังไม่เอ่ยถึงว่าสามารถเรียนรู้ได้สิบจากสิบส่วน แต่โดยรวมควรจะทำอย่างไร ภายในใจก็พอจะรู้อยู่บ้างเช่นกัน
ผนวกกับระยะหลังมานี้ยังอ่านตำรามาไม่น้อย อีกทั้งต้วนต้าหลางยังสอนความรู้ด้านจริยธรรมให้เขาเป็จำนวนมาก เมื่อเผชิญหน้ากับน้องชายของตนเอง เขาจึงไม่จำเป็ต้องหวาดกลัวแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ เคอเจิ้งตงจึงเผยสีหน้านิ่งขรึม เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามว่า “ข้าจะพูดอีกครั้งเดียว ข้ามิได้ชื่อต้าส่า ข้าชื่อว่าเคอเจิ้งตง
อีกทั้งพี่ใหญ่ดุจบิดา ในฐานะน้องชาย เหตุใดเ้าถึงไม่เคารพพี่ใหญ่? ความรู้จากตำราที่เ้าเล่าเรียนไปอยู่ที่ใดเสียแล้ว? กระทั่งคำกล่าวของเหล่านักปราชญ์ก็ยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
เคอเจิ้งเป่ย “...?”
มิใช่กระมัง? เมื่อก่อนตอนพี่ใหญ่พบเขาก็ไม่ต่างกับหนูเห็นแมว ยามนี้ไม่กลัวเขาแล้วงั้นหรือ?
เอาเถิด! เคอต้าส่าไม่ทึ่มทื่อแล้ว ที่นี่คือสำนักศึกษา เวลานี้เริ่มมีผู้คนเข้ามาล้อมรอบพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้ผู้ที่ล้อมชมล้วนแต่เป็สหายร่วมเรียนของเขา ย่อมมิอาจทำให้แลดูไม่ดีนัก
อีกทั้งปีนี้ตนยังจะสอบซิ่วไฉ พี่ใหญ่เป็เพียงพวกขาเปื้อนโคลนตมในชนบทที่แร้นแค้นเสียจนไม่มีสิ่งใดให้ต้องหวั่นเกรงแล้ว
ตนเป็กระเบื้องเคลือบ ส่วนต้าส่าเป็เศษกระเบื้อง หากเอากระเบื้องเคลือบไปกระทบกับเศษกระเบื้อง เห็นได้ชัดว่าเป็การกระทำที่ไม่ฉลาดนัก วันนี้ยอมอ่อนข้อสักหน่อยจะเป็อันใดไป
เมื่อคิดเช่นนี้ เคอเจิ้งเป่ยจึงปรับสีหน้าแล้วเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ เมื่อครู่น้องสี่ใที่อาการป่วยของท่านหายดีแล้ว มิได้มีเจตนาอื่นแต่อย่างใด หวังว่าพี่ใหญ่จะเห็นแก่ที่น้องยังเด็ก ยอมให้อภัยสักครั้งขอรับ”
อยู่ภายในสำนักศึกษาต้องถ่อมตนประนีประนอม เคอเจิ้งตงจึงไม่มีเหตุผลให้ไม่ละเว้นผู้อื่น อีกทั้งวันนี้เขายังเดินทางมาเพื่อสมัครเข้าเรียน ควรทิ้งความทรงจำอันดีไว้ให้อาจารย์จึงจะถูก
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าเอ่ยว่า “ครานี้นับว่าช่างเถิด แต่ครั้งหน้าน้องสี่โปรดจำเอาไว้ว่า ข้าเป็พี่ใหญ่ของเ้า การเคารพพี่ชายนับเป็เื่พื้นฐานของคุณธรรม”
เคอเจิ้งเป่ย “?”
ให้ตายเถิด เ้าทึ่มผู้นี้จะปีนขึ้นหน้าแล้วกระมัง? ให้เคารพคนโง่ผู้หนึ่งงั้นหรือ? ฮ่าๆๆ... นี่นับเป็เื่ตลกที่น่าขันที่สุดที่เขาเคยได้ยินมาเลย
แม้ภายในใจของเคอเจิ้งเป่ยจะนึกหยามเหยียด ทว่าใบหน้ากลับไม่แสดงออก เขามองไปทางเคอเจิ้งตงพลางเอ่ยว่า
“พี่ใหญ่ วันนี้ท่านนำเงินมาส่งให้น้องใช่หรือไม่? ระยะหลังมานี้ภายในจวนหาเงินได้ไม่น้อยกระมัง?
ไม่เพียงจ่ายเงินรักษาโรคโง่เซ่อของพี่ใหญ่จนหายดี แต่ยังถึงขั้นซื้อเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ดีถึงเพียงนี้ให้พี่ใหญ่อีกด้วย?”
เคอเจิ้งตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ระยะหลังมานี้ภายในจวนเกิดเื่ขึ้นไม่น้อยจริงๆ สองหูของน้องสี่ไม่ฟังเื่ราวนอกหน้าต่าง จดจ่อเพียงการเล่าเรียนตำราปราชญ์ กระทั่งจวนก็ยังไม่ยอมกลับ ย่อมคงไม่รู้สิ่งใด”
คำกล่าวระรัวเป็ชุดเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าเคอเจิ้งเป่ยเฉยเมยเ็า คนผู้หนึ่งที่ไม่กลับกระทั่งจวน ยังหวังว่าเขาจะมีไมตรีต่อผู้อื่นสักเพียงใดกัน?
แต่น่าเสียดาย ผู้ที่จมดิ่งอยู่กับความคิดที่ว่าครอบครัวมีเงินทองเช่นเคอเจิ้งเป่ยกลับฟังไม่ออกถึงความหมายแฝงภายในคำกล่าวของเคอเจิ้งตง
ทว่าเหล่าบัณฑิตที่เข้ามาล้อมดูกลับฟังออก ยามนี้สายตาที่ทุกคนทอดมองเคอเจิ้งเป่ยล้วนต่างไปจากเดิมเล็กน้อย
เมื่อก่อนตอนทุกคนกลับจวนแล้วถามว่าเหตุใดเขาถึงไม่กลับไป เขาล้วนตอบกลับมาว่า :
บิดามารดาของเขาสั่งให้เขาตั้งใจทบทวนตำราอยู่ในสำนักศึกษา มิใช่เื่ง่ายกว่าภายในจวนจะหาเงินทองมาให้เขาเล่าเรียน เขาจะต้องตั้งใจเรียน ภายหน้าสอบให้ผ่านเพื่อเป็การตอบแทนพระคุณของบิดามารดา
ยามนี้เห็นทีจะไม่เป็เช่นนั้น เื่นี้จะต้องมีบางสิ่งซ่อนเร้น
“อ้อ งั้นหรือ?” เคอเจิ้งเป่ยยินดีเป็อย่างยิ่ง
ถนนของหมู่บ้านเถาหยวนเต็มไปด้วยหลุมบ่อดินโคลน ทุกครั้งที่กลับไปล้วนแต่ทำให้รองเท้าคู่หนึ่งต้องเปรอะเปื้อน อีกทั้งภายในจวนยังยากจนและทรุดโทรม มีหรือจะอยู่สุขสบายเช่นในสำนักศึกษา
ถึงอย่างไรทุกๆ แปดถึงเก้าวัน พี่รองของเขาก็จะส่งเงินหนึ่งร้อยแปดสิบอีแปะมาให้เขาใช้จ่ายอยู่เสมอ
ดังนั้น หากเคอเจิ้งเป่ยไม่จำเป็ต้องกลับไป เขาก็จะไม่กลับจวนโดยไม่ลังเล
นึกไม่ถึงว่าเพิ่งจะสองเดือน ภายในจวนกลับรุ่งเรืองเสียแล้ว? เป็เงินที่พี่รองของเขาหามาได้กระมัง?
ครั้นเห็นสีหน้าดีอกดีใจของเคอเจิ้งเป่ย เคอเจิ้งตงพลันสาดน้ำเย็นใส่เขาได้ถูกเวลายิ่งนัก
“น้องสี่อาจไม่รู้ว่าครอบครัวใหญ่ของพวกข้าถูกท่านพ่อแยกจวนโดยมิได้ทำอันใดผิด เมื่อวานยังถูกท่านพ่อบีบบังคับให้ตั้งสกุลของตนเอง เฮ้อ! ยากจะบอกกล่าวทุกสิ่งภายในประโยคเดียว!”
หลังจากถอนหายใจ เคอเจิ้งเป่ยจึงเล่าเื่ที่คนทั้งครอบครัวถูกขับให้แยกจวนโดยไร้ความผิด
หลังแยกจวนออกไปได้รับสิ่งใดมาบ้าง รวมถึงเื่ที่โชคดีได้รับการรักษาจากเซียนเฒ่า ครอบครัวบุตรเขยไม่รังเกียจพวกเขาและยังให้ความช่วยเหลือไม่น้อย
ภายหลังเพราะเคล็ดลับในสกุลของบุตรเขยหาเงินได้ บิดาของตนยังก่อเื่อย่างไร้เหตุผล บีบบังคับให้บุตรเขยส่งมอบเคล็ดลับออกไป
ท้ายที่สุดถูกบีบบังคับจนไร้หนทาง ทำได้เพียงเลือกแยกออกไปตั้งสกุล บอกเล่าเื่เปิดศาลบรรพชนของตนเองอย่างชัดเจน
ภายในน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความจนปัญญา รวมถึงความขมขื่นจากการถูกบีบบังคับ เหล่าบัณฑิตภายในสำนักศึกษาซงเจิ้งที่เข้ามาล้อมดูต่างพากันรู้สึกราวกับประสบด้วยตนเอง
มีหลายคนค่อนข้างอิ่มเอมใจ ทั้งยังถูกเื่เล่าของเคอเจิ้งตงทำให้รู้สึกซาบซึ้งจนต้องปาดน้ำตา
และมีคนจำนวนหนึ่งเอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ว่า
“เป็ตัวอย่างที่ดี จะบอกความลับของสกุลผู้อื่นออกไปเพราะถูกคนในครอบครัวบีบบังคับได้อย่างไร เคอเจิ้งตงผู้นี้ช่างเป็สุภาพชน ข้าน้อยเลื่อมใสนัก”
“อืม ข้าก็รู้สึกว่าเขาควรค่าแก่การเคารพนับถือ เื่นี้หากเปลี่ยนเป็ตัวข้าเอง ไม่แน่ว่าข้าอาจยังไม่มีความกล้าเช่นนี้ ข้าควรจะเรียนรู้จากเขาเป็แบบอย่าง”
“ใช่แล้วๆ ควรซื่อสัตย์และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ สกุลต้วนช่วยเหลือครอบครัวของเคอเจิ้งตงในยามทุกข์ยาก จะหักหลังสกุลต้วนเพราะถูกบีบบังคับขู่เข็ญได้อย่างไร
เคอเจิ้งตงผู้นี้ทำถูกต้องยิ่งนัก คนเราควรจะเป็เยี่ยงนี้ วันนี้ข้าได้รับคำชี้แนะแล้ว...”
คำสรรเสริญเพียงฝ่ายเดียวดังขึ้นเป็ระลอก กลบเสียงของเคอเจิ้งตงกับเคอเจิ้งเป่ยจนมิดเสียแล้ว
ตีให้ตายเคอเจิ้งเป่ยก็นึกไม่ถึงว่าภายในจวนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้
เคอโยวหรานที่ซ่อนใบหน้าอยู่ภายใต้หมวกคลุมยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ นางลอบคิดในใจว่า :
ทำได้ดีมาก! บิดาของนางช่างเก่งกาจนัก ทันทีที่มาถึงก็คว้าความเห็นอกเห็นใจเอาไว้ ดึงความสงสารของเหล่าบัณฑิตในสำนักศึกษาออกมาได้เต็มเปี่ยม
เห็นทีระยะหลังมานี้ต้วนต้าหลางจะสอนหลักการดำเนินชีวิตให้บิดาของนางไม่น้อยเลย
นี่เพิ่งจะมาถึงสำนักศึกษาก็ฉวยโอกาสบอกเล่าสถานการณ์ภายในครอบครัวของตนออกไปให้ชัดเจนอย่างแยบยล
ภายหน้าคนจากจวนผู้เฒ่าเคอจะได้หมดข้ออ้างหากอยากกล่าวว่า ทั้งที่บิดามารดาเฒ่ายังมีชีวิตอยู่ บิดาของนางกลับตั้งสกุลของตนเอง คิดใช้เื่แยกสกุลมาตำหนิว่าเคอเจิ้งตงอกตัญญู
ในยุคสมัยเช่นนี้ โทษฐานอกตัญญูร้ายแรงเป็อย่างยิ่ง ราชสำนักจะไม่ใช้ผู้ที่อกตัญญูโดยเด็ดขาด
และภายหน้าบัณฑิตภายในสำนักศึกษามีแต่จะเห็นใจในสิ่งที่เคอเจิ้งตงต้องประสบมาเท่านั้น
