ซูิเยว่ชะงักไปแล้วเงยหน้ามองจี๋โม่หาน “ส่งไปที่ไหน?”
จี๋โม่หานไม่ได้บอกออกมาตรงๆ เพียงแค่ยิ้ม “อีกไม่นานเ้าก็จะรู้”
เื่ที่เขาไม่อยากจะพูดมาก ซูิเยว่ก็ไม่ได้ถามมาก อย่างไรจะช้าหรือเร็วนางก็จะรู้อยู่ดี
เช้าวันต่อมา จี๋โม่หานก็สั่งให้คนแอบพาฉินเจิงออกจากเมืองหลวง
ขณะเดียวกัน เื่ที่วังหลวงไฟไหม้ก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวง แต่เื่นี้กลับไม่ได้ครึกโครมมากนักเพราะฮ่องเต้ปิดข่าว
ฮ่องเต้บอกกับด้านนอกว่า เป็แค่ตำหนักร้างที่ไม่ได้รับการซ่อมแซมมานาน ข้าหลวงทำเทียนล้มโดยไม่ระวังจนทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้น ไม่มีใคราเ็
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา สองวันนี้ซูิเยว่ยังอยู่ในจวนอย่างสงบโดยไม่ได้ทำอะไร จนถึงวันที่สามหลังจากปิดข่าวไปแล้ว ซูิเยว่ถึงได้เข้าวังไปพบเวินเยว่แล้วเอ่ยขอบพระทัยกับนาง
หลังจากนั้นก็ไม่ได้เกิดเื่ใหญ่อย่างหาได้ยากอีกเลย
ทางด้านฮ่องเต้บางทีอาจจะเป็เพราะการลอบฆ่าในครั้งที่แล้วล้มเหลว เขาจึงไม่ลงมือง่ายๆ อีกในเวลาสั้นๆ นี้
ใน่นี้จี๋โม่หานเองก็เริ่มยุ่งขึ้นมา เหมือนกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ในห้องตำราอยู่หลายชั่วยาม
ระหว่างนั้นจื๋อหลันก็กลับมารอบหนึ่ง ข้างกายมีบุรุษแปลกหน้า พวกเขาเข้าไปคุยในห้องตำราของจี๋โม่หานอยู่นานถึงจะออกมา
ซูิเยว่ถามอย่างประหลาดใจ แต่จี๋โม่หานกลับบอกนางว่าอีกไม่นานก็จะรู้เอง นางจึงทำได้แค่ปล่อยไป
ใน่นี้นางกลับกลายเป็คนที่ว่างงานที่สุด
แต่ว่าซูิเยว่ก็ไม่ได้หงุดหงิดเพราะเื่นี้ นางรู้สึกว่าจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น ทุกอย่างเหมือนกับความสงบก่อนพายุฝนจะมา
แต่นางยังไม่ทันได้รู้ว่า่นี้จี๋โม่หานกำลังทำอะไร ก็เกิดเื่ใหญ่ที่ะเืทั้งเมืองหลวงเสียก่อน
สิ้นเดือนเก้า แม่ทัพซ่งที่อยู่ชายแดนส่งม้าเร็ววิ่งไกลแปดร้อยลี้มารายงาน โดยบอกว่าจู่ๆ อาณาจักรเฟิงก็เอาทหารกองทัพใหญ่มารวมตัวกันที่ชายแดน
เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไปก็ะเืไปถึงขุนนางบุ๋นและบู๊ในราชสำนัก รวมถึงทั้งเมืองหลวงด้วย ในตอนนั้นทุกคนต่างหวาดกลัว
หลายปีก่อนเป็เพราะที่แคว้นจิงมีจี๋โม่หานคอยดูแลอยู่ ปกติมักจะออกไปทำา ส่งทหารออกไปเจรจากับแคว้นต่างๆ ต่อสู้ชนะามาหลายปี แต่ที่เดียวที่ไม่กล้าไปทำาด้วยก็คือแคว้นเฟิง
แคว้นเฟิงมีกำลังทหารแข็งแกร่ง อำนาจของแคว้นมีมากมาย เมื่อเทียบกับแคว้นจิงก็ถือว่ามีกองกำลังเท่าๆ กัน หลายปีก่อนเพราะว่ามีจี๋โม่หานอยู่ แคว้นเฟิงจึงค่อนข้างหวาดกลัวแคว้นจิงอยู่บ้าง แต่กษัตริย์แห่งแคว้นเฟิงปกครองแคว้นเป็อย่างดี บวกกับเทพาของแคว้นจิงที่ไม่เคยพ่ายแพ้อย่างจี๋โม่หานก็อยู่ด้วย
หลายปีมานี้แคว้นเฟิงค่อยๆ มากดอำนาจของแคว้นจิง ดังนั้นฮ่องเต้ถึงได้คอยระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่คิดไม่ถึงว่ากองทัพทหารจะมากดดันที่ชายแดนไวขนาดนี้
ตอนแรกที่ซูิเยว่รู้ถึงข่าวนี้ ในหัวก็มีความคิดปรากฏขึ้นมาทันทีว่าทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับจี๋โม่หาน แต่พอคิดไปคิดมาก็ปัดความคิดนี้ตกไป ถึงจี๋โม่หานจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีทางมาตัดสินความเป็ไปของแคว้นแคว้นหนึ่งได้ ทั้งยังเป็ศัตรูของแคว้นอีกด้วย
แต่นางก็ดีใจกับการตัดสินใจของจี๋โม่หานที่ส่งท่านน้าของนางออกไปก่อนหน้านี้ หากทั้งสองแคว้นทำากันขึ้นมาจริงๆ ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะไม่อาจดูแลท่านน้าได้
บรรยากาศในเมืองหลวงเริ่มกดดันขึ้นมา ถึงแม้จะเป็แค่กองทัพทหารมากดดันที่ชายแดน และยังไม่ได้เริ่มทำากันอย่างจริงจัง แต่เื่นี้ก็ทำให้ผู้คนหวาดกลัว
อย่างไรอีกฝ่ายก็คือแคว้นเฟิง ไม่ใช่แคว้นเล็กๆ พวกนั้น
เมืองหลวงในอดีตที่เคยครึกครื้นไปด้วยผู้คนก็เริ่มน้อยลง พ่อค้าที่มาเปิดร้านค้าขายก็น้อยลงเช่นกัน แต่ละบ้านเริ่มกักตุนอาหาร อย่างไรทุกครั้งที่เกิดา อาหารแห้งก็มักจะไม่พอกินพอใช้ ราคาอาหารแห้งก็แพงขึ้นในทันที
ในบ้านที่มีคนหนุ่มอายุน้อยต่างก็ปิดประตูแน่นไม่ออกไปไหน กลัวว่าทหารจะมาจับไปทำา
ขุนนางทั้งสายบุ๋นและบู๊ในราชสำนักไปรวมตัวปรึกษากันในห้องตำรา ซึ่งตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปแผนการรับมือไม่ได้ ในเมื่อประชาชนร้อนใจไปแล้ว แคว้นหนึ่งแคว้นที่มีรากฐานมาจากประชาชนกับจิตใจของประชาชน พอประชาชนว้าวุ่น พวกขุนนางก็ว้าวุ่นยิ่งกว่า
ซูิเยว่เองก็สั่งให้หวังซวินปิดร้านใน่นี้ อย่าเพิ่งทำธุรกิจ พวกอาหารแห้งมีเท่าไรก็เก็บตุนไว้เท่านั้นเพื่อเอามาใช้ในยามจำเป็
ถึงแม้การทำาระหว่างแคว้นจะเป็เื่ปกติ แต่ว่าคนที่จะลำบากก็ล้วนเป็ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเท่าไร แต่ซูิเยว่กลับรู้สึกว่าเื่ในครั้งนี้ไม่ง่าย อีกทั้งฮ่องเต้ก็อยากจะฆ่านางอยู่ตลอด ดังนั้นนางจึงต้องระวังมากยิ่งขึ้น
อีกทั้งเื่ที่ซูิเยว่กังวลใจมากที่สุดก็คือ ตอนนี้ขากับดวงตาของจี๋โม่หานหายดีแล้ว เดิมทีฮ่องเต้ก็เกลียดเขาอยู่แล้ว เขาจะหาโอกาสนี้ส่งจี๋โม่หานไปที่าหรือไม่
นางยังไม่ทันจะไปปรึกษากับจี๋โม่หาน เขาก็มาหานางเสียก่อน
“แม่หนู เ้าเตรียมของให้เรียบร้อย เตรียมตัวออกเดินทาง”
ซูิเยว่ชะงักไปแล้วมองจี๋โม่หานอย่างไม่เข้าใจ “ไปที่ไหนหรือ?”
จี๋โม่หานไม่อธิบาย เพียงแต่พูด “แม่หนูเชื่อใจข้า แล้วฟังที่ข้าบอกก็พอ”
ซูิเยว่ขมวดคิ้วสงสัยแล้วเอ่ยปฏิเสธทันควัน “เป็เพราะาใช่หรือไม่ ท่านถึงได้คิดที่จะส่งข้าหนีไป?”
จี๋โม่หานหัวเราะเบาๆ ยกมือขึ้นมาลูบหัวนาง “แม่หนู อย่ากังวลไปเลย ข้าจะออกไปพร้อมกับเ้า ข้าจะส่งเ้าไปคนเดียวได้อย่างไร เ้าอยู่ข้างกายข้าสิถึงจะปลอดภัยที่สุด”
ซูิเยว่ได้ยินว่าจี๋โม่หานจะออกไปพร้อมกับตัวเองถึงได้วางใจ
ถึงแม้นางจะไม่รู้ว่าจี๋โม่หานมีความคิดอะไรอยู่ และไม่รู้ว่าจี๋โม่หานจะพานางไปที่ไหน แต่นางเชื่อใจทุกการวางแผนของจี๋โม่หาน “ได้ แต่ตอนนี้แคว้นเฟิงมาบุกแล้ว หม่อมฉันกังวลว่าฮ่องเต้จะส่งท่านออกไปรบอีก”
จี๋โม่หานสบตากับสายตาที่เป็กังวลของซูิเยว่ ส่วนหนึ่งในใจก็อ่อนยวบลงทันที เขายิ้มเอ็นดูแล้วพูดเสียงอ่อนโยน “เื่นี้เ้าไม่ต้องกังวลใจ ข้าวางแผนเอาไว้นานแล้ว”
วังหลวงในขณะเดียวกัน
ที่ห้องตำรา
หลังจากประชุมเช้าเสร็จ เหล่าขุนนางก็พากันย้ายจากโถงประชุมไปยังห้องตำรา และยังคงเป็หมาเือาบที่ถูกฮ่องเต้ด่าอย่างหลีกไม่พ้น
ภายในห้องตำราขนาดใหญ่ ฮ่องเต้นั่งหน้าทะมึนอยู่ตรงที่นั่งประธาน สีหน้าดำทะมึนจนเหมือนจะมีน้ำหมึกหยดออกมา หน้าอกขยับขึ้นลง สีหน้าเคร่งเครียด
ส่วนด้านล่างมีขุนนางมากมายคุกเข่าอยู่ เหล่าขุนนางที่เพิ่งประชุมเช้าเสร็จแล้วไม่มีแม้แต่เวลาจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดปกติ พวกเขาถูกฮ่องเต้เรียกไปที่ห้องตำรา ขุนนางหลายสิบคนนั่งก้มหน้าคุกเข่า ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ข้างขาของฮ่องเต้ยังมีราชสาสน์ที่เหลือแค่เศษกระจายอยู่ “เจิ้นเสียเงินไปมากมายเพื่อเลี้ยงพวกเ้า แล้วพวกเ้ามัวแต่ทำอะไรอยู่”
ในเวลาปกติแต่ละคนนั้นจะแย่งกันพูด ในรายงานก็เขียนอะไรเยอะแยะมากมาย แต่พอถึงเวลาสำคัญ แต่ละคนกลับไม่มีความคิดดีๆ ออกมาเลย
ใบหน้าฮ่องเต้เต็มไปด้วยโทสะ เขาตวาดเสียงดังก้องใส่ขุนนางที่อยู่ด้านล่าง พวกเขาต่างพากันตัวสั่น แต่ละคนก้มหน้าต่ำลงกว่าเดิม
“ไร้ประโยชน์ กลุ่มคนไร้ประโยชน์”
ไม่มีใครกล้าที่จะส่งเสียง ภายในห้องตำราเงียบสนิท หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งขุนนางสายบุ๋นคนหนึ่งถึงได้เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับพูดเสียงสั่น “ฝ่า....ฝ่าา กระหม่อมคิดว่า จากอำนาจของแคว้นเฟิงในตอนนี้ พวกเราจะแข็งข้อกลับไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะเดือดร้อนกันหมด จากความเห็นของกระหม่อม ควรจะเจรจาสงบศึก หากแคว้นเฟิงเสนอความ้าที่ไม่มากเกินไปมา พวกเราก็สามารถรับปาก...ได้พ่ะย่ะค่ะ”
