ยามใดที่จางฟางหรงออกไปชุมนุมกับเหล่าบัณฑิต จางฟางซินจะออกไปด้วย นางแต่งกายเป็บุรุษ แต่ก่อนยังเยาว์วัย จางฟางซินมักแต่งกายเป็ชายเสมอ เพราะนิสัยนางที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตนอกรั้วบ้าน บิดามารดารักใคร่เอ็นดู ตามใจลูกสาวคนเดียว จางฟางหรงจึงเหมือนมีคู่แฝด แต่เมื่อเติบโตขึ้น รูปร่างของเขาสูงโปร่ง ในขณะที่นางอรชรอ้อนแอ้น ความแตกต่างระหว่างชายหญิงเห็นได้เด่นชัด แม้ว่านางพยายามปกปิดเพียงใดก็ตาม
ในบางประเด็นที่ถกเถียงกัน จางฟางซินที่แต่งกายเป็ชายติดตามจางฟางหรง ไม่อาจแสดงความคิดใดได้ นางจึงเขียนจดหมายน้อยให้จางฟางหรงเอ่ยตอบไปแทนนาง ปรัชญาเมธีหรือแม้แต่ตำรายุทธ ล้วนเป็นางที่ท่องจำเข้าใจอย่างท่องแท้ แต่จางฟางหรงมักชอบการเขียนโคลงกลอนชื่นชมความของธรรมชาติและสตรี ทุกครั้งที่นางอยากถกปัญหาบ้านเมือง นางจะเขียนในจดหมายน้อยโดยใช้ชื่อของจางฟางหรง เป็เช่นนี้มานานจนทุกคนเข้าใจไปว่าจางฟางหรงผู้มีบุคลิกเสเพลเป็เสือซ่อนเล็บที่ทรงความรู้ความสามารถ แต่เมื่อไปสอบจอหงวนกลับพลาดอย่างน่าเสียดาย แต่กระนั้น ยามใดที่องครัชทายาทมีปัญหาใดมักมาปรึกษากับจางฟางหรง และจางฟางหรงก็หอบปัญหาเ่าั้มาให้จางฟางซินแก้ไข ก่อนจะส่งคำตอบกลับไปในชื่อของเขา
เื่ที่จางฟางซินใส่ใจที่สุดคือเื่ของหลัวหลิวหยาง แม้จางฟางหรงมิได้อยากใกล้ชิดคนในรั้วในวังหรือตระกูลขุนนาง แต่ก็ไม่เคยขัดใจพี่สาวคนเดียวที่เหลืออยู่ ทั้งสองทะเลาะโต้เถียงกันบ่อย แต่แท้จริงแล้วรักใคร่กลมเกลียว อาจเพราะ เหลือกันอยู่เพียงแค่นี้
“พี่สาวคนดีจะใช้ชื่อข้าทำเื่เช่นนี้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ” จางฟางหรงเตือนพี่สาว “ท่านไม่กลัวแม่ทัพหลัวหรือ? เขามีดวงกินภรรยาเชียวนะ ข้ามีท่านเป็ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ไม่อยากเห็นท่านอายุสั้นหรอก”
“พูดจาเหลวไหล”
“หมายถึงเื่ใด” จางฟางหรงยักไหล่ เก็บจดหมายของจางฟางซินใส่อกเสื้อ เขาถอนหายใจเบาๆ หากรู้ว่าคนผู้นั้นเป็องค์รัชทายาท เขาจะไม่ทำตัวสนิทสนมด้วยเลย ตอนนี้เขาเลยกลายเป็เด็กส่งจดหมายให้จางฟางซินเสียนี่
“แม่ทัพหลัวเป็คนดี” นางพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เ้าก็รู้เหมือนข้า เขาเติบโตสร้างชื่อเสียงด้วยตนเอง ไม่มีตระกูลใหญ่สนับสนุน สิ่งที่เขาทำล้วนทุ่มเทเพื่อให้แคว้นของเราสงบสุข เขาไม่อาจทันเล่ห์เหลี่ยมคนในวังที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้หรอก หากข้าไม่ค่อยแนะนำ เอ่อ ไม่ใช่สิ ข้าแค่เสนอความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อ้อ! หากข้าไม่ทำเช่นนี้ผู้ใดจะช่วยเหลือเขาเล่า”
“ขอรับท่านกุนซือ”
“เลิกล้อข้าเล่นได้แล้ว” นางหัวเราะออกมา หากนางเป็ชายคงสามารถแบ่งเบาภาระเขาได้บ้าง แต่นางเป็หญิง ซ้ำยังเป็สตรีที่ไร้ยศถาบรรดาศักดิ์ พูดตามตรงอย่างยอมรับความจริงคือนางไม่มีอะไรเคียงข้างเขาได้ ทว่าสตรีสองคนที่เขาเลือกแต่งงานด้วย ก็เป็สตรีที่งดงามเพียบพร้อม เล่าลือกันว่ากิริยาอ่อนหวานน่าทะนุถนอม ซึ่งตรงข้ามกับนางอย่างสิ้นเชิง มองอย่างไร นางก็คงเป็แค่ฝุ่นผงในสายตาของเขา ซึ่งนางก็เตรียมใจไว้แล้ว
จนกระทั้งวันหนึ่งรัชทายาทลอบมาพบจางฟางหรงด้วยตนเองถึงเรือนของเขา จางฟางซินหลบหลังฉากกั้นฟังเื่ราวที่รัชทายาทมาปรึกษาหารือ ทหารนำสาส์นถูกลอบสังหาร ข่าวสารและจดหมายที่พยายามลอบส่งไปให้หลัวหลิวหยางถูกดักปล้นชิงไปหมดสิ้น รัชทายาทหวังใจจะให้จางฟางหรงเดินทางไปด้วยตนเอง สติปัญหาอย่างเขาน่าจะช่วยหลัวหลิวหยางได้ดี
“กระหม่อมนะหรือ?” จางฟางหรงชี้หน้าตัวเอง
“ข้ารู้ว่านี่เป็การขอร้องมากเกินไป”
“มันไม่ใช่เื่นั้น” จางฟางหรงเหลือบมองไปทางฉากกั้นที่พี่สาวซ่อนตัวอยู่ ให้เขาไปจะช่วยอะไรได้ คนที่ช่วยได้คือจางฟางซินต่างหาก
“ให้หม่อมฉันไปเพคะ!”
ด้วยความร้อนใจ จางฟางซินโผล่พรวดออกมาจากหลังฉากกั้น นางสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย รัชทายาทขมวดคิ้วที่เห็นว่ามีสตรีซ่อนอยู่ในที่นี่ด้วย
“นี่เื่อันใดกันแน่”
จางฟางหรงถอนหายใจให้กับความใจร้อนของพี่สาวและเล่าเื่ราวทั้งหมดให้รัชทายาทฟัง ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ องค์รัชทายาทมอบป้ายหยกของพระองค์ให้นางเพื่อยืนยันฐานะของนางต่อหลัวหลิวหยาง การเดินทางของจางฟางซินจึงเริ่มขึ้น
ดวงตาที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ นางปรับสายตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ ยันกายขึ้นนั่งด้วยความยากลำบาก ความเ็ปจากาแทำให้นางรู้ว่าตนเองตื่นจากความฝัน ความทรงจำที่นำพานางให้มาพบหลัวหลัวหยาง เดิมทีนางตั้งใจปรากฏตัวในฐานะจางฟางหรง มั่นใจว่าการแต่งกายเป็ชายของนางจะตบตาเขาได้ แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเื่นี้ขึ้นทำให้นางต้องเปิดเผยตัวจริง
นางตั้งใจจะวาดเท้าลงจากเตียง แต่การขยับเล็กน้อยทำให้นางหลุดเสียงร้องออกมา
“โอ๊ย!”
“อย่าขยับ!”
น้ำเสียงดุดันทำให้นางชะงัก คล้ายได้ยินคำสั่งเช่นนี้มาก่อน นางหันไปตามเสียงที่ได้ยิน พบว่าหลัวหลิวหยางเดินตรงมาทางนาง จางฟางซินมองบุรุษในชุดสีครามด้วยสายตาเลื่อนลอย ราวกับนางกำลังฝัน ฝันว่าได้อยู่ใกล้บุรุษที่ตนชื่นชอบ นางคิดว่าถ้าเขาเดินเข้ามาใกล้นางอีกนิด ภาพตรงหน้าคงจะหายวับไป ทว่าเขากลับเดินเข้าจนถึงตัวนาง ช่วยประคองให้นางนั่งหลังพิงหัวเตียงซ้ำยังหยิบหมอนมาหนุนหลังอีกให้อีก
หรือนางยังไม่ตื่นจากฝันกันแน่
“แม่นาง”
หลัวหลิวหยางเรียก น้ำเสียงไม่ได้อ่อนโยนนักแต่เขาก็พยายามกดเสียงตัวเองไม่ให้ดุดันเหมือนเวลาพูดจากับทหาร ด้วยเกรงว่านางจะตื่นตระหนกใหมดสติไป ทว่านางกลับยื่นมือมาแตะใบหน้าของเขาเบาๆ คราวนี้เป็เขาที่ชะงักไป
“แม่นาง”
“อ๊ะ!”
จางฟางซินได้สติรีบชักมือกลับ นางกะพริบตาปริบๆ จ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งจึงก้มหน้าลง นึกก่นด่าตัวเองในใจ เหตุใดมือไวเช่นนี้นะ ไม่สิ เพราะคิดว่าตนเองฝันไป จึงได้กล้ายื่นมือไปแตะแก้มของเขาเช่นนั้น
ทว่าเมื่อนางตั้งสติได้ กลับต้องอ้าปากค้างเมื่อก้มมองเห็นว่าตนเองสวมเพียงเอี้ยมผ้าไหมเปิดเผยผิวกายต่อหน้าบุรุษ นางรีบคว้าผ้าห่มขึ้นปิดทรวงอกแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องเขม็งไปทางหลัวหลิวหยาง ชายหนุ่มเข้าใจสายตาของนางจึงขยับกายถอยห่างแล้วหันหลังให้
“แม่นางมีาแหลายแห่ง เพื่อสะดวกกับการใส่ยา แม่นมของข้าเป็คนดูแลเ้า” เขาอึกอัก ลืมตัวไปว่ายามนี้นางแต่งกายไม่เรียบร้อยซึ่งแม่นมก็บอกเขาแล้ว เพียงแต่เขาไม่คิดว่านางจะได้สติแล้วจึงได้พบกันในจังหวะที่ไม่เหมาะนัก
“ข้าจะให้แม่นมมาดูแลเ้า”
จางฟางซินเห็นเขาก้าวเดินทำท่าจะออกไป นางรีบเรียกเขาไว้ก่อน ทำให้ร่างสูงชะงักแต่ยังไม่หันกลับมา
“ข้ามาด้วยมีเื่ด่วนต้องพูดกับท่านแม่ทัพ” นางรีบใช้ผ้าห่มพันกายแต่เพราะร่างกายเต็มด้วยาแฟอกช้ำ แม้อดทนต่อความเ็ปอย่างไร นางก็หลุดร้องเสียงหลงออกมาไม่ได้
หลัวหลิวหยางไม่ชอบสตรีอ่อนแอที่เอาแต่ร้องโอดครวญ แต่าแของนางนั้น เขาเห็นแล้วว่าเ็ปไม่น้อยจึงเชื่อว่านางไม่ได้มารยาใส่เขา
“รอให้าแของเ้าดีขึ้นค่อยพูดเถิด เอ็นข้อเท้าของเ้าฉีกขาด ท่านหมอสั่งให้เ้าอยู่นิ่งๆ ข้าจะให้เด็กรับใช้มาคอยดูแลเ้า หาก้าสิ่งใดก็สั่งเด็กๆ ได้”
“ข้ามีเื่สำคัญ” นางปรับน้ำเสียงของตน กลืนความตื่นตระหนกลงไปหมดสิ้น น้ำเสียงสงบเยือกเย็นของนางทำให้หลัวหลิวหยางยอมหันกลับมามอง
“ข้าเป็คนขององค์รัชทายาท” นางพยายามค้นหาถุงใส่ป้ายหยกของตน แต่บนตัวนางมีเพียงผ้าสองชิ้น
“เ้าหาสิ่งนี้อยู่หรือ?” เขาหยิบป้ายหยกยื่นให้นาง แน่นอนว่าเขาจำเป็ต้องตรวจค้นข้าวของของนางเพื่อจะได้รู้ว่านางเป็ใคร
“ใช่” นางยื่นมือไปรับไว้ “ท่านคงรู้แล้ว”
