หลังจากเดินพ้นย่านตลาดที่วุ่นวายมาได้สักพัก ไอแซคก็หยุดฝีเท้าลงที่หน้าอาคารทรงคลาสสิกซึ่งเป็ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ กลิ่นอายของกระดาษและหมึกพิมพ์โชยออกมาจางๆ
“เอเลน่า ฉันขอเข้าไปดูหนังสือสักแปปนึง เธอรออยู่แถวนี้ได้ไหม? หรือจะเข้าไปด้วยกัน” ไอแซคถามพลางมองน้องสาว
“หนูรอข้างหน้านี้ก็ได้ค่ะท่านพี่ อากาศข้างนอกกำลังสบายเลย” เอเลน่าตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อไอแซคเดินเข้าไปในร้าน เอเลน่าจึงมายืนรออยู่บริเวณลานหน้าร้านที่มีแสงแดดรำไร ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันชะงักฝีเท้า หลายคนถึงกับอุทานออกมาเบาๆ เมื่อเห็นเด็กสาวผมสีทองประกายที่ยืนอยู่อย่างสงบนิ่ง ผิวพรรณที่ขาวผ่องและดวงตาที่กลมโตราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบทำให้เธอดูโดดเด่นจนกลายเป็จุดสายตา
'สวยเหลือเกิน... ลูกหลานขุนนางตระกูลไหนกันนะ' เสียงซุบซิบชื่นชมดังเข้าหูเป็ระยะ
เอเลน่าแสร้งทำเป็มองนกมองไม้ไปเรื่อย แต่นอกเหนือจากท่าทีสงบนั้น ในใจของเธอกลับมีความรู้สึกประหลาดผุดขึ้นมา ในโลกเก่า... สายตาชื่นชมที่เธอมักได้รับมักจะมาพร้อมกับความคาดหวัง การประจบประแจง หรือผลประโยชน์ทางการค้าเสมอ แต่นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้รับสายตาที่ชื่นชมในตัวตนของเธอจริงๆ แม้มันจะทำให้เขินอยู่บ้าง แต่มันก็เป็ความรู้สึกที่ไม่ได้แย่นัก
ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูผ่อนคลาย จู่ๆ ขนลุกซู่ก็แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง!
‘จิตสังหาร!’
สัญชาตญาณของคนที่เคยผ่านสมรภูมิธุรกิจที่เดิมพันด้วยชีวิตเตือนภัยทันที มันเป็ไอเย็นที่รุนแรงและมุ่งร้าย เอเลน่ากวาดสายตาคมกริบไปรอบๆทันที จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่หลืบซอยแคบๆ ฝั่งตรงข้ามเยื้องไปเล็กน้อย เงามืดในนั้นดูหนาทึบผิดปกติ และเธอััได้ว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่จากข้างในนั้น
เธอลอบมองเข้าไปในร้านหนังสือ ไอแซคยังคงยืนคุยกับบรรณารักษ์ดูท่าทางจะยังไม่เสร็จง่ายๆ 'ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ แล้วมันลงมือตอนที่ฉันอยู่กับไอแซคหรือเซเรน่า คนอื่นจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย...' เอเลน่าคิดในใจอย่างรวดเร็ว เธอตัดสินใจเดินก้าวออกไปช้าๆ มุ่งหน้าไปยังซอยนั้น
“คุณหนูครับ!” อัศวินนายหนึ่งที่คอยอารักขาอยู่ใกล้ๆ อุทานเบาๆ เมื่อเห็นเอเลน่าเริ่มเดินปลีกตัวออกไป
เขาหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณกับเพื่อนอัศวินอีกคนที่ยืนคุมเชิงอยู่หน้าประตูร้านหนังสือ สื่อสารกันผ่านสายตาว่า 'เขาจะตามคุณหนูไปเอง นายดูแลคุณชายให้ดี'
เอเลน่าสาวเท้าก้าวเข้าสู่เขตเงาทึบของซอยแคบๆ ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเธอสะดุดกึก
ไม่ใช่เงามืดที่ว่างเปล่า... แต่เป็เด็กชายร่างเล็กในชุดคลุมฮู้ดสีเข้มที่ดูธรรมดาจนกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม เขายืนประจันหน้าอยู่กับชายฉกรรจ์ในชุดดำปิดบังใบหน้าสามคน ในมือของพวกนั้นถือดาบและมีดสั้นที่สะท้อนแสงเย็นวาบ จิตสังหารอันรุนแรงที่เอเลน่าััได้นั้นมาจากนักฆ่าทั้งสามที่กำลังล้อมเด็กชายคนนั้นไว้
"ระวัง...!"
เอเลน่ากำลังจะอ้าปากะโเตือน แต่ทว่าเหตุการณ์ถัดมากลับรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด
โดยที่เด็กชายคนนั้นไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่ปลายนิ้ว จู่ๆ นักฆ่าทั้งสามคนก็ชะงักกึก ร่างกายของพวกเขาบิดเบี้ยวล้มฟุบลงกับพื้นอย่างรุนแรง ดาบและมีดหลุดจากมือกระแทกพื้นเสียงดังเคร้ง! พวกเขานอนดิ้นพล่าน มือกุมลำคอแน่นราวกับกำลังขาดอากาศหายใจอย่างกะทันหัน ก่อนจะดิ้นทุรนทุรายจนน้ำลายฟูมปากและแน่นิ่งไปในที่สุด... ทุกอย่างเงียบสงัดลงภายในเวลาไม่กี่วินาที
เอเลน่ายืนอึ้ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นี่มันไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือการสังหารที่ไร้ร่องรอยและเืเย็นที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
"คุณหนูครับ!"
เสียงของอัศวินที่วิ่งตามหลังมาดังขึ้นทำให้เอเลน่าสะดุ้งสุดตัว เธอหันไปมองตามเสียงเรียกด้วยสัญชาตญาณเพียงชั่วอึดใจเดียว แต่พอหันกลับมาที่เดิม... เด็กชายคนนั้นก็อันตรธานหายไปแล้ว เหลือเพียงร่างไร้ิญญาสามร่างที่นอนเกลื่อนอยู่บนพื้นซอย
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น... สภาพศพนี่มัน..." อัศวินหนุ่มอุทานด้วยความใเมื่อเห็นศพในสภาพน้ำลายฟูมปากที่ดูน่าสยดสยอง เขาไม่รอช้ารีบเอามือปิดดวงตาของเอเลน่าไว้ทันที "คุณหนูอย่ามองครับ!"
เขารีบอุ้มเอเลน่าขึ้นแนบอกเพื่อพาออกไปจากภาพที่ไม่น่าดูนั้น เอเลน่าที่ยังใเผลอกอดคออัศวินไว้แน่น ใบหน้าของเธอหันไปทางด้านหลัง... และในจังหวะนั้นเอง
เด็กหนุ่มสวมฮู้ดคนเดิมกลับมาปรากฏตัวยืนอยู่ที่จุดเดิมเป๊ะ เขาไม่ได้หนีไปไหน แต่กลับยืนเด่นชัดอยู่ที่เดิม เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยจนเห็นมุมปากที่หยักยิ้มส่งมาให้เธอ...?? ก่อนที่เงาของกำแพงจะกลืนกินร่างของเขาไปอีกครั้ง
เมื่อกลับมาถึงหน้าร้านหนังสือ ไอแซคที่เห็นความวุ่นวายรีบวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
"เกิดอะไรขึ้น! เอเลน่าเป็อะไรไหม!"
อัศวินรีบรายงานเหตุการณ์สั้นๆ เกี่ยวกับนักฆ่าที่เสียชีวิตปริศนาในซอย ไอแซคฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดขีดสุด เขาไม่รอให้ใครพูดต่อแต่รีบรับตัวเอเลน่ามาอุ้มไว้เองทันที
"กลับไปที่รถม้าเดี๋ยวนี้! ส่วนนายไปแจ้งท่านแม่และพาท่านแม่มา"
ไอแซคออกคำสั่งเสียงเข้ม เขาโอบกอดน้องสาวไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป โดยมีอัศวินอีกสามนายล้อมรอบอารักขาอย่างแ่า มุ่งหน้ากลับไปยังจุดจอดรถม้าโดยไม่หันหลังกลับไปมองซอยมืดนั้นอีกเลย
บรรยากาศในห้องทำงานของดยุกเรกูลัสยามโพล้เพล้เต็มไปด้วยความตึงเครียด แสงเทียนวูบไหวตามแรงอารมณ์ของเ้าของห้อง ดยุกเรกูลัส ยืนนิ่งฟังรายงานจากเซเรน่าและไอแซคด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจนน่ากลัว เมื่อได้รับรู้ว่าเกิดเหตุลอบสังหารขึ้นกลางเมืองหลวง และที่สำคัญ... เอเลน่าเกือบจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกมัน
"ไปสืบมาให้ได้!" ดยุกคำรามเสียงต่ำสั่งหัวหน้าอัศวินที่ยืนอยู่
"ข้า้ารู้ว่าพวกนั้นเป็ใคร ใครเป็คนจัดการนักฆ่าพวกนั้น และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคืออะไร!"
หัวหน้าอัศวินรับคำสั่งและรีบถอยออกไปทันที
ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดัน ดยุกเรกูลัสเหลือบไปเห็นเอเลน่าที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆไอแซค ความโกรธเกรี้ยวในดวงตาของสิงโตเฒ่ามลายหายไปทันที เหลือเพียงความห่วงใยที่แฝงอยู่ในน้ำเสียง เขาเดินเข้าไปหาแล้ววางมือที่หยาบกร้านจากการจับดาบลงบนศีรษะเล็กๆ ของเด็กสาวอย่างแ่เบา
"เอเลน่า... เ้าเป็อย่างไรบ้าง าเ็ตรงไหนหรือไม่?"
"หนูไม่เป็ไรค่ะท่านปู่" เอเลน่าตอบเสียงเบา เธอพยายามรักษาท่าทีนิ่งสงบ
"เ้าไม่กลัวหรือ?" ดยุกถามพลางขมวดคิ้ว "เห็นภาพที่น่าสยดสยองขนาดนั้นต่อหน้าต่อตา..."
เอเลน่าชะงักไปครู่หนึ่ง 'ถ้าบอกว่าไม่กลัวเลย ท่านปู่ต้องสงสัยแน่ๆ' ประสบการณ์จากชาติก่อนเตือนเธอว่าเด็กทั่วไปไม่มีทางที่จะนิ่งเฉยต่อศพที่น้ำลายฟูมปากได้ เธอจึงแสร้งทำสีหน้าซีดเผือดลงทันที ดวงตากลมโตสั่นระริกเล็กน้อยราวกับเพิ่งนึกถึงภาพนั้นออก
"กะ...กลัวค่ะท่านปู่..." เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อยพลางก้มหน้าลง
"แต่เอเลน่า... เ้าต้องฟังปู่ให้ดี" ดยุกเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้น
"ความอยากรู้อยากเห็นเป็เื่ดี แต่มันต้องถูกใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา การที่เ้าเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปในซอยมืดๆ คนเดียวทั้งที่มีอันตรายอยู่รอบตัวแบบนั้น มันคือความประมาท!"
เอเลน่าก้มหน้าลงน้อยๆ รับฟังคำตำหนิ
"เ้าเป็คนของอาเชนวาลด์ เ้าอาจเป็เป้าหมายที่ใครบางคนจับจ้องอยู่ ต่อไปห้ามเ้าเดินปลีกตัวไปไหนมาไหนคนเดียวแบบนี้อีกเป็อันขาด เข้าใจหรือไม่?"
"เข้าใจแล้วค่ะท่านปู่... หนูขอโทษค่ะ"
ดยุกเรกูลัสถอนหายใจยาวด้วยความสงสาร เขาโอบไหล่หลานสาวไว้หลวมๆ ก่อนจะหันไปสั่งเซเรน่าที่ยืนรออยู่
"เซเรน่า คืนนี้เธอพาเอเลน่าไปดูแลด้วย อย่าให้อยู่คนเดียว ฉันเกรงว่าจะขวัญเสียจนนอนไม่หลับ"
"รับทราบค่ะ" เซเรน่าตอบรับพร้อมโอบกอดเอเลน่าไว้อย่างปลอบประโลม
ในขณะที่ทุกคนกำลังห่วงใยเธอ เอเลน่าที่ซบหน้าลงกับไหล่ของอาสะไภ้กลับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา... รอยยิ้มของเด็กหนุ่มในซอยมืดคนนั้น
'นายเป็ใครกันแน่...'
