บทที่ 8
นางยืนอยู่ตรงนั้นด้วยร่างที่ชโลมไปด้วยเื
บัว์เหมันต์ทมิฬ!
ศิษย์หลายคนถึงกับอุดปากด้วยความใ แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ ไม่ใช่ว่าพวกเขาความรู้ตื้นเขิน แต่เป็เพราะบัว์เหมันต์ทมิฬนั้นล้ำค่าเกินไป
มันคือสิ่งที่มีระดับใกล้เคียงกับของเซียน แม้แต่เ้าสำนักไท่ชิงเองก็ยังไม่เคยเห็นของจริง นับประสาอะไรกับพวกเขา
ในโลกบำเพ็ญเพียร รากิญญาของทุกคนถูกกำหนดมาแต่กำเนิด พร์ถูกแบ่งแยกดีเลวั้แ่วินาทีที่ลืมตาดูโลก แม้จะมีสมบัติวิเศษมากมายที่ช่วยชำระล้างรากิญญาได้ แต่ทุกชิ้นล้วนหาได้ยากยิ่ง เงื่อนไขการใช้ก็โหดร้าย ต้องผ่านความเ็ปจากการขัดเกลากายาอย่างแสนสาหัส ถึงจะมีโอกาสเพียงริบหรี่ในการยกระดับรากิญญา และถึงจะผ่านความตายมาได้ รากิญญาก็มักจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นตามลิขิต์
แต่บัว์เหมันต์ทมิฬนั้นต่างออกไป
ขอเพียงหลอมรวมกับมัน มันจะซ่อนตัวอยู่ในร่างกายของเ้าของ และเพิกเฉยต่อพร์เดิมที่มีอยู่ มันจะค่อยๆ ยกระดับรากิญญาอย่างนุ่มนวลราวกับพิรุณวสันต์
หากอยู่ในร่างกายนานพอ มันถึงขั้นช่วยให้เ้าของฝืนลิขิตเปลี่ยนชีวิต กลายเป็ "รากิญญานพเก้า" ในตำนานได้เลย!
ยังมีข่าวลืออีกว่า เมื่อพร์ของเ้าของถึงจุดสูงสุด บัว์เหมันต์ทมิฬจะให้กำเนิดจิติญญาพฤกษามาช่วยในการบำเพ็ญเพียรอีกด้วย!
มิน่าเล่าซูว่านฉีถึงมีพร์โดดเด่นเช่นนี้ ที่แท้ก็เพราะบัว์เหมันต์ทมิฬนี่เอง
แต่... สมบัติล้ำค่าระดับนี้ ซูว่านฉีกลับยอมสละมันเพื่อเป็ของขอขมาเนี่ยนะ?!
ฉู่ชิงชวนย่อมรู้ซึ้งถึงความล้ำค่าของมัน หลังจากหายใ เขาก็นิ่งเงียบและหลุบตาลงราวกับนึกอะไรบางอย่างได้
ซูว่านฉีเป็เพียงศิษย์ธรรมดา การที่นางสมบัติที่พันปีจะเจอสักชิ้นแบบนี้ได้ น่าจะเป็เพราะ...
ในใจของเขาพลันปรากฏชื่อหนึ่งขึ้นมา ท่านเซียนชิงเหยียน คงมีเพียงเขาผู้เคยเป็ที่หนึ่งในใต้หล้าเท่านั้น ที่จะของวิเศษที่ฝืนกฎ์เช่นนี้ได้
ส่วนต้วนจื่อเหวยที่อยู่ข้างๆ ไม่มีเวลามาสนใจความคิดของฉู่ชิงชวน เขาหันไปมองซูว่านฉีด้วยความตะลึง สมบัติวิเศษหรือโอสถทิพย์ส่วนใหญ่ในโลกนี้เขาลูกเดียวก็มีเกือบหมด
ดังนั้นวิธีตัดสินว่าของชิ้นไหนดีไม่ดีสำหรับเขาคือ "เขามีหรือเปล่า" และ "มีเยอะไหม" แต่บัว์เหมันต์ทมิฬนี้ อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่ตระกูลต้วนทั้งตระกูลก็ยังไม่มี ความหายากของมันประจักษ์ชัดแจ้งแล้ว
ซูว่านฉีไปเอาโชคลาภมหาศาลมาจากไหน ถึงได้ของสิ่งนี้ได้?
ตรงข้ามกับปฏิกิริยาของคนอื่น เจียงชิวหนิงหลังจากหายใ นางก็ลำดับหาช่องโหว่ในคำพูดของซูว่านฉีได้ทันที นางซ่อนแววตาเย้ยหยันไว้แล้วเงยหน้าขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ในเมื่อมันเป็ของสหายซูแล้ว ข้าคงไม่อาจชิงของรักของผู้อื่นได้”
สิ้นคำพูดของนาง คนอื่นๆ ก็ได้สติขึ้นมาทันที จริงด้วย! เมื่อครู่พวกเขามัวแต่ใจนลืมไปว่า ซูว่านฉีบอกว่ามันอยู่ใน "เืและกระดูก" ของนาง เมื่อบัว์เหมันต์ทมิฬหลอมรวมกับเซียนแล้ว มันจะกลายเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเ้าของ ต่อให้ภายหลังมันจะเกิดจิติญญาขึ้นมา มันก็ไม่อาจแยกออกจากเ้าของได้...
หรือซูว่านฉีจะ "ขุด" มันออกมาจากเืและกระดูกจริงๆ? การใช้สิ่งที่ไม่มีทางเป็ไปได้มาเป็ของขอขมา—ซูว่านฉีไม่เพียงแต่จิตใจอำมหิต แต่ยังเสแสร้งได้เก่งกาจนัก
บางทีนางอาจจะแค่อยากมาอวดสมบัติล้ำค่าต่อหน้าทุกคน และทำคะแนนให้ศิษย์พี่ฉู่ประทับใจก็ได้
ช่างเป็คนเ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ! บรรดาศิษย์ต่างมองซูว่านฉีด้วยสายตาดูแคลน
ทว่าไม่ว่าสายตาคนรอบข้างจะเป็อย่างไร ซูว่านฉียังคงยืนอยู่อย่างเงียบงัน ทันใดนั้น มีศิษย์คนหนึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติบนตัวนาง รอบกายของนางมีไอพลังปราณบางเบาปกคลุมอยู่
ในขณะที่ใบหน้าซึ่งซีดเซียวอยู่แล้ว ตอนนี้กลับดูขาวโพลนจนเกือบจะโปร่งแสง ปลายนิ้วที่ทิ้งลงข้างตัวสั่นระริก ไอพลังปราณรอบตัวกำลังแทรกซึมเข้าไปในเืและกระดูกของนางทีละน้อย
ทุกคนต่างจ้องมองนางด้วยความตกตะลึง หรือว่าซูว่านฉีจะขุดบัว์เหมันต์ทมิฬออกมาจริงๆ? ความเ็ประดับนั้น นางทนได้ยังไง?
ไม่ใช่แค่ความเ็ป แต่มันส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างมหาศาล การมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนในขณะที่ต้องสูญเสียเืและกระดูกไปครึ่งร่าง...
นี่เท่ากับเป็การควักเอาครึ่งชีวิตของตัวเองออกมา และจะส่งผลเสียต่อการบำเพ็ญเพียรในอนาคตด้วย! แค่การขอขมา ซูว่านฉีจำเป็ต้องโเี้กับตัวเองขนาดนี้เลยหรือ?
ต้วนจื่อเหวยที่จับจ้องนางอยู่ตลอดรู้ถึงความตั้งใจของนางเป็คนแรก เขาไม่มีเวลามานั่งสงสัย รีบโคจรพลังปราณหวังจะเข้าไปขัดขวางทันที ฉู่ชิงชวนที่อยู่ข้างๆ ััได้ถึงพลังปราณจึงรีบยื่นมือมาห้าม
ต้วนจื่อเหวยสะบัดมือเขาออกอย่างแรงโดยไม่แม้แต่จะมอง และเงื้อมมือขึ้นใหม่ด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เ้าไม่เห็นหรือว่านางกำลังทำอะไร?! ถ้าไม่ห้ามตอนนี้จะสายเกินไปนะ!”
ฉู่ชิงชวนพยายามข่มอารมณ์พลุ่งพล่านในใจ บังคับเสียงให้สงบที่สุด “ตอนนี้พลังปราณทั้งหมดของนางกำลังไหลเวียนอยู่ในกระดูกและเื แรงภายนอกแม้เพียงนิดเดียวจะทำลายสมดุลที่นางฝืนรักษาไว้ หากเ้าลงมือตอนนี้ นางจะาเ็หนักกว่าเดิม”
ต้วนจื่อเหวยได้ยินดังนั้น พลังปราณในมือก็ยิ่งหนักหน่วงขึ้นแต่กลับต้องสลายไปอย่างไร้ทางเลือกในวินาทีถัดมา
เขารู้ว่าฉู่ชิงชวนพูดถูก แต่เขาก็ไม่ยินยอมที่ตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลย เขากำหมัดแน่น แววตาที่เคยเ้าชู้โอหังบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความหม่นหมองล้ำลึก ในตอนนี้เขาลืมเลือนตัวตนของเจียงชิวหนิงไปเสียสนิท
แม้แต่เจียงชิวหนิงเองก็มีความใที่ปิดไม่มิด นางอยู่ใกล้ซูว่านฉีที่สุด จึงเห็นร่างกายที่สั่นเทาเพราะความเ็ปได้อย่างชัดเจน และ... เห็นสีหน้าที่แย้มยิ้มอย่างยินดีของนางด้วย
ซูว่านฉีวางมือขวาไว้ที่ตำแหน่งหัวใจ พลังปราณพุ่งเข้าหาเืและกระดูกอย่างไม่ขาดสาย นางหลุบตาลงด้วยท่าทางที่สงบสุข เจียงชิวหนิงเห็นดังนั้นก็เผลอจิกนิ้วลงบนขอบเตียงอย่างแรง ในใจเต็มไปด้วยความสับสน
ซูว่านฉี... ไม่เจ็บเลยหรือ?
ซูว่านฉีย่อมรู้สึกเ็ป ความเ็ปถึงขีดสุดทั้งทางิญญาและร่างกายนี้กลับทำให้สมองของนางแจ่มใสขึ้น และควบคุมสีหน้าได้ดียิ่งขึ้น
ครั้งหนึ่งนางเคยเ็ปเช่นนี้และได้แต่มองดูตัวเองเดินเข้าหาความตายอย่างหมดหนทาง แต่ความเ็ปในวันนี้ คือการที่นางกำลังก้าวเข้าหาความหวังในการมีชีวิตอยู่ทีละก้าว
บัว์เหมันต์ทมิฬได้ยกระดับพร์ของร่างเดิมมามากพอแล้ว จากรากิญญาสามสายเมื่อร้อยปีก่อน จนกลายเป็รากิญญาเดี่ยวในปัจจุบัน
พลังฝึกตนก็ล้ำหน้าคนรุ่นเดียวกันจนถึงระดับจินตานในวัยร้อยกว่าปี ขอเพียงนางควบคุมให้ดี แม้จะแยกเอากล้วยไม้ออกไป พร์และระดับพลังของนางก็จะยังคงอยู่
ในนิยายต้นฉบับ การจะเปลี่ยนเป็รากิญญานพเก้านั้นต้องมีเงื่อนไขที่โหดร้ายมาก รากิญญาเดี่ยวในตอนนี้คือขีดจำกัดที่ร่างเดิมจะทำได้แล้ว และจากการกระทำของนางใน่นี้... ไม่แน่ว่าวันใดวันหนึ่งมันอาจจะเกิดจิติญญาขึ้นมา
นางกับร่างเดิมไม่ใช่ดวงิญญาเดียวกัน และอนาคตของนางแขวนอยู่บนคำลวง บัว์เหมันต์ทมิฬที่มีชีวิตจิตใจจึงเสี่ยงเกินไปที่จะคุม การเก็บมันไว้มีผลเสียมากกว่าผลดี
ตอนนี้แหละคือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะสลัดมันทิ้งไป พร้อมกับกำจัดความรังเกียจและหวาดระแวงในใจเจียงชิวหนิง
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็กดมือขวาที่หน้าอกลงไปอย่างแรง!
ในวินาทีนั้น เมื่อเห็นร่างกายที่เริ่มโปร่งแสงของซูว่านฉี สายตาของทุกคนเปลี่ยนจากดูแคลนเป็ตกตะลึง และกลายเป็ความตื่นตะลึงที่สั่นะเืถึงหัวใจ
พวกเขาได้แต่จ้องมองนางที่แย้มยิ้มและ "ควัก" เอาบัว์เหมันต์ทมิฬที่จับตัวเป็รูปร่างออกมาจากหน้าอกอย่างสงบและเด็ดเดี่ยว
มือขวาของนางชโลมไปด้วยเืแดงฉาน ทว่าบัว์เหมันต์ทมิฬบนมือนั้นกลับไม่มีรอยเืแปดเปื้อนแม้แต่นิด มันดูบริสุทธิ์ผุดผ่องและแฝงไปด้วยกลิ่นอายเซียน หยดเืที่หยดลงพื้นทีละหยดเรียกสติของทุกคนให้กลับคืนมาจากความอึ้ง
เจียงชิวหนิงมองดูซูว่านฉีที่อยู่ในสภาพนี้พลางนิ่งอึ้งไปนาน นางมองซูว่านฉีราวกับเพิ่งเคยรู้จักเป็ครั้งแรก ซูว่านฉีกะพริบตาอย่างงุนงงเล็กน้อยแล้วถามเบาๆ
“ไม่พอหรือเ้าคะ?” เหมือนนางจะนึกอะไรขึ้นได้ แววตาดูมีความคาดหวังเพิ่มขึ้น แต่มันกลับดูจริงใจและใสซื่อยิ่งนัก นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายแต่จริงจัง
“งั้นข้าควัก 'จินตาน' ชดใช้ให้ท่านด้วยดีไหม?”
แทบจะทันทีที่พูดจบ มือซ้ายของนางก็พุ่งเข้าหาตำแหน่งจินตานของตัวเอง ต้วนจื่อเหวย ฉู่ชิงชวน และเจียงชิวหนิงที่รับรู้ถึงความผิดปกติพยายามจะเข้าไปห้ามพร้อมกัน
แต่มีพลังปราณสายหนึ่งจากหน้าประตูที่เร็วกว่า พลังนั้นแข็งแกร่งทว่านุ่มนวล เข้ามาพันธนาการมือซ้ายของซูว่านฉีไว้ได้ทันท่วงที ทุกคนหันไปมองพร้อมกันและรีบทำความเคารพ
“คารวะเ้าสำนัก ผู้าุโรอง และท่านเ้าเขาฉี”
หนิงเมิ่งหลานโบกมือให้ทุกคนอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะมองซูว่านฉีที่ยืนโชกเืด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ผ่านไปไม่กี่วัน นางก็หาเื่ทำให้ตัวเองเ็ปขนาดนี้อีกแล้ว เขาได้รับรู้เื่ราวคร่าวๆ จากศิษย์คนอื่น และนึกถึงอดีตระหว่างนางกับท่านเซียน เขาจึงสะบัดชายเสื้อแล้วถอนหายใจ
“ซูว่านฉี เ้าจะทำไปเพื่ออะไรกัน”
“ฆ่าคนต้องชดใช้ชีวิต ติดหนี้ต้องคืนเงิน ทุกคนควรได้รับผลจากการกระทำของตัวเองไม่ใช่หรือเ้าคะ?” ซูว่านฉีไม่หันกลับมา แต่น้ำเสียงของนางฟังดูจริงจังยิ่งนัก
“แม้มันจะเป็เช่นนั้น แต่เ้า...” หนิงเมิ่งหลานมองดูใบหน้าที่ขาวโพลนจนเกือบโปร่งแสงของซูว่านฉี แล้วกลืนประโยคหลังลงคอไป แต่เ้าจำเป็ต้องโหดร้ายกับตัวเองขนาดนี้เลยหรือ?!
ในตอนนั้น เจียงชิวหนิงจึงได้เอ่ยปากขึ้น “ซูว่านฉี วันนั้นอาการาเ็ของข้าไม่ได้หนักหนา การหมดสติก็มีสาเหตุอื่น ตอนนี้ข้ารับรู้ถึงการขอขมาของเ้าแล้ว บัว์เหมันต์ทมิฬนี้ เ้าเอากลับไปเถอะ”
ไม่ว่าซูว่านฉีจะรู้สึกผิดจริงๆ หรือแค่กำลังแสดงงิ้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้มันเพียงพอแล้ว ราคาที่นางจ่ายนั้นสูงลิบลิ่ว หลังจากนี้แม้เจียงชิวหนิงจะยังระแวงอยู่บ้างแต่ก็คงไม่ลงมือกับนางโดยสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
หากเป็เช่นนั้น เป้าหมายของซูว่านฉีก็คงบรรลุแล้ว อีกทั้งวันนี้เ้าสำนักไท่ชิงและคนอื่นๆ ก็มาถึงแล้ว นางไม่อาจเป็ศัตรูกับสำนักไท่ชิงอย่างเปิดเผยได้ เื่นี้จึงควรจบลงเสียที
แต่ซูว่านฉีกลับไม่ได้เอากล้วยไม้คืนตามที่นางคิดไว้ แต่นางกลับถามด้วยความสงสัย “ของขอขมา มีเหตุผลให้รับคืนด้วยหรือเ้าคะ?”
ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน นางคุกเข่าลงข้างหนึ่ง มือที่ถือบัว์เหมันต์ทมิฬหงายขึ้นแล้วกดลงบนฝ่ามือของเจียงชิวหนิงเบาๆ บัว์เหมันต์ทมิฬในมือของนางค่อยๆ หลอมรวมเข้าสู่เืและกระดูกของเจียงชิวหนิงทีละน้อย
เมื่อเห็นว่ามันหลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แล้ว นางก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าซีดเซียวทว่าแววตากลับใสกระจ่างดุจแก้วเจียระไน ไม่มีร่องรอยของความคลั่งไคล้หลงใหลที่มีต่อฉู่ชิงชวนหลงเหลืออยู่แม้แต่นิดเดียว
นางกล่าวคำขอโทษอย่างอ่อนโยน “เจียงชิวหนิง ข้าขอโทษเ้าค่ะ”
“นี่คือของขอขมาของข้า”
“เป็ของขอขมาสำหรับท่านเพียงคนเดียว”
