อวิ๋นซีมองอองเฮาและอวี้เฟยตอบโต้กันไปมา ไม่อาจไม่พูดได้ว่า อวี้เฟยผู้นี้เป็คนที่พิเศษจริงๆ นางไม่เกรงกลัวฮองเฮาสักนิด กระทั่งการกระทำและคำพูดล้วนไม่ได้มีความเคารพอยู่สักกี่ส่วน
อีกทั้ง นางยังทำอย่างเปิดเผยเป็อย่างยิ่ง นี่ช่างถูกใจนางเสียจริงๆ
สุดท้ายฮองเฮาก็ทำได้แค่ให้องค์ชายสี่สองสามีภรรยาพาหวานหว่านออกไป ส่วนอวี้เฟยนั้นยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ยิ้มบางๆ ดื่มชา ท่าทางเช่นนั้น สบายอกสบายใจอย่างที่ไม่อาจสบายใจไปได้กว่านี้อีกแล้ว
อวิ๋นซีเห็นท่าทีเช่นนี้ของอวี้เฟยก็อดหัวเราะในใจไม่ได้ อวี้เฟยช่างมีวิธีในการจัดการกับฮองเฮาจริงๆ เพียงแต่นางรู้สึกแปลกใจยิ่ง เหตุใดฮองเฮาที่มีนิสัยเช่นนี้ถึงยังสามารถรั้งอยู่บนตำแหน่งฮองเฮาได้นานเพียงนี้?
ตอนนี้นางมีความคิดหนึ่ง หากว่าอวี้เฟยปรารถนาในตำแหน่งฮองเฮาจริง ฮองเฮาไม่มีทางรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้เลย
เพียงไม่นาน ตำหนักเฟิ่งอี๋ก็มีฮูหยินและคุณหนูสูงศักดิ์เข้ามาถวายบังคม เพียงไม่นานอวิ๋นซีก็ได้เห็นเงาร่างที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว สตรีวัยกลางคนผู้นี้ มองดูแล้วเครื่องหน้าไม่เลว บนใบหน้ายังประดับรอยยิ้มน้อยๆ ไว้ด้วย
แต่ว่า มีเพียงคนที่คุ้นเคยเท่านั้นถึงจะรู้ สตรีนางนี้ไม่ใช่คนช่างริษยาธรรมดา เป็พวกสุดโต่งอย่างแท้จริง นาง ก็คือคนแรกที่อวิ๋นซีและจวินเหยียนจะจัดการหลังจากกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว ภรรยาของเจิ้งอ๋อง ชายาเจิ้งอ๋อง โจวิ่
ดังนั้น มองคนอย่ามองเพียงภายนอก ภายในเป็เช่นไรถึงจะสำคัญที่สุด ที่เหลือนั้น ล้วนไม่สำคัญ
ั้แ่ที่คนพวกนี้เข้ามาแล้ว อวิ๋นซีก็กลายเป็จุดสนใจของพวกนาง ในฐานะท่เป็ชายาหนิงชินอ๋อง ศถานะของนางก็แค่ต่ำกว่าฮองเฮาและอวี้เฟยที่เป็ผู้าุโเช่นกันอยู่นิดหน่อยเท่านั้น คนที่เหลือเมื่อเห็นนางแล้วล้วนต้องคาราวะ
สำหรับบรรดาคนที่เข้ามาคาราวะนั้น นางล้วนไม่ปฏิเสธ
ไม่ใช่เพราะนางยะโส แต่เพราะคนเหล่านี้ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มีใจภักดีต่อสามีนาง ในเมื่อเป็เช่นนี้ จะต้องไปใยดีศักดิ์ศรีของคนพวกนี้มากนักทำอะไร และเพราะเช่นนี้ เื่ที่ชายาหนิงชินอ๋องมีพระนิสัยหยิ่งยะโสก็เป็ที่ลือกันไปทั่ว
เนื่องจากคนที่เข้ามายิ่งมายิ่งมาก จวินเหยียนเองก็ทูลลาไปจากตำหนักเฟิ่งอี๋ บรรดาสตรีสูงศักดิ์เ่าั้เห็นจวินเหยียนจากไปแล้ว ก็พากันมองไปยังอวิ๋นซี ในฐานะที่เป็ชายาของเจิ้งอ๋องสตรีแซ่โจวถือเป็คนที่มีสถานะสูงสุดในบรรดาพวกนางทั้งหมด
ดังนั้น นางจึงเปิดปากพูด “ขอแสดงความยินดีต่อฮองเฮา ที่ได้สะใภ้ดีเช่นนี้นะเพคะ”
ฮองเฮามองไปยังชายาเจิ้งอ๋อง สตรีแซ่โจว ตอบกลับไปเรียบๆ ประโยคหนึ่งว่า “ลูกสะใภ้ทั้งห้าของเปิ่นกง ล้วนเป็เลิศเหนือใครทั้งสิ้น ในจุดนี้ ชายาเจิ้งอ๋องเองก็ควรจะรู้ดีที่สุดถึงจะถูก อย่างไรเสียบุตรสาวคนโตของเ้าก็ต้องแต่งเข้าจวนรัชทายาท วันหน้าก็ยังต้องเรียกเปิ่นกงสักคำว่าเสด็จแม่”
ถึงแม้นางจะไม่ชอบอวิ๋นซี แต่นั่นก็เป็เื่ของนางผู้เดียว คนอื่นจะมาพูดไม่ได้ ประโยคเดียวของนางก็ทำเอาชายาเจิ้งอ๋องสะอึกไป หากนางกล้าพูดจาไม่ดีถึงอวิ๋นซีแม้เพียงครึ่งประโยค ก็เท่ากับนางพูดว่าลูกสาวของตนเองไม่ดี
เมื่อชายาเจิ้งอ๋องได้ยินเช่นนั้น ก็คล้ายจะอึ้งไป เดิมทีคิดไปว่าฮองเฮาไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้ คิดไม่ถึงตนเองพูดไปแค่นั้น ฮองเฮาก็มีปฏิกิริยาแรงกล้าเพียงนี้ นางยิ้มบางๆ พูดว่า “พูดก็พูด เฟยเอ๋อร์ของข้าหลังจากแต่งเข้าจวนรัชทายาทไปแล้ว ก็ยังต้องให้ฮองเฮาช่วยดูแลด้วยนะเพคะ ถึงแม้ั้แ่เด็กจะมีหมัวมัวคอยอบรมสั่งสอนเด็กคนนั้น ทว่ากฎของตระกูล์มีมาก จนถึงตอนนี้หม่อมฉันก็ยังเป็กังวล ว่าเฟยเอ๋อร์จะก่อเื่เพคะ”
อวี้เฟยที่ดื่มชาอยู่ด้านข้างจู่ๆ ก็ยิ้มพูดขึ้นว่า “ชายาเจิ้งอ๋องเองก็ทราบว่าตระกูล์มีกฎระเบียบมากมาย หากเป็ห่วงบุตรสาวเ้าจริงๆ ก็ไม่ต้องให้นางแต่งเข้าจวนรัชทายาทก็ได้ หาตระกูลอื่นเอาด้านนอกแต่งเข้าไป เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว”
น่าขัน ต่อให้เ้าคิดอยากจะยกระดับให้ลูกสาวตนเองสูงส่งขึ้น ก็ไม่จำเป็ต้องเหยียนอวิ๋นซีนี่
เมื่อพูดจบ อวี้เฟยก็ไม่สนสีหน้าของชายาเจิ้งอ๋อง นางพูดต่อว่า “พูดก็พูด ฮูหยินก็ควรจะให้ลูกสาวที่บ้านเ้าเรียนรู้จากชายาหนิงชินอ๋องให้มากๆ ถึงแม้นางจะเกิดที่หานโจว ทว่าบรรยากาศรอบกาย และกฎระเบียบ นั้นเรียกได้ว่าเรียนมาด้ดียิ่งกว่าองค์หญิงในวังหลวงเสียอีก มิน่า ฝ่าาถึงได้ตรัสว่าที่หนิงชินอ๋องแต่งภรรยาเช่นอวิ๋นซีเข้ามาได้นี้จักต้องเป็โชคของเขาอย่างแน่นอน”
เมื่อพูดออกไปเช่นนี้ สีหน้าของชายาเจิ้งอ๋องยิ่งราวกับฟืนไหม้เกรียมก็ไม่ปาน สีหน้าดำคล้ำไปเลย ลูกสาวของตนเอง ถูกอวี้เฟยกล่าวถึงอย่างไร้ราคาเพียงนี้ ทำให้คนรู้สึกอัดอั้นตันใจจริงๆ
“พระสนมอวี้เฟยตรัสถูกแล้วเพคะ หม่อมฉันจำเป็จักต้องให้เฟยเอ๋อร์เรียนรู้กฎระเบียบในวังให้ดีจริงๆ เพคะ” ชายาเจิ้งอ๋องโจวิ่ผู้นี้ถึงแม้ยามอยู่ในจวนอ๋องจะจัดการเจิ้งอ๋องอย่างเข้มงวด ทว่านางเองก็มีจุดที่หลักแหลมอยู่ นั่นก็คือรู้เป็อย่างดีว่าเวลาใดควรพูดอันใด
คำพูดเหล่านี้ หากถูกคนโต้กลับมาั้แ่แรก หลักจากลองไปแล้วสองสามครั้ง นางก็จักไม่พูดอีกแน่นอน เพราะรู้ว่า หากยังพูดต่อไปอีก ไม่แน่ตนก็จะกลายเป็เป้าหมายให้ถูกคนอื่นรุมโจมตีก็เป็ได้
ฮูหยินสูงศักดิ์ที่เหลือเมื่อเห็นว่าชายเจิ้งอ๋องเพราะอยากจะกดชายาหนิงชินอ๋องสุดท้ายถึงต้องกลายเป็ฝ่ายถูกจัดการเสียเอง ก็พากันเก็บความคิดต่างๆ ของตัวเองกลับไป อวิ๋นซีมองไปยังอวี้เฟย ยิ้มน้อยๆ เป้นการขอบคุณส่งให้นาง ถึงแม้วันนี้ต่อให้อวี้เฟยจะไม่ช่วยตน ตนก็มีวิธีทำให้ชายาเจิ้งอ๋องกลืมคำพูดเ่าั้กลับลงไปเอง แต่ว่า ความรู้สึกที่ถูกคนปกป้องอยู่นี้ก็เหมือนจะไม่เลวจริงๆ
ครั้งนี้ ถือว่านางติดค้างน้ำใจอวี้เฟยแล้วครั้งหนึ่ง
ฮองเฮาเองแน่นอนว่าก็มองเห็นรอยยิ้มของอวิ๋นซีต่ออวี้เฟยนั่น นางแค่นเสียงเ็าในใจ เป็คนที่มาจากสถานที่เล็กๆ จริงๆ ด้วย ไม่รู้จักกฎระเบียบสักนิด เป็นางที่ช่วยนางชัดๆ นางกลับยังส่งสายตาไปมากับอวี้เฟย
ดียิ่ง ต่อไป ก็ต้องมาดูว่านางจะรอดปลอดภัยจากงานเลี้ยงฉลองคืนนี้กลับไปยังจวนอ๋องได้อย่างไร ลูกสะใภ้คนหนึ่งที่ไม่เชื่อฟัง นางไม่ใยดีสักนิด หากว่าอวิ๋นซีทำเื่ผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ นางก็มีวิธีจะใช้ประโยชน์จากเื่นี้ได้พอดี จากนั้นก็ให้จวินเหยียนแต่งชายาอ๋องอีกคนเข้ามา
ส่วนคนตรงหน้านี้ ช่างเถอะ เป็อนุก็ถือเป็โชคใหญ่สุดของนางแล้ว
ตอนที่อวี้เฟยจากไป ก็พาอวิ๋นซีไปพร้อมกันด้วย ถึงแม้จะรู้อยู่ว่าฮองเฮาต้องพิโรธแน่ ทว่าอวิ๋นซีก็ยังเลือกที่จะเดินจากไปข้างกายอวี้เฟย คนบางคน แตกหักกันไปแล้ว ยามอยู่ต่อหน้าคนหมู่มากก็รักษาท่าทีสักสองสามส่วนเป็พอ เพราะว่าการแสดงละครนั้นมันเหนื่อยเสียเหลือเกิน
เดินไปครู่หนึ่ง จู่ๆ สีหน้าของอวี้เฟยก็ไม่ค่อยดี นางพูดกับอวิ๋นซีว่า “เปิ่นกงจะให้คนพาเ้าไปยังตำหนักอวิ๋นเหอก่อน” น่าตายนัก เหตุใดประจำเดือนถึงได้มาเอาตอนนี้
เมื่อพูดจบ นางก็ไม่รั้งรอ ให้นางกำนัลข้างกายพาอวิ๋นซีไปยังตำหนักอวิ๋นเหอ
ในฐานะที่เป็ผู้หญิง และยังเป็หมอ อวิ่นซีเองก็เห็นความผิดปกติจากใบหน้าของอวี้เฟย ดังนั้นนางจึงไม่ถามมาก แต่นำฉุนเอ๋อร์มุ่งหน้าไปยังตำหนักอวิ๋นเหอแทน ยามเมื่อไปถึงตำหนักอวิ๋นเหอ อวิ๋นซีก็ให้นางกำนัลที่นำทางนั้นกลับไปอยู่ข้างกายอวี้เฟยก่อน
จริงๆ แล้ววังหลวงแห่งนี้ นางคุ้นเคยเป็อย่างมาก ถึงแม้จะผ่านไปห้าปีกว่าแล้ว ทว่าที่นี่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด งานเลี้ยงฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ทุกปีล้วนจัดขึ้นที่ตำหนักอวิ๋นเหอ เหตุผลมีเพียงหนึ่งเดียว ก็แค่เพระาด้านหน้ามีสระน้ำสายหนึ่ง เมื่อผ่านงานเลี้ยงฉลองไปแล้ว ฮ่องเต้และพระสนมวังหลังจะนำบรรดาขุนนางบุ๋นบู๋ตั้งขั้นสองชั้นสูงขึ้นไปและครอบครัวล่องสระอวิ๋นเหอ
และมีบรรดาสนมชายาและฮูหยินคุณหนูสูงศักดิ์ทั้งหลายเมื่อไปถึงกลางลำน้ำก็จะปล่อยโคมลอย อวิ๋นซียังจำได้ ตอนยังเด็กติดตามมารดาฮูหยินเฉียวเข้ามาร่วมงานฉลองในวัง ตอนนั้น นางเห้นว่าสนมนางหนึ่งเขียนบนโคมลอยว่า ขอให้ฝ่าาไม่ลืมเลือนข้าตลอดไป
