บทที่ 32
พวกเขาจะได้แต่งงานกันไหม
ฟู่จิงเหยาจ้องมองตุ๊กตากระดาษรูปร่างประหลาดตาค้างไปเต็มๆ ห้าวินาที
เขากระแอมไอแก้เขินหนึ่งที “เสี่ยวจินกับเพื่อนๆ... เป็จิติญญาทั้งหมดเลยเหรอครับ?”
หลินซียิ้มตอบ “ใช่ค่ะ ตอนเด็กๆ เวลาอาจารย์ไม่อยู่ที่อาราม ก็มีพวกเสี่ยวจินนี่แหละที่อยู่เป็เพื่อนฉัน ลงเขาไปจับผีด้วยกัน จิติญญาตัวน้อยทั้งห้านี้คือครอบครัวของฉันค่ะ” เธอนิ่งไปนิดก่อนถามย้ำ
“แล้วคุณ... คิดว่าเป็อะไรล่ะคะ?”
ฟู่จิงเหยาหน้าแข็งค้าง พอนึกถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งพูด (และจินตนาการ) ไปเมื่อกี้ เขาแทบอยากจะมุดแผ่นดินหนี วันนี้วันเดียวเขาเจอเื่น่าอายที่สุดในชีวิตมาครบทุกรูปแบบแล้วจริงๆ
ฟู่จิงเหยาพยายามรักษามาดเข้ม “ผมแค่คิดไม่ถึงว่าเสี่ยวจินจะเป็จิติญญาน่ะครับ”
หลินซีแสดงความเข้าใจ “เดี๋ยวก็ชินค่ะ จิติญญาทั้งห้าแยกแยะง่ายมาก” เธอหันไปบอกเหล่าตุ๊กตากระดาษ
“ทุกคน ไปทักทายฟู่จิงเหยาหน่อยสิ”
“ได้เลยค่ะ/ครับเ้านาย!”
เสี่ยวจินพาเพื่อนอีกสี่ตัววิ่งจู๊ดไปหาฟู่จิงเหยา พลางจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสี่ยวจินมีคำถามหนึ่งคาใจ
“เ้านายครับ พวกเราควรเรียกเขาว่าอะไรดี?”
คำถามนี้ทำเอาหลินซีไปไม่เป็เหมือนกัน เธอเลยบอกว่า “ตามใจพวกเธอเลย”
เสี่ยวจินขยับสมองอันชาญฉลาด “เขาแต่งงานกับเ้านายแล้ว งั้นก็ต้องเรียกว่า ‘สามีของเ้านาย’ สิ” แต่ตัวอื่นๆ กลับมีความเห็นต่างออกไป
เสี่ยวมู่ “หลัวของเ้านาย!”
เสี่ยวสุย “คนรักของเ้านาย!”
เสี่ยวฮั่ว “ผู้ชายของเ้านาย!”
เสี่ยวถู่ “สุดที่รักของเ้านาย! ”
ในที่สุดทั้งห้าตัวก็ตกลงกันได้ “ ‘สุดที่รักของเ้านาย’ นี่แหละ ดีที่สุด!”
หลินซีได้ยินคำเรียกขานนี้ก็หลุดขำพรืด “ฮ่าๆๆ ฉันเพิ่งนึกเื่ตลกออกน่ะค่ะ พวกเธอเชิญตามสบายเลยนะ ไม่ต้องสนฉัน”
ฟู่จิงเหยายิ้มแห้งๆ อย่างไร้ทางสู้ ยอมรับฉายาแปลกๆ นี้ไปโดยปริยาย
เหล่าตุ๊กตากระดาษเริ่มแนะนำตัวทีละตัว เริ่มจากเสี่ยวจินที่ยื่นมือจิ๋วออกมา
“สวัสดีครับสุดที่รักของเ้านาย ผมคือเทพแร่ธาตุ เสี่ยวจินครับ”
ฟู่จิงเหยามองตุ๊กตาผมทรงกะลาครอบ พยายามทำตัวให้นิ่งขรึมที่สุดขณะยื่นมือไปเช็กแฮนด์กับเสี่ยวจิน
ตามด้วยเสี่ยวมู่ “สวัสดีค่ะสุดที่รักของเ้านาย หนูคือภูตไม้ เสี่ยวมู่ค่ะ” (ทรงผมลอนคลื่น)
เสี่ยวสุย “สวัสดีค่ะสุดที่รักของเ้านาย หนูคือพรายน้ำ เสี่ยวสุยค่ะ” (ทรงผมหางม้าเดี่ยว)
เสี่ยวฮั่ว “สวัสดีครับสุดที่รักของเ้านาย ผมคือเทพไฟ เสี่ยวฮั่วครับ” (ทรงผมแอฟโฟร่)
เสี่ยวถู่ “สวัสดีครับสุดที่รักของเ้านาย ผมคือเทพูเา เสี่ยวถู่ครับ” (ทรงผมแกละสองข้าง)
ฟู่จิงเหยาตั้งใจสังเกตลักษณะของแต่ละตัวอย่างละเอียด เพื่อไม่ให้จำผิดในอนาคต เขาหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “หลินซี เสี่ยวจิน เสี่ยวมู่ เสี่ยวสุย เสี่ยวฮั่ว และเสี่ยวถู่... จากนี้ไปพวกเราคือครอบครัวเดียวกันนะครับ”
ตุ๊กตากระดาษทั้งห้าปรบมือรัวๆ “ยินดีต้อนรับ ‘สุดที่รักของเ้านาย’ เข้าสู่ครอบครัวใหญ่ค่าาา/ครับบบ!”
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินซีเตรียมตัวไปตั้งแผงที่ถนนของเก่าตามปกติ หลังจากเมื่อวานไม่ได้ไป พวกลุงๆ ป้าๆ ต้องบ่นถึงเธอแน่ พอลงมาข้างล่าง ฟู่จิงเหยาก็โบกมือเรียก “ตื่นแล้วเหรอครับ มาทานมื้อเช้าเร็ว”
หลินซีเดินไปดูที่โต๊ะถึงกับตาโต โจ๊กข้าวฟ่าง, ซาลาเปาลาวา, หมั่นโถวฟักทอง, แซนด์วิชแฮมชีส, นมตุ๋นกระเพาะปลา, โทสต์สตรอว์เบอร์รี, ผลไม้รวม และยังมี... ก๋วยเตี๋ยวรสเผ็ดเปรี้ยว (ซวนล่าเฝิ่น) อีกชามใหญ่!
“ทั้งหมดนี่คุณทำเองเหรอคะ?” ฟู่จิงเหยาตอบตามตรง “ป้าอู๋มาเตรียมไว้ให้แต่เช้าครับ”
“แล้วป้าอู๋ล่ะคะ?”
“กลับไปแล้วครับ” ฟู่จิงเหยาดันชามก๋วยเตี๋ยวไปตรงหน้าเธอ “ทานเถอะ”
หลินซีหยิบตะเกียบพลางออกความเห็น “ป้าอู๋วิ่งไปวิ่งมาทุกวันลำบากแย่ จัดห้องรับแขกให้ป้าแกพักที่นี่ดีไหมคะ?”
ฟู่จิงเหยานิ่งไปสองวินาที “ป้าแกมีความ้าของตัวเองน่ะครับ”
ความจริงคือ เมื่อเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง ป้าอู๋เห็นเขาก็รีบลนลานเข้ามา “คุณชาย กลับมาแล้วเหรอคะ!”
“ป้าอู๋ครับ ที่บอกว่าหลินซีป่วยหนักมันคืออะไร?”
“คุณชายคะ ฟังป้าวิเคราะห์นะคะ...” ป้าอู๋ร่ายยาวสรุปใจความได้ว่า เขาไม่ควรทิ้งเมียไว้คนเดียวหลังแต่งงาน แถมยังแยกห้องนอนกันอีก มันทำลายความสัมพันธ์!
ป้าอู๋ทำหน้าเหมือนมองเหล็กที่ตีไม่ร้อนสักที
“ป้าน่ะคือนักวิจารณ์วรรณกรรมออนไลน์ระดับเทพ ประสบการณ์โชกโชน ป้าเห็นคุณชายจีบสาวไม่เป็ เลยอดตาหลับขับตานอนรวบรวมข้อมูล ทำ ‘สมุดภาพคู่มือรัก’ มาให้ รับรองถูกใจแน่นอนค่ะ!” ป้าอู๋ยัดสมุดเล่มหนาใส่มือเขาแล้ววิ่งหนีไปทันที
พอฟู่จิงเหยาเปิดดู เขาก็แทบสำลัก... นี่มันเื่บ้าอะไรเนี่ย ป้าอู๋ไปเอาเื่พวกนี้มาจากไหน! สมุดเล่มนี้หลินซีจะเห็นไม่ได้เด็ดขาด! แค่นึกถึงเนื้อหาข้างใน หูเขาก็เริ่มแดงก่ำจนต้องดื่มน้ำเย็นไปสามแก้วรวดถึงจะสงบสติอารมณ์ได้
หลินซีเหลือบมองเขา “คุณหิวน้ำเหรอคะ?”
ฟู่จิงเหยาตอบเสียงขรึม “เพื่อนที่เป็หมอแนะนำว่า ดื่มน้ำเยอะๆ ตอนเช้าดีต่อสุขภาพครับ”
หลินซีเตือน “ควรดื่มน้ำอุ่นนะคะ”
“ครับ คราวหน้าผมจะระวัง”
ฟู่จิงเหยามองหลินซีที่แต่งตัวเรียบง่ายด้วยเสื้อยืดสีขาวกางเกงลำลอง เขาเลยลองถาม
“ไม่ชอบชุดกระโปรงในตู้เหรอครับ? ไม่เห็นคุณใส่เลย” หลินซีเคี้ยวตุ่ยๆ
“ใส่กระโปรงมันสู้กับคนลำบากค่ะ” เขามุ่นคิ้ว “ดูดวงต้องสู้กับคนด้วยเหรอครับ? อันตรายไหม?”
หลินซีรีบตอบ “นานๆ ทีก็ไปจับผีบ้างค่ะ ไม่ต้องห่วงนะคะ ผีที่เก่งกว่าฉันยังไม่เกิดหรอกค่ะ”
เื่จับผีมันเกินขอบเขตความเข้าใจของเขา ฟู่จิงเหยาทำได้แค่กำชับว่า “ระวังตัวด้วยนะครับ”
หลังมื้อเช้า หลินซีสะพายเป้ใบเก่งเตรียมออกบ้าน ฟู่จิงเหยาเดินตามออกมา
“ผมไปส่งนะ”
“ไม่เป็ไรค่ะ คุณไปทำงานเถอะ หนูไปรถไฟฟ้านิดเดียวเอง สะดวกมาก” ฟู่จิงเหยาเลิกคิ้ว
“ผมมันดูแย่จนพาไปอวดใครไม่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“ปะ... เปล่าค่ะ” หลินซีหันไปมอง “จะแปดโมงแล้ว คุณไปบริษัททันเหรอคะ?”
เขายิ้มบางๆ “ผมเป็เ้าของ ไม่ต้องตอกบัตรครับ”
หลินซีไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ มีคนไปส่งก็ดีเหมือนกัน อีกอย่างพวกลุงป้าแถวนั้นก็เดาได้อยู่แล้วว่าเธอแต่งงานแล้ว ฟู่จิงเหยาเปิดประตูรถให้ พลางเอามือป้องหลังคาไว้ไม่ให้หัวเธอชน
“ขึ้นรถเถอะครับ”
ระหว่างทาง หลินซีบอกให้เขาจอดที่ปากซอยเพราะข้างในแคบมาก พอรถจอดเธอก็รีบลงรถไปทันที ฟู่จิงเหยากำลังจะบอกว่าจะเดินไปส่ง แต่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน เป็เลขาฯ เฉินที่โทรมาตามเื่ประชุม
ที่ถนนของเก่า วันนี้คึกคักเป็พิเศษ มีวัยรุ่นหลายคนมานั่งร่วมวงกับพวกลุงป้าด้วย หลินซีนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กประจำตำแหน่ง
“วันนี้รับเจ็ดคิวค่ะ”
ป้าเหอดีใจยกใหญ่ “ฉันทายถูก! เมล็ดแตงโมทั้งหมดนี่เป็ของฉัน!” เธอแบ่งเมล็ดแตงโมให้หลินซีด้วย
“เอ้าท่านอาจารย์ อย่าเกรงใจนะ นี่ลาภลอยเมื่อกี้” หลินซีกล่าวขอบคุณแล้วเริ่มงาน “เริ่มดูดวงได้ค่ะ”
หยางติงเซียง หยิบกระดาษแดงออกมาจากกระเป๋า “ท่านอาจารย์คะ ลูกชายฉันกำลังจะแต่งงาน ช่วยดูหน่อยได้ไหมคะว่าดวงของทั้งคู่เข้ากันไหม ?”
หลินซีรับกระดาษมาดูครู่หนึ่ง “ฝ่ายชายเกิดปีมะโรง ฝ่ายหญิงเกิดปีเถาะ มะโรงกับเถาะขัดแย้งกันต้องระวังนะคะ” หยางติงเซียงใจคอไม่ดี
“ท่านอาจารย์ หมายความว่ายังไงคะ?”
หลินซีอธิบาย “ฝ่ายชายนิสัยค่อนข้างเผด็จการ มีความเป็ผู้นำสูงเกินไป ส่วนฝ่ายหญิงภายนอกดูอ่อนโยนแต่ข้างในแข็งแกร่งและดื้อรั้น พอทะเลาะกันจะไม่มีใครยอมใคร มักจะผิดใจกันด้วยเื่เล็กๆ น้อยๆ เสมอค่ะ”
หยางติงเซียงตบเข่าฉาด “ท่านอาจารย์พูดถูกเผงเลยค่ะ! ลูกชายฉันกับแฟนทะเลาะกันทีไรฉันไม่กล้าเข้าไปยุ่งเลย แต่เดี๋ยวเขาก็ดีกันเอง... อาจารย์คะ แล้วที่ว่าขัดแย้งกันเนี่ย มันรุนแรงไหมคะ?”
“พวกเขาจะได้แต่งงานกันไหมคะ?”
