ตอนที่ 6:พยัคฆ์น้อยเข้าป่าเทียนซาน
สามวันต่อมา ยามเหม่า (05.00 – 06.59 น.) คือ่เวลาที่โลกยังไม่ตื่นจากนิทราโดยสมบูรณ์ ทว่าในหมู่บ้านเฮอชาน หมอกหนาสีขาวโพลนได้ไหลเอื่อยลงมาจากยอดเขาเทียนซานเข้าปกคลุมทุกสรรพสิ่งจนดูราวกับเมืองในม่านฝัน
เสียงไก่ขันดังประสานเป็ทอดๆ สลับกับเสียงกระแทกของสากตำข้าวและเสียงลับมีด แกรก... แกรก... ที่ดังแว่วมาตามลมเย็นเยือกที่พัดผ่านรอยแตกของฝาบ้านไม้ไผ่
หลี่อันอันลืมตาขึ้นในความมืด ร่างกายเล็กๆ ของนางสั่นสะท้านน้อยๆ เมื่อััได้ถึงความเย็นที่ลามเลียเข้ามาใต้ผ้าห่มผืนบาง ความทรงจำของพันเอกหญิงหลี่อัน แพทย์สนามหน่วยรบพิเศษผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน กำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับกายหยาบของเด็กหญิงวัยห้าขวบที่เพิ่งฟื้นจากความตาย
นางค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น นั่งฟังเสียงฝีเท้าหนักๆ ของบิดาที่เดินอยู่ด้านนอกเรือน เสียงรองเท้าฟางย่ำลงบนดินชื้นและเสียงจัดเตรียมอุปกรณ์ล่าสัตว์บอกให้นางรู้ว่าภารกิจสำคัญกำลังจะเริ่มขึ้น
'ถ้าฉันไม่ออกไปตอนนี้ โอกาสที่จะสำรวจชัยภูมิเพื่อหาทรัพยากรมาฟื้นฟูร่างกายนี้จะหลุดลอยไป' อันอันคิดพลางมองสำรวจมือเล็กๆ ของตนในความมืด แม้นางจะมีมิติิญญา แต่การนำของออกมาสุ่มสี่สุมห้าในบ้านที่มีคนอยู่ตลอดเวลานั้นเสี่ยงเกินไป นาง้า "แหล่งที่มา" ที่ชอบธรรมสำหรับความร่ำรวยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ที่หน้าเรือนพักซอมซ่อ หลี่เฉิง กำลังตรวจสอบคันธนูไม้เนื้อแข็งคู่ใจ ใบหน้าคมเข้มของเขาฉายแววอิดโรย แสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ เผยให้เห็นรอยแผลเป็จางๆ จากการกรำศึกและการทำงานหนัก เขาไอออกมาเบาๆ พยายามขจัดเสลดที่เกิดจากพิษที่ยังหลงเหลืออยู่ในปอด
"ท่านพ่อ... ให้อันอันไปด้วยนะเ้าคะ"
เสียงใสๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้หลี่เฉิงสะดุ้งน้อยๆ เขาส่องตะเกียงไปที่ประตู เห็นร่างกระจ้อยของบุตรสาวคนเล็กยืนกอดอกแน่นเพื่อคลายหนาว ดวงตากลมนโตสีนิลของนางจ้องมองเขาด้วยความแน่วแน่จนเขาเผลอชะงัก
"ไม่ได้หรอกอันอัน ลูกเพิ่งจะหายไข้ ป่าเทียนซานยามเช้านั้นหนาวจับใจ ลมป่ากระโชกแรงนัก หากลูกกลับไปจับไข้อีก พ่อจะทำอย่างไร" หลี่เฉิงส่ายหน้า น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยที่หนักแน่น
"แต่อันอันหายดีแล้วจริงๆ นะเ้าคะ ดูสิเ้าคะ อันอันะโได้ตั้งสูง!" เด็กน้อยพยายามะโเหยงๆ โชว์ความแข็งแรง แต่ในใจกลับก่นด่าขาสั้นๆ ที่ดูเหมือนจะอ่อนแรงได้ง่ายๆ นี้ 'บ้าจริง ร่างกายนี่มันไร้สมรรถภาพสิ้นดี แค่ะโสามทียังหอบ!'
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนจะใช้วิธีการ "จิตวิทยา" ที่นางเคยใช้ในการเจรจาต่อรอง "ท่านพ่อ... เมื่อคืนท่านเทพบอกอันอันในนิมิตว่า วันนี้บนเขาจะมี 'โชคใหญ่' รอท่านอยู่ แต่ท่านเทพกำชับว่า... ต้องมีอันอันไปด้วย โชคนั้นจึงจะปรากฏ หากอันอันอยู่บ้าน โชคใหญ่จะกลายเป็เคราะห์ร้ายนะเ้าคะ"
คำว่า 'นิมิตเทพ' และ 'เคราะห์ร้าย' ทำให้คนโบราณอย่างหลี่เฉิงใจสั่น แววตาของเขาเริ่มลังเล
"เอ่อ... ท่านพี่" จางซื่อ เดินออกมาจากครัวพอดี นางเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาครู่หนึ่งแล้ว "อันอันนางรบเร้าข้าั้แ่ตื่น นางบอกว่าอยากไปช่วยท่านเก็บสมุนไพร อีกอย่าง... ั้แ่นางฟื้นมาครานี้ ท่านพี่ไม่สังเกตหรือว่านางดูมีความคิดอ่านสุขุมเกินเด็ก ข้าว่าให้นางไปกับท่านและพี่ชายทั้งสองเถิด อย่างน้อยก็ถือว่าให้นางไปเปิดหูเปิดตา และมีท่านพี่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ"
เมื่อภรรยาช่วยเสริมและเห็นสายตาอ้อนวอนของลูกสาว หลี่เฉิงที่ใจอ่อนเป็ทุนเดิมอยู่แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาว เสียงลมพัดหวีดหวิวลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็จังหวะ ราวกับเสียงสนับสนุนของธรรมชาติ
"เอาล่ะๆ พ่อใจอ่อนให้ลูกแล้ว แต่อันอัน... ลูกต้องสัญญาว่าถ้าเหนื่อยต้องบอกพ่อทันที และห้ามวิ่งซนออกนอกเส้นทางเด็ดขาด ป่าแห่งนี้มีเสือและหมาป่า หากเ้าคลาดสายตาพ่อเพียงนิด พ่อคงหัวใจสลาย"
"รับทราบเ้าค่ะ!" อันอันเผลอยืดตัวตรงและทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหารจนหลี่เฉิงขมวดคิ้ว "เอ่อ...อันอันหมายถึงรับคำเ้าค่ะ" นางรีบเปลี่ยนท่าเป็ยกมือน้อยๆ ขึ้นเกาหัวแก้เก้อ
การฝึกหน่วยซีลฉบับฟันน้ำนม
ขบวนเดินทางเล็กๆ เริ่มเคลื่อนที่ออกจากบ้านตั้งแสงแรกของวันยังไม่เริ่มจับขอบฟ้า หลี่เฉิงนำหน้าด้วยฝีเท้าที่มั่นคง ตามมาด้วย หลี่ฮ่าว พี่ชายใหญ่ที่แบกตะกร้าใบโต และ หลี่ิ พี่ชายรองที่ถือไม้พลองไม้ไผ่คอยระวังภัย ส่วนยอดพยัคฆ์น้อยอันอันเดินรั้งท้ายสุด
ชีวิตของคนในหมู่บ้านเฮอซานแห่งนี้ป่าในหุบเขาเทียนซานจึงเปรียบเสมือนชีวิต เพราะอาชีพล่าสัตว์และหาของป่าไปขายในเมือง จึงเป็แหล่งที่มาของรายได้เพียงแหล่งเดียวของพวกเขา ดังนั้นคำว่า “โชค”จึงเป็สิ่งที่ทุกคนในหมู่บ้านมุ่งหวัง
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตป่าเทียนซาน บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป กลิ่นอายดินปืนและควันไฟจากความทรงจำในโลกเก่าถูกแทนที่ด้วยกลิ่นชื้นของมอส กลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่า และกลิ่นสาบของใบไม้เน่าที่หมักหมม เสียงน้ำไหลรินจากลำธารเล็กๆ ที่แทรกผ่านซอกหินดังคลอเคลียไปกับเสียงใบไม้ไหว
"พี่ใหญ่ พี่รอง เดินเบาเท้าหน่อยเ้าค่ะ" อันอันกระซิบเตือนเสียงเบา แต่ทว่าเฉียบขาด
หลี่ฮ่าวและหลี่ิหันมามองน้องสาวอย่างทึ่งๆ "เ้าว่าอะไรนะอันอัน?"
"เวลาเดินในป่า ให้ใช้ปลายเท้าลงก่อนแล้วค่อยๆ ถ่ายน้ำหนักไปยังส้นเท้าเ้าค่ะ อย่าลงส้นเท้าหนักๆ เพราะเสียงมันจะะเืลงดิน สัตว์ป่าจะรู้ตัวก่อนที่เราจะเห็นมัน และที่สำคัญ... ลมหายใจเ้าค่ะ หายใจเข้าลึกๆ ทางจมูก แล้วผ่อนออกช้าๆทางปาก จะช่วยให้ไม่เหนื่อยง่าย"
หลี่ิ พี่ชายรองผู้มีพละกำลังมากแต่ค่อนข้างซื่อตรง ลองทำตามที่น้องสาวบอก "เฮ้ย! จริงด้วยอันอัน เดินแบบนี้แล้วข้ารู้สึกเบาตัวขึ้นเยอะเลย"
"อันอัน...เ้าไปจำเื่พวกนี้มาจากไหน?" หลี่ฮ่าวถามด้วยความสงสัย
"ท่านเทพสอนในฝันเ้าค่ะ! ท่านบอกว่าป่าคือบ้านของเรา หากเราเคารพป่า ป่าจะมอบอาหารให้เรา" อันอันตอบสั้นๆ พร้อมกับส่งยิ้มพิมพ์ใจแบบเด็กน้อยกลับไป เพื่อปิดบังร่องรอยของ "พันเอกหญิง" ที่เผลอหลุดออกมา
ตลอดทาง อันอันคอยสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างละเอียด พฤติกรรมของนางไม่ใช่เด็กที่เดินเที่ยวเล่น แต่นางกำลัง "สแกน" พื้นที่ สังเกตรอยเท้าสัตว์ ทิศทางลม และชนิดของต้นไม้ นางแอบทำสัญลักษณ์เล็กๆ ไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่เป็ระยะๆ เพื่อป้องกันการหลงทางนิสัยที่ติดมาจากสมัยเป็หน่วยรบพิเศษ
เมื่อเดินลึกเข้าไปในหุบเขา อากาศเริ่มเบาบางลงและแสงแดดเริ่มส่องลอดรำไรผ่านพุ่มไม้หนา หลี่เฉิงหยุดพักข้างลำธารสายหนึ่งที่มีน้ำใสจนเห็นตัวปลา
"พวกเ้าหาเก็บเห็ดและผักป่าแถวนี้ไปก่อนนะ พ่อจะไปดักซุ่มดูไก่ป่าตรงพุ่มไม้ข้างหน้านั่น หลี่ฮ่าว หลี่ิ ดูแลน้องให้ดี อย่าให้นางลงไปเล่นน้ำเด็ดขาด" หลี่เฉิงกำชับก่อนจะค่อยๆ ย่องหายไปในดงไม้
ทันทีที่ลับหลังบิดา อันอันก็เปลี่ยนท่าทีทันที นางทรุดนั่งลงบนรากไม้ใหญ่ หลับตาลงรวบรวมสมาธิ รอยปานรูปมีดผ่าตัดที่ข้อมือขวาร้อนวาบขึ้นมาจนนางรู้สึกอุ่นไปทั้งแขน
'เนตร์... เปิด!'
โลกเบื้องหน้าของนางพลันเปลี่ยนไปเป็สีเทาจางๆ ราวกับภาพขาวดำ ทว่าท่ามกลางความจืดชืดนั้น กลับมี "ออร่า" หลากสีพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินและตามซอกไม้ มีทั้งสีเขียวอ่อนของสมุนไพรทั่วไป สีเหลืองของว่านยา และที่สะดุดตาที่สุด... คือสีทองเจิดจ้าที่พุ่งออกมาจากซอกหินอับชื้นใต้หน้าผาเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบก้าว
"พี่รอง! ช่วยอันอันงัดหินตรงนั้นหน่อยเ้าค่ะ" อันอันชี้ไปที่กองหินที่มีเถาวัลย์ปกคลุมหนาแน่น
"น้องเล็ก ตรงนั้นมันรกจะตายไป จะมีอะไรนอกจากงู" หลี่ิบ่นแต่ก็ยอมเดินตามไปก่อนจะหันหน้ามาถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง"เ้าแน่ใจนะ?"
"อันอันได้กลิ่นหอมแปลกๆ เ้าค่ะ เชื่ออันอันเถอะ" นางแสร้งทำจมูกฟุดฟิด
หลี่ิและหลี่ฮ่าวออกแรงยกหินก้อนใหญ่ขึ้นด้วยพละกำลังที่เกินเด็กวัยเดียวกันจนหน้าดำหน้าแดง "ฮึบ! โห... หินนี่หนักชะมัด"
เมื่อหินถูกย้ายออก สิ่งที่ปรากฏคือดินสีดำร่วนที่มีรากไม้สีเหลืองทองขดม้วนอยู่ อันอันรีบคลานเข้าไปใกล้ๆ นางไม่ได้ขุดอย่างบ้าคลั่ง แต่นางใช้กิ่งไม้เล็กๆ ค่อยๆ ปัดหน้าดินออกอย่างเบามือและประณีตประหนึ่งกำลังปฏิบัติการผ่าตัดที่ละเอียดอ่อนที่สุด
"เบามือหน่อยเ้าค่ะพี่รอง ถ้าโดนรากฝอยหักแม้แต่นิดเดียวมูลค่าของมันจะลดลงครึ่งหนึ่งทันที"
หลี่ฮ่าวมองไปที่ปลายมือของเด็กน้อย เขาถึงกับตาโตเมื่อเห็นรูปทรงของรากไม้ที่ค่อยๆ ปรากฏ "นี่มันโสม! แถมยังมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ด้วย...หรือว่าจะเป็โสมคน!"
"ไม่ใช่แค่โสมคนธรรมดาเ้าค่ะพี่ใหญ่ แต่นี่คือ 'โสมคน์ร้อยปี' ที่เติบโตในที่ที่มีฮวงจุ้ยัหมอบ" อันอันวิเคราะห์ในใจจากออร่าสีทองที่หนาแน่น นางใช้มือเล็กๆ ที่เปื้อนดินบรรจงขุดจนเห็นรากทั้งหมด มันมีขนาดใหญ่เกือบเท่าแขนเด็กทารก และมีรากฝอยที่ยาวระยิบระยับราวกับเส้นผม
"โสมคนร้อยปี!" หลี่ฮ่าวอุทาน "อันอัน... นี่มันมีค่ามากกว่าไก่ป่าเป็พันตัวเลยนะ!"
"ชู่ววว!" อันอันเอานิ้วแตะปาก "พี่ใหญ่ พี่รอง ฟังอันอันให้ดีนะเ้าคะ เื่โสมต้นนี้ห้ามให้คนบ้านใหญ่รู้เด็ดขาด แม้แต่ท่านย่าก็ห้ามบอก ไม่อย่างนั้นโสมต้นนี้จะกลายเป็ยาพิษที่ฆ่าคนบ้านเรา ท่านย่าจะยึดมันไป และพวกเราจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากถูกรังแกมากกว่าเดิม"
พี่ชายทั้งสองมองหน้าน้องสาวตัวน้อยด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป แววตาของอันอันในตอนนั้นไม่ได้มีความเป็เด็กอยู่เลย มันเย็นเยือก มีอำนาจ และเต็มไปด้วยความรอบคอบจนน่าขนลุก
"พวกเราสัญญา!" ทั้งคู่รับคำหนักแน่นโดยอัตโนมัติ ราวกับลูกน้องที่กำลังรับคำสั่งจากผู้บัญชาการ.!
หลังจากบรรจงห่อโสมล้ำค่าไว้ในผ้าสะอาดและซ่อนไว้ก้นตะกร้าอย่างมิดชิด อันอันก็ลุกขึ้นยืนหันไปมองทิศทางที่พ่อของนางเดินไป แสงสีทองอีกจุดหนึ่งที่นางเห็นผ่านเนตร์ก่อนหน้านี้กำลังกะพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่มันมาพร้อมกับออร่า "สีแดงฉาน" ของเืและความตายที่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ
"มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล" อันอันพึมพำ"มีอะไรเหรออันอัน?" หลี่ิถาม"ท่านพี่ทั้งสองรออยู่ตรงนี้ก่อนนะเ้าคะ อันอันรู้สึกว่าท่านพ่ออาจจะเจอปัญหา"
"ไม่ได้! พ่อสั่งให้พวกเราดูเ้า" หลี่ฮ่าวท้วงทันควัน
"พี่ใหญ่... เชื่ออันอันเถอะเ้าค่ะ อันอันไม่ได้จะไปเล่นซน แต่อันอันจะไปดูทางให้ ท่านพี่ทั้งสองตัวโตเกินไป เดินไปตอนนี้จะทำให้สัตว์ป่าตื่นและท่านพ่อจะเสียสมาธิ อันอันตัวเล็ก เดินไปเงียบๆได้ดีกว่า".!
