พญาอินทรีกำลังโบยบิน ฉินอวี่ยืนนิ่งอยู่บนหลังพญาอินทรี ทอดสายตาไปทางด้านคุกโหมวเทียน
“หลี่โหย่วฉาย นี่มันเื่อะไรกันแน่? เ้าบอกว่าโอกาสสำคัญอยู่ในคุกโหมวเทียนมิใช่หรือ?” ใบหน้าของหลัวชิงเยว่เต็มไปด้วยความโกรธ นางรออยู่เป็เวลานาน ทุ่มเทมานานถึงเพียงนี้ แต่สุดท้ายกลับไร้ประโยชน์ เพื่อเื่นี้ ท่านพ่อต้องไปขอท่านปู่ทวดครั้งแล้วครั้งเล่า... แต่ในตอนนี้ โอกาสนั้นกลับดูเหมือนไม่มีอยู่ แล้วจะให้คำอธิบายกับปู่ทวดอย่างไร?
ฉินอวี่ในตอนนี้เริ่มรู้สึกหนักอึ้งเป็อย่างมาก เื่ราวทั้งหมดเกินกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก ก่อนจะมายังคุกโมวเทียน ฉินอวี่คิดว่าอาจารย์หวงถิงถูกจับตัวเอาไว้ แต่ในตอนนี้ เขาก็เพิ่งจะได้รู้ว่าทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิดเลย และสถานการณ์ของอาจารย์หวงถิงในตอนนี้กลับดูอันตรายกว่าที่คิดเอาไว้ยิ่งนัก!
ป้ายคำสั่งสีดำสนิทนั่น คำพูดของถงนู่ที่เผยให้เห็นถึงเจตนาของการสังหาร และคนใกล้ตายที่พูดถึงก็ไม่ได้หมายถึงฉินอวี่ ฉะนั้นตอนนี้อาจารย์หวงถิงคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก
ความคิดของเขาหวนกลับไปนึกถึงวันที่เขาได้มอบตัวเป็ศิษย์ของหวงถิงในเมืองหลักเทียนอู่ แม้ว่าจะผ่านมานานหลายปีแล้ว วันนี้ก็เป็ครั้งที่สองที่ได้พบหน้ากันเท่านั้น แต่อาจารย์กลับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อบุกเข้ามายังแดนต้าโหมวเทียน เพียงสิ่งนี้ก็ทำให้ฉินอวี่รู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงสายตาที่เฉียบคมและตื่นเต้นของอาจารย์ก่อนหน้านี้ หัวใจของฉินอวี่ก็ยากที่จะยอมรับได้ เขาจึงยิ่ง้าช่วยออกมาให้ได้มากขึ้น!
แม้ว่าตอนนี้อาจารย์จะยังติดอยู่ในนั้น แต่สิ่งที่ฉินอวี่มั่นใจมากคือ ใน่เวลาอันสั้นนี้เขาจะไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิต ก่อนหน้านี้ ฉินอวี่ก็พยายามจะบอกใบ้ถงนู่ ว่าอาจารย์คือหนึ่งในเก้าความลับ แต่นี่คงจะต้องให้ถึงที่สุดจริงๆ หรือบางทีอาจพูดได้ว่า นี่คือทางเลือกสุดท้าย
หากเป็เช่นนี้ต่อไป และหากไม่มีอะไรผิดพลาด เื่ทุกอย่างก็จะวุ่นวายและซับซ้อนมากขึ้น แต่ใน่ระยะเวลาอันสั้นนี้อาจารย์จะไม่ได้รับอันตรายถึงชีวิตแน่นอน!
ส่วนวิชาที่ฉินอวี่มอบให้ถงนู่นั้น ก็คือวิชายุทธ์ว่านจ้ง... เขาคิดว่าถงนู่คง้าจะท่องวิชายุทธ์นี้ออกมาให้อาจารย์ฟังอย่างแน่นอน และอาจารย์จะต้องต่อวิชานี้ในท่อนหลังได้เป็แน่ หากเป็เช่นนี้ ก็จะทำให้ถงนู่เชื่อทุกสิ่งที่ตนเองพูด และจะเชื่ออย่างสนิทใจว่าอาจารย์คือหนึ่งในเก้าความลับ ถึงเวลานั้น... ต่อให้อาจารย์จะะโลงมหาสมุทรไปก็ไม่อาจล้างสิ่งเหล่านี้ได้ แม้จะไม่รู้อะไรก็จำเป็ต้องรู้...
เพียงแต่ สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ไม่เข้าใจเลยคือ ตอนนี้อาจารย์มีสถานะอะไรกันแน่? แล้วป้ายคำสั่งนั่นคืออะไรกันแน่?
เมื่อได้ยินคำพูดของหลัวชิงเยว่ ฉินอวี่ก็ละความคิดของเขาทิ้งไป จ้องมองไปทางหลัวชิงเยว่อย่างเยือกเย็น ก่อนจะพูดว่า “นี่มันอะไรกัน? โอกาสนั่นคือคนนอก แต่คนนอกผู้นี้ไม่ได้เป็คนของเผ่าหยาจื้อ อาจารย์ของข้าบอกไว้ว่าโอกาสสำคัญอยู่ในคุกโหมวเทียน ก็ต้องอยู่ในคุกโหมวเทียน แต่ข้ายังไม่เห็นใครที่เป็คนนอกของเผ่าหยาจื้อเลย ตอนนั้นเ้าบอกข้าว่าเขาเป็คนของสำนักอะไรนะ... ว่านจ้งอะไรนั่นใช่หรือไม่? แล้วคนไหนล่ะ?”
คำถามย้อนกลับอย่างมีชั้นเชิงของฉินอวี่ทำให้หลัวชิงเยว่ตกตะลึง และนึกย้อนไปถึงครั้งแรกที่ฉินอวี่พูดถึงโอกาสที่ว่านี้ และได้บอกไว้แล้วจริงๆ ว่าไม่ใช่คนของเผ่าหยาจื้อ...
“เ้าไม่เห็นเลยหรือ? ตอนแรกก็จับคนของสำนักยุทธ์ว่านจ้งได้มิใช่หรือ? นับตั้งั้แ่ที่เ้าบอกข้าเื่โอกาสสำคัญ ข้าก็ให้ท่านพ่อส่งจดหมายมายังคุกโหมวเทียน เพื่อให้คอยดูแลคนของสำนักยุทธ์ว่านจ้งคนนั้นเป็อย่างดี... แต่ครั้งนี้ เ้าก็ควรจะได้พบเขาแล้วสิ?” หลัวชิงเยว่พบความผิดปกติบางอย่าง ดวงตาของนางพร่ามัว และตกอยู่ในความครุ่นคิดทันที
“ไม่มี! ดูเหมือนพวกเ้าจะมีเจตนาซ่อนคนที่ไม่ใช่เผ่าหยาจื้อเอาไว้ใช่หรือไม่? ฮึ ในเมื่อพวกเ้าไม่้าที่จะออกไปจากการกักขังนี้ให้เร็วขึ้น แล้วข้าจะรีบร้อนไปทำไม?” ฉินอวี่โยนคำถามกลับไปให้หลัวชิงเยว่ แต่กลับสงสัยอยู่ในใจ เมื่อดูจากการแสดงออกของหลัวชิงเยว่ ดูเหมือนว่านางจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาจารย์อยู่ในคุกโหมวเทียน เป็ไปได้หรือไม่ว่า... ถงนู่จะจงใจปิดบังเอาไว้?
เมื่อนึกถึงป้ายคำสั่งชิ้นนั้น เมื่อนึกถึงท่าทีของถงนู่ที่ดูเกรงกลัวอาจารย์ ฉินอวี่ก็แน่ใจได้ทันทีว่าจะต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น
ใบหน้าของหลัวชิงเยว่ดูนิ่งขรึมลงไปมาก การจับตัวคนจากเผ่าประหลาดในตอนแรกเป็เื่ที่นางออกคำสั่งออกไปเอง มีการประสานรวมกันจากทั้งสามเขตและยอดฝีมือระดับเต๋าเข้าร่วมปิดล้อมถึงห้าสิบคน จนจับตัวคนที่ไม่ใช่เผ่าหยาจื้อเอาไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่ฉินอวี่พูดถึงโอกาสสำคัญในตอนแรก ก็ควรรีบส่งคนตรงไปคุ้มกันเขาในคุกโหมวเทียนจึงจะถูก
“เ้าแน่ใจหรือว่าไม่พบคนจากนอกเผ่าหยาจื้อ?” หลัวชิงเยว่ถามขึ้นอีกครั้ง
ฉินอวี่ส่ายหน้า จ้องตรงไปยังหลัวชิงเยว่ และพูดอย่างร้อนรน “หรือว่า คนที่ไม่ใช่เผ่าหยาจื้อคนนั้นจะถูกสังหารไปแล้ว? ไม่เช่นนั้น... โหมวเทียนหวังก็ไม่น่าจะปกปิดเื่คนที่ไม่ใช่เผ่าหยาจื้อเอาไว้!”
หลัวชิงเยว่นิ่งไปในทันที และเมื่อคิดดูอย่างรอบคอบแล้ว นางก็รู้สึกว่าสิ่งที่หลี่โหย่วฉายพูดมาก็มีความเป็ไปได้ หากคนที่ไม่ใช่เผ่าหยาจื้อตายไปแล้วจริงๆ และหากเขายังเป็โอกาสสำคัญด้วยละก็... หลัวชิงเยว่เริ่มนั่งไม่ติด
“ไม่น่าใช่ ทำไมข้าจึงรู้สึกเหมือนโหมวเทียนหวังกำลังปกปิด ข้าบอกไปแล้วว่าข้ายังไม่เห็นคนที่จะมอบโอกาสให้คนนั้น แต่... เขาก็เอาแต่ถามข้าซ้ำไปซ้ำมาว่าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนนอกคนนั้นคือผู้มอบโอกาสที่ตามหา เป็ไปได้หรือไม่ว่า... โหมวเทียนหวังจะซ่อนเขาไว้จริงๆ?” ฉินอวี่พูดอย่างครุ่นคิด จ้องตรงไปทางหลัวชิงเยว่ เมื่อรู้สึกได้ถึงท่าทีของหลัวชิงเยว่ ฉินอวี่ก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แม้ว่าจะเป็ไปไม่ได้ที่จะถามเื่เกี่ยวกับอาจารย์ต่อหน้าโหมวเทียนหวัง แต่เขาก็น่าจะรู้เหตุการณ์เกี่ยวกับอาจารย์ได้เมื่ออยู่ในมือของหลัวชิงเยว่
หนึ่งเดือนต่อมา
เมื่อทั้งสองคนกลับถึงเมืองหลักเทียนโหมว หลัวชิงเยว่ก็รีบตรงเข้าไปยังเมืองเทียนโหมวชั้นในเพื่อจะลองไปสืบดูสถานการณ์ ส่วนฉินอวี่ก็เตร็ดเตร่อยู่ที่เมืองเทียนโหมวชั้นนอก
“หลี่โหย่วฉายนั่นดูจะไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ไม่เพียงแต่จะเข้าใกล้แผ่นผนึกว่านเซี่ยงได้ในระยะสองจ้าง แต่ยังสามารถเพิกเฉยต่อแรงกดดันในด่านจิตใจของการทดสอบเจ็ดสิบสองอสูรธรณี... ไม่รู้ว่าเขาได้รับของวิเศษมาจากผู้เฒ่าร้องไห้มากขนาดไหน!”
“ต้องบอกเลยว่า นี่น่าจะเป็เหตุผลที่ผู้เฒ่าร้องไห้สนใจในตัวฉินอวี่ พละกำลังของเขามีความแข็งแกร่งอย่างมาก สามารถแทนที่สวี่กวนเซิงในอันดับสี่ของอสูรธรณีได้ แม้ว่าจะยอมแพ้ในการต่อสู้จัดอันดับ แต่เขาต้องทำเช่นนี้เพื่อรักษาพละกำลังเอาไว้ในการทดสอบสามสิบหกขุนพล์!”
“ข้าว่าหลี่โหย่วฉายนั่นไม่มีวันรอดชีวิตออกมาจากหอคอยเทียนกังแน่นอน เกรงว่า คนที่เดิมพันกับเขาไม่มีวันปล่อยเขาไปง่ายๆ เป็แน่ โดยเฉพาะเหลยจั๋วเยว่!”
“ฮึๆ เมื่อเข้าไปในหอคอยเทียนกัง ผู้เฒ่าร้องไห้ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้หรอก!”
“จะว่าไป หลี่เฉิงเซียนแห่งูเาเซียนกระบี่ก็รอหลี่โหย่วฉายอยู่หนึ่งเดือนก่อนจะจากไป เกรงว่า... คราวนี้หลี่โหย่วฉายคงทำให้หลี่เฉิงเซียนต้องขุ่นเคืองเป็แน่ อย่างไรก็ตาม หลี่เฉิงเซียนนั้นเป็ร่างกระบี่โดยกำเนิด มีอนาคตรุ่งโรจน์ไร้ขอบเขต!”
เมื่อได้ยินเสียงสนทนาของทุกคน ฉินอวี่ก็ตกตะลึง ทันใดนั้นก็นึกถึงการต่อสู้ของหลี่เฉิงเซียนในด่านจิตใจ หลังจากยิ้มออกมาอย่างขมขื่น ฉินอวี่ก็ไม่ได้อยู่ในเมืองเทียนโหมวชั้นนอกนานเกินไป และรีบมุ่งหน้าไปยังเมืองเทียนโหมวชั้นในทันที
เวลาเริ่มบีบคั้นเข้ามาแล้ว ฉินอวี่จำเป็ต้องใช้เวลาที่ไม่ถึงหนึ่งปีนี้ เรียนรู้ยอดผนึกฟ้าดินทั้งสองให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น... ยังต้องยกระดับการฝึกฝนของตนเองให้ถึงระดับขั้นเทพ์ มีเพียงหนทางนี้เท่านั้น เขาจึงจะมีโอกาสมากขึ้นที่จะผ่านการทดสอบสามสิบหกขุนพล์
ความสำเร็จและความล้มเหลวขึ้นอยู่กับการทดสอบสามสิบหกขุนพล์แล้ว หากพ่ายแพ้ ตนเองก็ต้องตาย หากชนะ ก็สามารถยกระดับตนเองได้อย่างรวดเร็ว!
เมื่อกลับถึงเมืองเทียนโหมวชั้นใน ฉินอวี่ก็เดินตรงไปตามท้องถนนตรงไปยังที่พำนักของเขา แต่ระหว่างทาง กลับบังเอิญพบกับใครบางคน
นั่นคือหนึ่งในสามสิบหกขุนพล์โหมวจิ่นซิ่ว!
“สหายหลี่ ซ่อนไว้มิดจริงๆ!” เมื่อโหมวจิ่นซิ่วพบกับฉินอวี่ นางก็รีบพูดขึ้นทันที ใบหน้าที่งดงามของนางเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง!
นับจากสิ้นสุดการท้าประลองเจ็ดสิบสองอสูรธรณี ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนมาหาถึงที่ในทุกวัน ไม่มีอะไรมากเกินไปกว่า้าเอาไม้ไผ่เดิมพันคืนจากโหมวจิ่นซิ่ว... โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสวี่กวนเซิงยอมแพ้ ทำให้ศิษย์อัจฉริยะจำนวนมากต่างกระวนกระวายใจ กลัวว่าฉินอวี่จะผ่านการทดสอบสามสิบหกขุนพล์ และเมื่อเป็เช่นนั้นพวกเขาจะต้องชดใช้เดิมพัน ดังนั้น คนจำนวนมากจึง้าไม้ไผ่เดิมพันคืนจากโหมวจิ่นซิ่ว เมื่อเป็เช่นนี้ หากฉินอวี่ได้กลายเป็สามสิบหกขุนพล์ การเดิมพันก็จะเท่ากับเป็โมฆะ
