“ตอนนี้พวกนางกลับกันเองไม่ได้แล้วเ้าค่ะ เพราะพวกนางเมาจนไม่มีสติประคองตัว พวกนางฟุบอยู่ที่โต๊ะสุรา เกรงว่าหากมีคนไม่รู้ว่าพวกนางเป็ใคร พวกนางจะเกิดอันตรายได้เ้าค่ะ” ตงหยางถอนหายใจแล้วใช้พลังิญญาหายลับไปยังหอสุราทันที
ก่อนจะเห็นร่างของทั้งสองนอนฟุบอยู่อย่างไร้สติ ทันทีที่ประมุขตงหยางปรากฏตัว ทุกคนในที่นั้นพากันลุกขึ้นแล้วค้อมตัวลงพร้อมเพรียงอย่างไม่ได้นัดหมาย ทว่าสายตาคมเลื่อนมองไปยังิเยว่ที่หลับสนิทเพราะฤทธิ์สุรา สองเท้าของเขาก้าวเข้าไปแล้วอุ้มนางขึ้น ขณะที่นางใช้มือคล้องคอเขาไว้แน่นแล้วหลับต่อโดยไม่สนใจผู้ใด
“เ้าพาเทพธิดาจางซินกลับตำหนักเหมย ส่วนข้าจะพาหมิงเยว่กลับตำหนังเหยาซง
“ขอรับประมุข” สิ้นเสียงของบ่าวรับใช้ที่อยู่บริเวณนั้น ร่างของประมุขตงหยางก็หายลับไป หลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
เขาค่อย ๆ ว่างร่างอันบอบบางของิเยว่ลงบนเตียงนอน ในตำหนักเหยาซง พร้อมทอดสายตามองนางอย่างเงียบ ๆ แล้วถอนหายใจเบา ๆ ออกมา
“หากเลือกได้ ข้าไม่้าให้ผู้ใดต้องมาลำบากเช่นนี้ ถ้าเ้าไม่มีดวงจิตสีเพลิงอยู่ในกาย ป่านนี้เ้าก็คงอยู่อย่างมีความสุขที่เผ่าวิหค ไม่ต้องแบกรับภาระมากมายเช่นนี้ เ้ามีอายุเพียงหนึ่งพันปี ยังมีอะไรที่เ้าอยากทำอีกมากมาย ทุกอย่างเป็ความผิดของข้าที่ตัดสินใจกักขังตงฟางไว้ผิดที่ผิดทาง ทำให้เ้าต้องมารับผิดชอบเื่นี้ด้วย ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของเ้าเลยแม้แต่น้อย” ตงหยางสัดส่ายดวงตามองิเยว่ แล้วรู้สึกผิดลึก ๆ ในใจตลอดเวลา
“ท่านประมุข นี่ข้ากำลังฝันไปอยู่แน่ ๆ” หญิงสาวลืมตาสะลึมสะลือแล้วพบใบหน้าหล่อเหลาของตงหยางจับจ้องมองมา นางปล่อยยิ้มกว้างแล้วพูดขึ้นเบา ๆ
“แม้กระทั่งในความฝัน ข้าก็ยังฝันเห็นท่าน หึ! หัวใจของข้าหลงรักท่านมากแล้วจริง ๆ” ชายหนุ่มแน่นิ่งฟังนางระบายความรู้สึกออกมาภายใต้ความมึนเมาจากฤทธิ์ของสุรา ก่อนมือของนางจะค่อย ๆ เอื้อมมาจับใบหน้าเขาแล้วพูดขึ้น
“หึ ! ข้าช่างแก่แดดนัก ที่หลงรักมารรูปงามเช่นท่าน แต่ถึงอย่างนั้น ข้าคงแสดงออกได้แค่ในความฝัน หากเป็ชีวิตจริง ท่านต้องไม่พอใจเป็แน่ ที่ข้าไม่สำรวมกิริยาวาจา” คำพูดอ้อแอ้ของหมิงเยว่ทำให้ประมุขตงหยาง ทอดมองนางนิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมา ปล่อยให้นางพูดความในใจออกมาจนหมด ก่อนจะหลอกถามนางอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“เ้าชอบข้ามากเพียงนั้นจริงเหรอ” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่มีอะไรจริงกว่าความรู้สึกของข้าอีกแล้ว” นางตอบด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ในลำคอ ทว่าความในใจของนางทำให้หัวใจเขาเต้นไม่เป็จังหวะ มือหนาค่อย ๆ ยกผ้าห่มคลุมกายนางไว้อย่างดี ก่อนตัดสินใจใช้พลังิญญาหายลับจากไป เหลือไว้เพียงหญิงสาวที่นอนบนเตียงไม้ภายในตำหนักเหยาซงเท่านั้น
“เ้าว่าอะไร! ประมุขตงหยางอุ้มิเยว่กลับตำหนักเหยาซงงั้นเหรอ” เสียงแหลมของธิดาไป่เอ๋อหันมายังสาวใช้ ที่รีบเข้ามารายงาน ก่อนนางจะน้อมกายลงแล้วยืนยันสิ่งที่เห็นด้วยสายตาตัวเองอีกครั้ง
“เ้าค่ะ นางเมาอยู่ที่หอสุรา ไม่นานนักประมุขตงหยางก็โผล่มาไม่พูดไม่จา อุ้มนางหายลับกลับตำหนักเหยาซงไปท่ามกลางพยานหลายคนเลยนะเ้าคะ” ไป่เอ๋อกำมือแน่น ก่อนเบี่ยงหน้าไปทางอื่น ฝืนยิ้มแล้วพูดปลอบใจตัวเอง
“นั่นเพราะนางมีดวงจิตสีเพลิงหรอก” ก่อนสาวใช้จะเอียงศีรษะเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“ข้อนั้นข้าเห็นด้วย นับจากข้าจุติเป็คนของเผ่ามาร ข้าไม่เคยเห็นประมุขตงหยางแตะต้องหญิงใด กระทั่งกับท่านที่มีตำแหน่งเป็ถึงธิดาเผ่ามาร ใกล้ชิดกับเขามาั้แ่เล็ก ประมุขตงหยางยังเลี่ยงที่จะไม่ก้าวล่วง วันนี้ที่ข้าเห็นประมุขตงหยางเดินเข้าไปอุ้มธิดาเผ่าวิหคผู้นั้น ไม่เพียงแต่ข้าที่ใ ทว่าทุกคนบริเวณนั้นต่างก็ใเป็อย่างมากกับการกระทำของประมุขตงหยาง แต่หากคิดดี ๆ หากประมุขไม่อุ้มกลับไป นางก็คงต้องนอนอยู่ที่หอสุรา ซึ่งเป็การไม่ควรอย่างยิ่ง” ไป่เอ๋อค่อย ๆ หันกลับมาแล้วยืนยันกับสาวใช้ของนางอีกครั้งอย่างไม่สะท้าน
“หากไม่เพราะดวงจิตสีเพลิง มีเหรอที่ท่านพี่จะยอมลดตัวไปอุ้มนางเช่นนั้น เขาเป็คนรักคุณธรรมยิ่งกว่าชีวิต ทุ่มเทเพื่อสรรพชีวิตยิ่งกว่าใครในใต้หล้า เ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก เขาทำทั้งหมดก็เพื่อให้นางมีลมหายใจถึงวันที่ตงฟางหลุดออกมาก็เท่านั้น” สาวใช้น้อมกายลงแล้วพูดขึ้น
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเ้าค่ะ เมื่อเห็นธิดาไป่เอ๋อคิดเช่นนี้ ข้าก็สบายใจ” สาวใช้พูดจบจึงน้อมกายลาเป็ครั้งสุดท้ายแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ไป่เอ๋อ ยืนคิดเงียบ ๆ เพียงผู้เดียวโดยไม่มีใครล่วงรู้ความคิดนางได้
“ผู้ใดที่คิดจะพรากท่านพี่ตงหยางไปจากข้า มันผู้นั้นจะอยู่ร่วมกับโลกเดียวกับข้ามิได้ ิเยว่..ข้าจะรอให้เ้ากำจัดตงฟางได้ก่อนแล้วข้าจะจัดการกับเ้า ส่วนจางซินข้าจะหาวิธีกำจัดเ้าให้เร็วที่สุด” ไป่เอ๋อเดินไปย่อตัวนั่งยังเก้าอี้ แล้วยกชาร้อน ๆ ขึ้นดื่มอย่างไม่สะท้าน
ขณะที่ราชันจางเหว่ยกำลังนั่งเขียนตำราอยู่ในโถงว่าราชการ ร่างของตงหยางก็หายวับเข้ามา ก่อนสหายรักของเขาจะวางมือจากงานที่ทำแล้วยิ้มกว้างออกมา
“ข้าคิดว่าเ้าจะมัวแต่ฝึกพลังิญญาให้กับิเยว่ จนไม่มีเวลามาหาข้าแล้วเสียอีก” จางเหว่ยพูดจบ ก่อนขมวดคิ้วคล้ายนึกบางอย่างได้จึงพูดขึ้น
“เ้าอย่าบอกข้านะ ว่าการที่เ้ามายังเผ่าเทพ จางซินได้แผลงฤทธิ์ก่อเื่อะไรอีก” ตงหยางก้าวเดินไปย่อตัวลงนั่ง ก่อนที่ราชันจางเหว่ยจะรินชาให้ แล้วรอคำตอบจากอีกฝ่ายด้วยสายตากังวล
“นางไม่ได้ก่อเื่อะไร” จางเหว่ยส่ายตาไปมาอย่างใช้ความคิดแล้วพูดต่อ
“งั้นเ้ามาด้วยเื่อันใด”
“จางซินไม่ยอมให้คนของข้าเข้าไปดูแลใกล้ชิดนาง กระทั่งิเยว่ จางซินก็ไม่อนุญาตให้คนของข้าเข้าไปดูแลด้วยเช่นกัน”
“ไหนเ้าบอกว่านางไม่ก่อเื่” จางเหว่ยรินชาแล้วยกดื่มด้วยท่าทางไม่พอใจ ก่อนประมุขตงหยางจะพูดขึ้น
“ที่ข้ามาในวันนี้ ข้า้าขอเทพรับใช้จากเผ่าเทพสัก เพื่อไปดูแลพวกนางยังเผ่ามาร ข้าไม่อยากให้พวกนางอยู่ตัวคนเดียวในตำหนักใหญ่โตเพียงนั้น” จางเหว่ยนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วหันมายังสหายรักด้วยความไม่เข้าใจ
“เื่ที่เ้าขอ ข้าไม่ติดขัด แต่ที่ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดจางซินจึงไม่อนุญาตให้คนของเ้าเข้าไปรับใช้ดูแลิเยว่ด้วย เช่นนั้นิเยว่ยินยอมด้วยงั้นเหรอ” ตงหยางทบทวนแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากนางไม่ยินยอม นางก็คงมาพูดกับข้า ทว่าิเยว่ไม่เคยพูดกับข้าเื่ที่จางซินไล่สาวใช้ออกจากตำหนักเหยาซง ที่ข้ารู้เพราะไป่เอ๋อมารายงาน”
