เล่มที่ 4 บทที่ 107 แขกไม่ได้รับเชิญ
ฟังดูแปลกเลยทีเดียว...
ไอปีศาจมีแบบเป็กับแบบตายด้วยอย่างนั้นหรือ?
หลินเฟยรู้สึกเช่นนี้จริงๆ เพราะไอปีศาจของปีศาจขั้นเยาหวังที่เขาเจอนั้น ให้ความรู้ที่ปั่นป่วนราวกับอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรที่มีคลื่นลมแรง ต่อให้อยู่ไกลนับพันลี้ ก็ยังรู้สึกเหมือนเรือลำน้อยล่องลอยอยู่ท่ามกลางคลื่นั์ แต่ไอปีศาจที่ทะเลสาบนี้กลับแน่นิ่ง ไม่มีการสั่นไหวแม้แต่น้อย ตอนแรกคิดว่าตัวเองมัวแต่หวาดกลัวจึงแยกไม่ออก แต่พอทบทวนดูอีกครั้ง ถึงรู้ได้ว่านี่คงจะเป็ไอปีศาจที่าาปีศาจเยาตี้หลงเหลือไว้...
และมันก็เป็เช่นนั้นจริงๆ หลังจากเฝ้าดูอยู่ชั่วครู่ ไอปีศาจที่รุนแรงนี้ก็ค่อยๆสลายไป...
ไอปีศาจใช้เวลาค่อนข้างนานเลยทีเดียวกว่าจะสลายไปได้ ต่อให้ผ่านไปสักสิบปีหรือร้อยปี ก็ไม่แน่ใจว่าไอปีศาจรุนแรงเช่นนี้จะสลายหายไปหมดหรือไม่ หากไม่ได้พิจารณาดูดีๆ ก็อาจจะดูไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับไอปีศาจนี้ อย่างไรก็ตามเพราะหลินเฟยได้ฝึกเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนมา ทำให้เขามีประสาทััที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งถ้าตั้งใจดูดีๆ จะเห็นว่าที่จริงแล้วไอปีศาจรุนแรงนี้กำลังค่อยๆสลายไปต่างหาก
“ค่อยยังชั่ว...” ในเมื่อไอปีศาจกำลังสลายไป ก็แปลว่าที่นี่ไม่มีปีศาจขั้นเยาตี้อยู่
หลังจากที่เขาแน่ใจแล้ว หลินเฟยก็ไม่รีบร้อนดำเนินการอะไรต่อ ในเมื่อดวงตะวันกำลังลาลับขอบฟ้าแล้ว แถมทะเลสาบนี้ก็ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้งของมัน หากบุ่มบ่ามลงไปละก็ เกรงว่ายังไม่ทันจะหาดาวตกเจอ ก็คงจะต้องติดอยู่ใต้น้ำไปเสียก่อน
หลินเฟยทิ้งตัวนั่งลงตรงจุดที่มีทางหนีทีไล่ใกล้ๆกับทะเลสาบ ก่อนจะเริ่มโคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนยามเย็นอย่างที่ทำประจำ
ตลอดสามวันที่ผ่านมา ไม่มีวันไหนเลยที่หลินเฟยจะไม่โคจรเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน เพราะแร่จิงซ่าเข้มข้นในอากาศได้ถูกหลอมจนกลายเป็ปราณสีทองอัดแน่นอยู่ทั่วทั้งร่างของเขา ฉะนั้นหลินเฟยจะต้องเสียเวลาและเสียพลังกายมากมายในการหลอมรวมปราณสีทองนี้ให้กลายเป็พลังปราณของตนเองในทุกๆคืน
และมันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนขึ้น...
ในตอนที่เพิ่งเข้ามายังหุบเขากระบี่นั้น หลินเฟยมีขั้นบำเพ็ญแค่ย่างหยวนขั้นสูงเท่านั้น และยิ่งอาศัยจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยและจุดชีพจรโลกันตร์ทำให้ขั้นบำเพ็ญสูงขึ้นอย่างก้าวะโ จึงทำให้เกิดจิตมารขึ้นมาจนต้องยืมจี้หยวนหยางของตาเฒ่ามาสะกดเอาไว้ บัดนี้เพียงเข้ามาได้สามวันเท่านั้น หลินเฟยก็มีพลังระดับย่างหยวนขั้นสูงโดยสมบูรณ์แล้ว ส่วนจี้หยวนหยางก็ถูกหลินเฟยเก็บไป ทั้งที่คิดว่าคงต้องใช้เวลาอีกประมาณหนึ่งปีถึงจัดการปัญหานี้ได้แท้ๆ...
ยิ่งหลอมปราณโลหะสีทองมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าตนเองใกล้จะบรรลุขั้นมิ่งหุนไปทุกที ตอนนี้มีทั้งหมดสองหนทางที่จะทำให้หลินเฟยสามารถบรรลุขั้นมิ่งหุนได้ ทางแรกก็คือตามหาแร่เซียนเทียน ส่วนทางที่สองก็คือฝึกฝนสามจิตเจ็ดิญญาเพื่อให้กลายเป็จิติญญาเสิ่นหุน เพื่อให้ร่างกายเกิดความแข็งแกร่งฟันแทงไม่เข้า นอกจากนี้จิตสำนึกยังสามารถล่องลอยไปตามที่นึกคิดได้อีกด้วย
หลินเฟยใช้เวลาไปกว่าค่อนคืนจึงสามารถหลอมปราณโลหะสีทองที่สะสมทั้งหมดได้สำเร็จ หลังจากหลอมเสร็จแล้ว เขาก็ยังไม่รีบพักผ่อนทันที กลับเริ่มโคจรพลังให้อักขระกระบี่หยินหลีปรากฏขึ้นมาอีก ก่อนจะเร่งให้มันเกิดเป็เสิ่นทงสายที่สาม เพราะในอดีตตอนที่เขากำลังหารือกับหลินปั้นหู พวกเขาได้คุยกันไว้ว่า เมื่อเสิ่นทงทั้งสามของอักขระกระบี่หลอมรวมเป็หนึ่ง ก็จะสามารถกลืนกินไอหยินและไอชั่วร้ายจนเกิดเป็กายหยินหลีได้ เมื่อถึงตอนนั้นแล้วจึงจะเรียกได้ว่าเป็จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนอักขระกระบี่อย่างแท้จริง เสิ่นทงสายที่สามจึงมีความสำคัญอย่างมาก...
เดิมทีควรจะสร้างเสิ่นทงสายที่สามในอีกสามปีข้างหน้า แต่เพราะครั้งนี้เก็บรวบรวมไอหยินและไอชั่วร้ายได้จำนวนมากจากป่าอสูร อีกทั้งยังสังหารอสุรกายิญญาอาฆาตไปได้อีก จึงทำให้มีพลังเพียงพอที่จะเร่งให้อักขระกระบี่เกิดเสิ่นทงสายที่สามขึ้นมา...
“ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ...” เมื่อเห็นอักขระกระบี่หยินหลีที่กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หลินเฟยก็เผยเสียงหัวเราะออกมา ก่อนจะบงการให้ดินิถู่สลายไอหยินและไอชั่วร้ายที่รวบรวมได้หลอมรวมเข้ากับอักขระกระบี่หยินหลี...
ไอหยินและไอชั่วร้ายที่ส่งมาอย่างต่อเนื่องทำให้อักขระกระบี่หยินหลีแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่เป็เพียงหมอกควันสีดำจางๆ บัดนี้กลับเข้มข้นมากขึ้น เมื่อพันอยู่รอบแขนของหลินเฟยก็มีลักษณะราวกับอสรพิษสีดำก็ว่าได้ หรือบางครั้งยังรู้สึกเหมือนว่ามันสามารถกางกรงเล็บออกมาได้อีกด้วย...
เวลาเดินผ่านไปช้าๆ ทั่วทั้งหุบเขากระบี่ยังคงเงียบสงบ ไร้ซึ่งเสียงรบกวนใดๆ ทำให้หลินเฟยจมอยู่กับการหลอมรวมอักขระกระบี่หยินหลีอย่างไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวอีกทีท้องฟ้าก็สางแล้ว
ทว่าชั่วขณะที่กำลังจะจบการฝึกฝนประจำวัน จู่ๆหลินเฟยก็รู้สึกใจหายวาบขึ้นมา
“หื้อ?” เขาพยายามตั้งสติขึ้นมา และเกือบจะต้องหยุดการหลอมรวมอักขระกระบี่กลางคัน ในขณะเดียวกันก็ได้ปล่อยปราณกระบี่อิ๋นเหวินออกมาด้วย ทำให้กระแสไอเย็นแผ่ปกคลุมไปทั่วรัศมีสิบลี้
หลินเฟยรู้สึกได้ว่าปราณกระบี่อิ๋นเหวินกำลังสะบั้นพลังใส่บางสิ่งบางอย่างอยู่ พอลืมตาขึ้น ก็หันไปดูทางทิศที่ปราณกระบี่อิ๋นเหวินพุ่งออกไป แต่กลับเห็นเพียงเศษน้ำแข็งที่หล่นกระจายไปทั่ว
“หรือว่าจะเป็สิ่งนั้น?” หลินเฟยขมวดคิ้วแน่น เพราะเขาเองก็รู้ั้แ่คืนแรกที่มาหุบเขากระบี่แล้วว่ามีบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้ หลังจากตื่นขึ้นมาก็พบว่าตามพงหญ้ามีร่องรอยบางอย่างที่พยายามเข้าใกล้เขาปรากฏอยู่
ตอนนั้นหลินเฟยรู้สึกหวาดกลัวจนทนไม่ไหว เพราะสิ่งที่สามารถเข้าประชิดตัวเได้อย่างเงียบเชียบ จนเขาไม่รู้ตัวเช่นนี้ เกรงว่าจะมันจะต้องมีความสามารถที่จะสังหารเอาชีวิตเขาได้สบายๆ...
ในคืนต่อมาหลินเฟยก็เดินทางไปที่ยอดเขาที่มีเขตแดนแสงสีทองคุ้มกาย ขณะที่พักผ่อนอยู่นั้น เขาก็คอยเฝ้าระวังสิ่งที่จะเฉียดใกล้ตัวเขาไปด้วย
‘บางทีอาจเป็เพราะผนึกยันต์ที่คุ้มกันอยู่ ทำให้เ้าสิ่งนั้นไม่ปรากฏออกมาก็เป็ได้’
ทว่ามันกลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ในคืนถัดมา...
“มันคืออะไรกันแน่...” หลินเฟยดูจุดที่ปราณกระบี่อิ๋นเหวินสะบั้นไว้ แต่กลับไม่มีเบาะแสเลยแม้แต่น้อย ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
หลินเฟยรู้ดีว่าเขาไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ
เพราะปราณกระบี่อิ๋นเหวินเกิดจากการหลอมของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียน จึงเปรียบเสมือนเป็ดวงตาอีกดวงของหลินเฟย ดังนั้นเมื่อใดที่เขารู้สึกว่าปราณกระบี่อิ๋นเหวินได้สะบั้นใส่บางสิ่งเข้า มันก็ย่อมจะต้องเป็ความจริงเสมอ
แต่พอครุ่นคิดดูอีกที หลินเฟยก็กลับยิ้มออกมา...
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
