ฉากวุ่นวายจึงสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ถึงอย่างไรเสีย มันก็ยังทำเอาให้ใบหน้าของเฉินอ่าวบวมปูดเป็หัวหมูอยู่ดี ปกติคงไม่มีใครทำลายการป้องกันของผู้ฝึกปราณได้ แต่ด้วยที่เฉินอ่าวใช้พลังปราณกับการสำรวจหาตันเถียนให้ลูกๆ ไปหมดแล้ว ร่างกายของเขาจึงไม่เหลือพลังปราณเอาไว้ป้องกันร่างกาย
ชี้ให้เห็นและทำให้เฉินอวี๋เข้าใจได้ระดับหนึ่ง ว่าทำไมผู้ฝึกยุทธ์ถึงได้เปรียบผู้ฝึกปราณใน่แรกๆ เพราะตราบใดที่ผู้ฝึกปราณไม่เหลือพลังปราณไว้ให้ใช้แล้ว พวกเขาก็แค่คนธรรมดาเดินดินดีๆ นี่เอง และจากที่พ่อพูดและใช้เวลาระหว่างเดินทางปูพื้นฐานการฝึก ก็ทำให้เฉินอวี๋ค่อยๆ รู้มากขึ้น ว่าผู้ฝึกปราณมีการแบ่งออกเป็ 12 ขอบเขต
ปัจจุบัน ขอบเขตแรกที่พ่อฝึกในตอนนี้ คือระดับกลั่นลมปราณ ซึ่งที่มีทั้งหมด 13 ขั้นย่อย ขณะที่ขอบเขตที่เหลือจะแบ่งย่อยออกเป็ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ทุกขอบเขตของสายผู้ฝึกปราณมีชื่อเรียกแบบจำเพาะเช่นขอบเขตที่ 2 เรียกว่า ระดับปราณริเริ่ม ขอบเขตที่ 3 เรียกว่าระดับปราณแตกหน่อ ขอบเขตที่ 4 เรียกว่าระดับปราณก่อเกิด ฯลฯ
ซึ่ง 10 ขอบเขตตอนบนขึ้นไปอย่างขอบเขตที่ 10 ,11 และ 12 เท่านั้น ที่จะถูกเรียกว่าเซียน ซึ่งจัดว่าเป็ชนชั้นผู้ปกครองและตัวตนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ที่ว่ากันว่าก้าวข้ามถึงยากและมีอยู่เพียงไม่กี่คน
“ท่านพ่อ แล้วที่โลกเดิมท่านฝึกไปถึงขั้นไหนแล้วงั้นรึ?”
เฉินอวี๋อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ เรียกได้ว่าตอนนี้ เขากำลังมองไปที่พ่อเหมือนเห็นไอดอล จนเฉินถั่วถงและเหนียนอู่เห็นแล้วกังวลใจ กลัวว่าลูกชายและน้องสามจะบ้าติดนิสัยแปลกๆของพ่อมา
“ฮ่าฮ่า เ้าถามได้ดีบุตรข้า”
“ในบรรดา 12 ขอบเขตของผู้ฝึกปราณ พ่อของเ้าก้าวไปถึงขอบเขตที่ 10 อย่างเซียนจำแลง และกำลังจะทะลวงไปที่ขอบเขตที่ 11 อย่างระดับ เซียนที่แท้จริงแล้ว”
“แต่ไม่รู้เพราะทำไม การทะลวงในวันนั้นเกิดทัณฑ์์ที่ผิดปกติ มันเป็สีดำเืและมีขนาดใหญ่นับสิบเท่าเมื่อเทียบกับการทะลวงของคนอื่นๆ มันเหมือน์ไม่้าให้ข้าก้าวผ่านและตั้งใจจะสังหารพ่อให้ตาย การเผชิญกับทัณฑ์์ที่ผิดปกติ มีทางเดียวคือตายเท่านั้นหากเผชิญตรงๆ”
“ข้าไม่อยากหายไปจากสังสารวัฏ และไม่อยากเกิดใหม่เพื่อฝึกั้แ่ต้น จึงใช้วิชาโบราณแยกิญญาหลบหนีจนมาอยู่ที่โลกใบนี้ ตราบใดที่สามารถกลับไปที่เดิมและรวมเข้ากับร่างหลักที่ตระกูลเก็บไว้ได้”
“พลังที่เคยมีก็จะฟื้นกลับมา และพ่อสัญญาว่าจะพาทุกคนไปอยู่ที่นั่นไม่ต้องมาลำบาก”
เฉินอ่าวตบหน้าอกอย่างพอใจ สัญญาว่าหากออกจากโลกเน่าๆนี้สำเร็จ เขาจะพาทุกคนไปอยู่ที่นั่นด้วยกัน แต่คำสัญญานี้ นอกจากเฉินอวี๋แล้ว เหมือนสมาชิกในบ้านจะไม่มีใครเชื่อเขาเลย
ขนาดหาเช้ากินค่ำยังพึ่งพาไม่ค่อยจะได้ ดังนั้น ความเชื่อใจต่อคนเป็พ่อจึงจัดได้ว่าอยู่ในระดับที่ต่ำสุดๆ ขนาดเฉินอวี๋ก็ยังลังเลอยู่นิดหน่อย ว่าเขาควรจะเชื่อสิ่งที่พ่อโม้หรือเปล่า
“ท่านพ่อ”
“หากสิ่งที่ท่านพูด ว่าผู้ฝึกปราณมีทั้งหมด 12 ขอบเขต ในขณะที่ผู้ฝึกยุทธ์มีเพียง 10 ขอบเขตเท่านั้น แต่ทำไมผู้คนถึงพากันหวาดกลัวสายผู้ฝึกยุทธ์ด้วยละ?”
เฉินอวี๋ตัดสินใจแล้ว ว่าจะเลือกเดินทางไปในสายผู้ฝึกยุทธ์ ถึงจะไม่ได้มีอายุยืนยาวเหมือนสายผู้ฝึกปราณ แต่การมีอายุขัยไปสองสามร้อยปีมันก็ยังน่าทึ่งสำหรับเขาอยู่
“แค๊กๆ”
“เ้าอย่ามองแค่ระดับบุตรข้า ขอบเขตและระดับเป็เพียงคำเปรียบเปรยเท่านั้น หาใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่”
“ถึงจะซับซ้อน แต่จงเข้าใจเสีย ว่าทั้ง 12 ขอบเขตยังมีการแบ่งหมู่ออกเป็ 3 ชนชั้น”
“ขอบเขตที่ 1 - 6 คือชนชั้นต้น พบเห็นและเจอได้ในโลกเบื้องล่าง หากจะไปยังขอบเขตถัดไปต้องออกจากโลกเดิมเพราะกฏของเต๋า”
“ส่วนขอบเขตที่ 7-9 คือชนชั้นกลาง เป็ตัวตนที่มีอยู่จนเห็นได้ทั่วไปในแดนเซียนและโลกเบื้องบน”
“ส่วนขอบเขตที่ 10 ,11 และ 12 คือชนชั้นผู้ปกครองและมหาอำนาจที่แท้จริง”
จากสิ่งที่เฉินอ่าวพูด ทำให้เฉินอวี๋ขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแบ่งอะไรที่ซับซ้อนเช่นนั้นด้วย ซึ่งจากท่าทางที่ลูกชายแสดงออกมา เหมือนเฉินอ่าวจะเข้าใจ ก่อนที่เขาจะหยุดฝีเท้าแล้วหยิบกิ่งไม้จากข้างทาง กวักมือให้ลูกชายนั่งลง เพื่อขีดเขียนบางอย่างลงพื้นเพื่อให้เฉินอวี๋มองเห็นภาพ
“ผู้ฝึกปราณแบ่งเป็ขอบเขต แต่ผู้ฝึกยุทธแบ่งเป็วิถี จึงทำให้โลกต้องจัดความแข็งแกร่งชนชั้นเพื่อความเข้าใจ จำสิ่งที่พ่อเคยพูดเมื่อก่อนหน้านั้นได้หรือไม่ ว่าผู้ฝึกยุทธ์มีการฝึกและต้องฝ่าอุปสรรคอะไรบ้าง”
เฉินอ่าวมอง และเฉินอวี๋ก็พยักหน้า พูดถึงสิ่งที่พ่อเล่าออกมาว่า
“ข้าจำได้ท่านพ่อ”
“ผู้ฝึกยุทธ์แบ่งการฝึกและพลังออกเป็วิถี คือวิถีมนุษย์ วิถีดิน วิถีฟ้า และวิถีชะตา”
“เก่งมาก” เฉินอ่าวได้ยินก็พอใจ ที่รู้ว่าลูกชายความจำดีไม่ได้ลืม จากนั้นก็อธิบายเพิ่มออกมาว่า
“วิถีมนุษย์ วิถีดิน วิถีฟ้า และวิถีชะตา คือเส้นทางและระดับของผู้ฝึกยุทธ์ แต่หากเทียบความแข็งแกร่งแล้ว แม้แต่วิถีมนุษย์ของผู้ฝึกยุทธ์ ก็ยังเทียบและสามารถเอาชนะ 6 ขอบเขตของผู้ฝึกปราณได้อย่างไม่ยาก เพราะวิถีมนุษย์เน้นขัดเกลาจากภายในทั้งร่างกายและจิตใจที่เรียกว่าด่าน ประกอบไปด้วย วิริยะหนึ่ง ขันติสอง และวิมังสาสาม”
“นี่จึงเป็สาเหตุ ว่าทำไมพวกผู้ฝึกยุทธ์ถึงน่ากลัวใน่ต้นๆ เพราะเพียงการบรรลุวิถีมนุษย์เพียงวิถีแรก มันก็เทียบได้กับขอบเขตที่ 6 ของสายผู้ฝึกปราณ ทำให้วิถีมนุษย์และ 6 ขอบเขตแรกของผู้ฝึกปราณถูกจัดอยู่ในชนชั้นต้นของโลกเบื้องล่างเท่ากัน”
“แต่เมื่อก้าวผ่านทะลวงถึงวิถีดิน พลังของผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกปราณจะกลับมาเท่าเทียมกันอีกครั้งหนึ่ง”
“ขอบเขตที่ 7 ของผู้ฝึกปราณ เทียบได้กับวิถีดินของผู้ฝึกยุทธ์”
“ขอบเขตที่ 8 เทียบได้กับวิถีฟ้า"
“และขอบเขตที่ 9 เทียบได้กับวิถีชะตา”
“ด้วยสิ่งนี้ ขอบเขตที่ 7,8,9 ของผู้ฝึกปราณ และวิถีดิน วิถีฟ้า และวิถีชะตาของผู้ฝึกยุทธ์ จึงถูกจัดเป็ชนชั้นกลาง”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ สีหน้าของเฉินอ่าวก็ค่อนข้างจริงจัง นึกถึงชีวิตก่อน่ ที่เขาเจอและต้องสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ รสชาตินั้นก็ทำให้เขาไม่เคยลืมมันลงเลยสักครั้ง
“เช่นนั้นในตอนท้าย ผู้ฝึกยุทธ์ก็ด้อยกว่าผู้ฝึกปราณเช่นนั้นรึท่านพ่อ”
พอฟังมาถึงตอนนี้ เฉินอวี๋ก็พบว่าการฝึกยุทธ์น่าจะซับซ้อนกว่าจริงๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาสิ้นหวัง แต่ยังอยากรู้เพิ่มเข้าไปอีก ว่าหากผู้ฝึกปราณมีทั้งหมด 12 ขอบเขต เทียบกับความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าสองสามขั้นในตอนท้ายแล้ว แต่ทำไมพวกเขาถึงยังคงกลัวผู้ฝึกยุทธ์ที่มีแค่ 10 ขอบเขต
“หืม..อนาคตมันยังอีกยาวไกล และการมองสูงเกินไปจะไม่ดีต่อการฝึกของเ้าบุตรข้า สิ่งที่ควรมองในปัจจุบัน คือเ้าต้องเตรียมรากฐานร่างกายเพื่อฝึก แม้จะเป็วิถีมนุษย์ แต่การที่ต้องผ่านด่านหนึ่งวิริยะ ขันติสองและวิมังสาสาม”
“มันก็ยังลำบากและยากเหมือนปืนูเาหินด้วยสองมือ”
“เมื่อเรามีที่พักถาวร ถึงคราวนั้นข้าจะฝึกเ้าแบบจริงๆ จังๆ”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพ่อ”
“บุตรชายคนนี้จะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง”
สองพ่อลูกฮึดสู้ นั่งยองๆ ที่ด้านท้ายของกลุ่ม ชูมือขึ้นฟ้าปลุกใจกันและกันสู้ความฝันอันยิ่งใหญ่
แต่ความฮึกเหิมก็ไม่ได้ตั้งอยู่นาน เมื่อเสียงของเฉินถั่วถงตะคอกมาแค่ไกล เพื่อให้ทั้งสองคนที่อยู่ทางด้านท้ายตามหลังมาให้ทันก่อนจะถูกทิ้ง
“จ้า!! สามีของเ้ากำลังตามไปเดี๋ยวนี่แหละ”
“…”
“…”
เริ่มปากหวานและเป็พ่อที่ดีหลังถูกแม่ะโถีบ
การพูดคุยเบื้องต้นเกี่ยวกับเื่ฝึกจึงจำเป็ต้องหยุด เพราะไม่อย่างนั้น เหตุการณ์โศกนาฏกรรมอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งก็ได้หากทำให้ผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านโกรธ
“...”
“...”
**แผนผังระดับพลัง
