บทที่ 8 กฎสามสะอาด 2
ป้ายอาญาสิทธิ์รูปหัวพยัคฆ์ในมือของมู่หลันนั้นเย็นเฉียบ แต่หัวใจของเธอกลับร้อนรุ่มไปด้วยไฟแห่งความมุ่งมั่น นี่คือความไว้วางใจ คืออำนาจ และคือความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่แม่ทัพเว่ยหลงมอบให้ เธอรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การเปลี่ยนแปลงความเคยชินของผู้คนนั้น ยากยิ่งกว่าการย้ายูเาทั้งลูก
วันรุ่งขึ้น "กฎสามสะอาด" ก็ถูกประกาศออกไปทั่วทั้งค่ายทหารอย่างเป็ทางการ!
เหล่าอู่และทหารหน่วยองครักษ์ของแม่ทัพถูกส่งไปเป็ผู้ควบคุมดูแลการปฏิบัติให้เป็ไปตามกฎระเบียบใหม่ โอ่งน้ำดินเผาใบใหญ่ถูกนำมาตั้งไว้ตามจุดสำคัญต่างๆ ตามที่มู่หลันเสนอ พร้อมกับก้อนสบู่สีเทาหม่นก้อนโตที่มู่หลันและเหล่าพ่อครัวช่วยกันทำขึ้นมาตลอดทั้งคืนจากไขมันสัตว์และเถ้าถ่าน แม้มันจะมีรูปลักษณ์ที่ไม่น่าพิสมัยและมีกลิ่นตุ่ยๆ แต่สรรพคุณในการชะล้างไขมันนั้นยอดเยี่ยมกว่าการใช้ทรายขัดถูเป็ไหนๆ
ปฏิกิริยาแรกของเหล่าทหาร คือความงุนงงระคนขบขัน
ณ หน้าโรงครัว...
ทหารร่างกำยำนายหนึ่งกำลังจะเดินเข้าไปหยิบหมั่นโถว แต่ก็ถูกเหล่าอู่ขวางไว้
“หยุด! ล้างมือก่อน!” เหล่าอู่สั่งเสียงเข้ม
ทหารนายนั้นมองหน้าเหล่าอู่สลับกับโอ่งน้ำด้วยสีหน้างงงวย “ล้างมือ? ท่านเหล่าอู่ ข้าเพิ่งจะฝึกดาบเสร็จมาเหนื่อยๆ จะกินข้าวสักหน่อย เหตุใดต้องมากเื่ด้วย? มือข้าไม่ได้ไปเปื้อนมาเสียหน่อย”
“นี่เป็คำสั่งของท่านแม่ทัพ! ใครไม่ล้างมือ อดกินข้าว!” เหล่าอู่ประกาศกร้าวพลางชูป้ายอาญาสิทธิ์จำลองขึ้นมาขู่
‘อะไรกันวะเนี่ย! ั้แ่แม่นางคนนั้นเข้ามา กฎระเบียบอะไรก็ไม่รู้หยุมหยิมเต็มไปหมด! พวกเราเป็ทหารนะ ไม่ใช่คุณชายในห้องหอ! เื่มากชะมัด!’
แม้จะบ่นอุบอิบในใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็คำสั่งของแม่ทัพโดยตรง เขาก็จำต้องเดินไปล้างมืออย่างเสียไม่ได้ เขาใช้มือวักน้ำลวกๆ แล้วกำลังจะเดินหนี แต่ก็ถูกเหล่าอู่รั้งคอเสื้อไว้
“ใช้สบู่ด้วย!”
“หา? ไอ้ก้อนเทาๆ เหม็นๆ นี่น่ะรึ?” ทหารนายนั้นทำหน้าเหยเก
“เออ! ท่านที่ปรึกษามู่หลันบอกว่ามันช่วยฆ่าสิ่งสกปรกที่มองไม่เห็นได้! รีบๆ ถูซะ!”
ทหารนายนั้นจำใจหยิบก้อนสบู่ขึ้นมาถูอย่างลวกๆ ฟองสีขาวขุ่นที่เกิดขึ้นทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด แต่เมื่อล้างออกด้วยน้ำสะอาด เขาก็ต้องประหลาดใจ ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะที่มือหายไปจนหมดสิ้น! มือของเขาสะอาดและรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน!
“เออ ก็ดีเหมือนกันแฮะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ฉากทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นแทบทุกที่ในค่ายทหาร
ณ โรงต้มน้ำ...
พ่อครัวหวังหน้าั์กำลังยืนคุมลูกมือต้มน้ำในหม้อเหล็กใบั์จนเดือดพล่าน ควันไอร้อนลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ
“เร็วเข้า! ต้มให้เดือด! ถ้าข้าจับได้ว่าหม้อไหนน้ำไม่เดือด ข้าจะจับคนต้มโยนลงไปแทนฟืน!” เขาะโเสียงดัง
‘ชีวิตข้า! แค่ทำอาหารให้ทหารหลายหมื่นคนกินก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว นี่ต้องมาเสียเวลาต้มน้ำดื่มให้พวกมันอีก! ท่านที่ปรึกษามู่หลันคงจะว่างงานมากสินะ ถึงได้คิดกฎบ้าๆ แบบนี้ขึ้นมาได้!’ทหารลูกมือบ่นอุบ
ณ ค่ายพยาบาล...
หมอโม่กำลังยืนกอดอก สอนเหล่าผู้ช่วยให้รู้จักวิธีฆ่าเชื้ออุปกรณ์อย่างเคร่งครัด
“คีมทุกอัน! เข็มทุกเล่ม! ต้องต้มในน้ำเดือดไม่ต่ำกว่าหนึ่งเค่อ (15 นาที) ก่อนจะนำไปใช้งาน! เข้าใจหรือไม่!”
“ขอรับท่านหมอ!” เหล่าผู้ช่วยขานรับอย่างแข็งขัน แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ภาพการฟื้นคืนสติของทหารอาเปียวยังคงติดตาพวกเขาอยู่
หมอโม่หันไปมองมู่หลันที่กำลังสอนผู้ช่วยอีกกลุ่มให้รู้จักวิธีซักและตากผ้าพันแผลกลางแดดจัดด้วยแววตาที่ซับซ้อน
‘หลักการของนางช่างแปลกประหลาดนัก ทุกอย่างต้องผ่านความร้อน ทุกอย่างต้องสะอาด มันดูเหมือนเป็การกระทำที่สิ้นเปลืองและเสียเวลา แต่ข้ากลับรู้สึกว่า นางกำลังมองเห็นในสิ่งที่พวกเราไม่เคยมองเห็นมาก่อน หรือว่าสิ่งสกปรกที่มองไม่เห็น ที่นางพูดถึงจะมีอยู่จริง?’
แม้่แรกจะเต็มไปด้วยความขลุกขลักและการต่อต้านในใจ แต่ด้วยอำนาจของป้ายอาญาสิทธิ์และการควบคุมอย่างเข้มงวดกฎสามสะอาด ก็เริ่มค่อยๆ หยั่งรากลึกลงไปในกิจวัตรประจำวันของค่ายทหารทีละน้อย
ทว่า... ต้นไม้ที่สูงเด่นย่อมต้องลมแรงฉันใด คนที่สร้างการเปลี่ยนแปลงย่อมต้องเผชิญกับคลื่นใต้น้ำฉันนั้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการปฏิรูปครั้งใหญ่นี้ โดยเฉพาะในหมู่ที่ปรึกษาและนายทหารฝ่ายบุ๋นที่อยู่ในค่าย
ยามบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่มู่หลันกำลังตรวจสอบการจัดเก็บสมุนไพรในค่ายพยาบาล ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในชุดบัณฑิตก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเป็มิตรแต่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง เขาคือ ท่านกุนซือสวี ที่ปรึกษาฝ่ายยุทธศาสตร์ของกองทัพ ผู้ขึ้นชื่อเื่ความรอบรู้ในตำราพิชัยาและความเ้าเล่ห์ในการวางแผน
“ท่านที่ปรึกษามู่หลันช่างขยันขันแข็งเสียจริง” เขากล่าวทักทายพลางโบกพัดในมือ “น่าชื่นชมที่ท่านใส่ใจในสุขอนามัยของเหล่าทหารหาญถึงเพียงนี้”
“ท่านกุนซือสวีกล่าวเกินไปแล้วเ้าค่ะ” มู่หลันโค้งคำนับให้เขาอย่างสุภาพ “ข้าเพียงแค่ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องเท่านั้น”
“โอ้... สิ่งที่ถูกต้องรึ?” กุนซือสวียิ้มบางๆ “แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ถูกต้อง ของท่าน กำลังสร้างความสิ้นเปลืองทรัพยากรของกองทัพไปมากเพียงใด? ฟืนที่ต้องใช้ต้มน้ำเพิ่มขึ้นวันละหลายสิบหาบ ไขมันสัตว์ที่ควรจะนำไปทำน้ำมันเชื้อเพลิงกลับต้องเอามาทำสบู่ เวลาของเหล่าทหารที่ควรจะใช้ฝึกซ้อมก็ต้องมาเสียไปกับการล้างมือ น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟฉันใด ทรัพยากรที่ร่อยหรอย่อมทำให้กองทัพอ่อนแอลงฉันนั้น ท่านไม่คิดว่านี่คือการบ่อนทำลายกองทัพในระยะยาวหรอกหรือ?”
คำพูดของเขาแทงใจดำและเต็มไปด้วยหลักการที่ยากจะโต้แย้ง!
‘มาแล้ว คลื่นใต้น้ำลูกแรก! เขาไม่ได้โจมตีที่ผลลัพธ์ แต่โจมตีที่กระบวนการและความสิ้นเปลือง นี่คือการเมืองในกองทัพสินะ น่ารำคาญชะมัด!’
มู่หลันเงยหน้าขึ้น สบตากับกุนซือสวีตรงๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก “ท่านกุนซือมองการณ์ไกลสมคำร่ำลือจริงๆ เ้าค่ะ แต่ท่านอาจจะมองข้ามบางสิ่งไป”
“โอ้? สิ่งใดรึที่บัณฑิตน้อยเช่นข้าจะมองข้ามไป?”
“ท่านมองเห็นต้นทุนที่ต้องจ่ายในวันนี้ แต่ท่านอาจจะลืมคิดถึงกำไร ที่จะได้รับในวันข้างหน้า” มู่หลันกล่าวอย่างใจเย็น “ฟืนที่เสียไป แลกกับทหารที่ไม่ต้องล้มป่วยด้วยโรคท้องร่วง ไขมันที่เสียไป แลกกับาแที่ไม่ติดเชื้อจนต้องตัดแขนตัดขา เวลาที่เสียไปกับการล้างมือ แลกกับชีวิตของทหารทั้งกองร้อยที่ไม่ต้องล้มตายด้วยโรคระบาด ท่านกุนซือลองบอกข้าทีสิเ้าคะ ว่าการลงทุนเช่นนี้ มันไม่คุ้มค่าตรงไหน?”
เธอหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวประโยคปิดท้ายที่ทำให้กุนซือสวีถึงกับหน้าชา
“หรือในตำราพิชัยาของท่าน ชีวิตของทหารหาญมีค่าน้อยกว่าฟืนไม่กี่หาบเ้าคะ?”
คมวาจาของเธอ เฉียบแหลมและร้ายกาจยิ่งกว่าคมดาบ!
กุนซือสวีถึงกับชะงัก พัดในมือของเขาหยุดโบกทันที ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มบัดนี้แข็งทื่อ เขามองมู่หลันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาที่มองสตรีผู้โชคดีอีกต่อไป แต่เป็สายตาที่มองคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวคนหนึ่ง!
“ท่านที่ปรึกษามู่หลัน ช่างฝีปากคมคายนัก” เขากล่าวเสียงเย็น ก่อนจะสะบัดพัดแล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
มู่หลันมองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างเงียบๆ เธอรู้ดีว่านี่เป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น การต่อสู้ของเธอในกองทัพแห่งนี้ยังอีกยาวไกล
...
หลายวันต่อมา...
"กฎสามสะอาด" ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีเสียงบ่นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดขืนอย่างจริงจัง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น
ทหารกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวนชายแดนที่ห่างไกล เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงพร้อมกันเกือบสิบนาย!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็หัวข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก!
“เห็นหรือไม่! ข้าบอกแล้วว่ากฎบ้าๆ นั่นมันไม่ได้ผล!”
“ล้างมือไปก็เท่านั้น! ต้มน้ำไปก็เท่านั้น! สุดท้ายก็ยังป่วยอยู่ดี!”
“เสียแรงเสียเวลาไปเปล่าๆ! ท่านแม่ทัพคงจะหูเบาเชื่อสตรีเกินไปแล้ว!”
เสียงครหาถาโถมเข้าใส่มู่หลันราวกับพายุ! บรรยากาศในกองทัพที่เคยเริ่มจะยอมรับในตัวเธอ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความไม่เชื่อมั่นและแรงต่อต้านที่รุนแรงกว่าเดิม
กุนซือสวีเดินยิ้มเยาะอยู่ในกลุ่มนายทหาร ทุกอย่างกำลังเป็ไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้
ในขณะที่สถานการณ์กำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ มู่หลันกลับยังคงสงบนิ่ง เธอกำลังยืนอยู่หน้ากระโจมที่ใช้กักตัวทหารที่ป่วย พร้อมกับหมอโม่และแม่ทัพเว่ยหลงที่รีบรุดมาดูสถานการณ์ด้วยตนเอง
“เ้าจะว่าอย่างไร?” เว่ยหลงถามเสียงเรียบ ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมานั้นหนักหน่วงยิ่งนัก “นี่คือกำไรที่เ้าพูดถึงรึ?”
คำพูดของเขาแทงลึกและเ็ป ราวกับจะบอกว่าความไว้วางใจที่เขามอบให้กำลังจะหมดลง
มู่หลันไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่กลับหันไปถามหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ
“ข้าขอถามท่านหัวหน้าหน่วย ตลอดสามวันที่พวกท่านออกไปลาดตระเวน พวกท่านดื่มน้ำจากที่ใดรึ?”
หัวหน้าหน่วยตอบอย่างตะกุกตะกัก “ก็... ก็ดื่มน้ำจากลำธารในป่าเหมือนเช่นเคยขอรับ พวกข้าออกไปไกลจากค่าย จะให้แบกน้ำต้มไปด้วยคงจะไม่สะดวก”
คำตอบนั้น ทำให้ทุกอย่างกระจ่างแจ้ง!
มู่หลันหันกลับไปเผชิญหน้ากับเว่ยหลงและเหล่านายทหารที่กำลังจับจ้องเธอเป็ตาเดียว เธอกวาดสายตามองทุกคน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังและดังกังวานไปทั่วบริเวณ
“ทุกท่านเห็นหรือไม่! นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของกฎสามสะอาด แต่กลับเป็ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่ากฎนี้ มันได้ผล!”
ทุกคนต่างพากันงงงวยกับคำพูดของเธอ
“ทหารกลุ่มนี้ป่วย ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎ! พวกเขาดื่มน้ำดิบจากนอกค่าย! ในขณะที่ทหารอีกหลายหมื่นคนที่อยู่ในค่ายและปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด ไม่มีใครล้มป่วยแม้แต่คนเดียว! นี่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์หรอกรึ?”
เธอชี้ไปยังกลุ่มทหารที่ป่วย “พวกเขาคือตัวอย่างของสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเราละเลยความสะอาด!” จากนั้นก็กวาดมือไปทั่วทั้งค่าย “และพวกท่านทุกคนที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างแข็งแรง คือผลลัพธ์ของสิ่งที่เราได้ทำร่วมกันมาตลอดหลายวันนี้!”
“ความจริง ไม่จำเป็ต้องพูดให้มากความ แต่ต้องใช้เวลาเป็เครื่องพิสูจน์” มู่หลันกล่าวปิดท้าย “และวันนี้ เวลาได้พิสูจน์ให้ทุกท่านเห็นแล้ว”
คำพูดของเธอ เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็โอกาสได้อย่างน่าทึ่ง!
จากสถานการณ์ที่กำลังจะทำลายความน่าเชื่อถือของเธอ กลับกลายเป็บทเรียนครั้งสำคัญที่ตอกย้ำให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของกฎสามสะอาดได้อย่างชัดเจนและเ็ปที่สุด!
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เคยดังกระหึ่ม บัดนี้กลับเงียบกริบลงในทันที เหล่านายทหารที่เคยคลางแคลงใจต่างพากันก้มหน้าลงด้วยความละอาย กุนซือสวีถึงกับหน้าเปลี่ยนสีด้วยความคาดไม่ถึง
เว่ยหลงยืนนิ่งมองมู่หลันด้วยแววตาที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม สตรีผู้นี้ ไม่เพียงแต่มีความรู้ที่แปลกประหลาด แต่ยังมีปฏิภาณไหวพริบและความกล้าหาญที่สามารถพลิกสถานการณ์จากร้ายให้กลายเป็ดีได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
เขารู้สึกได้ว่า การได้นางมาอยู่ข้างกาย อาจจะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็ได้
าน้ำและสบู่จบลงด้วยชัยชนะอย่างงดงามของมู่หลัน และนับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา ก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามกับกฎสามสะอาด ของเธออีกเลย แต่นี่ก็เป็เพียงบทพิสูจน์บทแรกเท่านั้น เพราะบททดสอบที่แท้จริงในสนามรบ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า
