บทที่ 4 วาทศิลป์ตบหน้าด้วยเหตุผล และข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธ
รุ่งสางวันถัดมา บรรยากาศภายในเรือนท้ายสวนที่เคยเงียบเหงาวังเวงดุจป่าช้าร้าง บัดนี้กลับตลบอบอวลคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของ บะหมี่เนื้อตุ๋นรสเผ็ดร้อน สูตรลับเฉพาะที่อาหลินตั้งใจปรุงแต่งสุดฝีมือ ข้านั่งละเมียดละไมใช้ตะเกียบคีบเส้นบะหมี่นุ่มเหนียวเข้าปากด้วยท่วงทำนองที่เชื่องช้าที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงจะกระทำได้ ราวกับกาลเวลาได้หยุดหมุนรอบกายข้า ความสุขของข้านั้นช่างเรียบง่ายเสียนี่กระไร... เพียงแค่ไร้ซึ่งผู้คนมาะโก่นด่าที่หน้าประตู และไร้ซึ่งผู้ที่หมายปองชีวิตข้าในยามที่ข้ากำลังเคี้ยวเนื้อตุ๋นละลายในปากเยี่ยงนี้
ทว่า... กฎ์ของนิยายข้ามภพนั้นจารึกไว้ชัดแจ้งว่า ยามใดที่นางเอกกำลังเสพสุข ตัวร้ายระดับพระกาฬย่อมจักต้องปรากฏกายขัดขวางทันควัน!
ครืนนน... เสียงกีบเท้าม้าศึกนับสิบตัวกระแทกพื้นปฐีดังสนั่นหวั่นไหว ก่อนจะหยุดชะงักลงที่หน้าประตูรั้วผุพัง ครานี้ไร้ซึ่งเสียงถีบประตูอันป่าเถื่อน ไร้ซึ่งเสียงะโโวยวายไร้มารยาท แต่บรรยากาศรอบด้านกลับหนักอึ้งและเย็นะเืจับขั้วหัวใจ จนน้ำชาในถ้วยดินเผาของข้าเกิดพรายฟองเดือดพล่านขึ้นมาเอง
"คุณหนูเ้าคะ..." อาหลินหน้าซีดเผือดดั่งไก่ต้ม มือไม้สั่นเทาจนเกือบทำทัพพีร่วงหล่นลงหม้อ
"ธง... ธงทิวผืนนั้น... มันคือตราสัญลักษณ์แห่ง ตำหนักอ๋องเก้า เ้าค่ะ!"
ข้ามิได้เงยหน้าขึ้นจากชามบะหมี่อันโอชะ แม้เพียงหางตา
"อ๋องเก้า? บุรุษที่ชาวบ้านร้านตลาดเล่าลือกันว่าเป็ปีศาจโลหิตเย็น ผู้ชื่นชอบการบั่นศีรษะคนมาทำเป็โถปัสสาวะผู้นั้นน่ะหรือ?"
"คุณหนู! เบาเสียงหน่อยเถิดเ้าค่ะ! ประเดี๋ยวท่านอ๋องก็ได้ยินเข้าหรอกเ้าค่ะ!"
"ได้ยินก็ประเสริฐสิ เขาจักได้ตระหนักว่าข่าวลืออันเน่าเฟะของตระกูลเขานั้น... พล็อตเื่มันช่างเลวร้ายยิ่งกว่านิยายประโลมโลกข้างถนนเสียอีก" ข้าคีบลูกชิ้นเนื้อเด้งดึ๋งเข้าปากพลางเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างไม่แยแส
เพียงชั่วอึดใจ... บุรุษหนุ่มรูปงามในชุดฉลองพระองค์สีดำสนิทปักลาย ัทะยานเมฆาเก้าเล็บ ด้วยดิ้นทองคำ ก็เยื้องย่างเข้ามาในเรือน ท่วงท่าของเขาสง่างามดุจพยัคฆ์ ทว่าเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิตที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสรรพสิ่ง ใบหน้าคมคายราวกับ์บรรจงแกะสลักจากหยกดำเนื้อดี ดวงตาเนตรหงส์สีนิลกาฬคู่นั้นเ็าไร้ก้นบึ้ง สามารถสะกดให้ผู้คนธรรมดาหัวใจหยุดเต้นได้เพียงแค่สบตา ข้างกายเขาขนาบด้วยองครักษ์หน้าตายผู้มีสีหน้าเหมือนคนกำลังทุกข์ทรมานจากโรคริดสีดวงทวารเรื้อรัง
ข้ามิได้ลุกขึ้นยืนต้อนรับ มิได้ถวายบังคมตามธรรมเนียม และที่สำคัญที่สุด... ข้ามิได้หยุดกิน!
"เ้าคือ... หลินชิงเซวียน?" สุรเสียงของเขาทุ้มต่ำและทรงอำนาจ ราวกับเสียงอัสนีบาตคำรามในค่ำคืนอันมืดมิด
ข้าเงยหน้าขึ้นสบสายตาเขาเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มลงไปซดน้ำซุปรสจัดจ้านต่อ "ท่านคือท่านอ๋องเก้ากระมัง? ต้องขออภัยที่หม่อมฉันมิได้ลุกขึ้นต้อนรับ พอดีท่านอาจารย์สมัยเรียนอนุบาล... เอ๊ย วัยเยาว์ พร่ำสอนมาว่า ยามรับประทานห้ามเจรจาพาที และที่สำคัญยิ่ง... การขยับกายรุนแรงในยามที่ท้องตึงเครียด มันจะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานวิปริตแปรปรวนเพคะ"
"สามหาว!!!" องครักษ์ข้างกายเขาชักดาบออกจากฝักกึ่งหนึ่ง เสียงโลหะเสียดสีบาดหู "เห็นท่านอ๋องเสด็จมาแล้วยังบังอาจนั่งเฉย! มิรู้จักที่ต่ำที่สูง เ้าอยากรีบไปปรโลกนักรึ!"
ข้าวางตะเกียบลงอย่างเชื่องช้า บรรจงเช็ดริมฝีปากด้วยผ้าเช็ดหน้าที่อาหลินส่งให้ด้วยมือสั่นๆ แล้วปรายตามองไปที่องครักษ์ผู้นั้นด้วยสายตาที่เหมือนครูมองเด็กนักเรียนโข่งที่กำลังงอแงขอขนม
"ท่านองครักษ์เ้าคะ..." ข้าเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ
"การที่พวกท่านบุกรุกเข้ามาในเคหสถานของผู้อื่นในยามมื้อเช้าเยี่ยงนี้ นอกจากจะเป็การละเมิดกฎหมายราชสำนักว่าด้วยการบุกรุกยามวิกาลแล้ว ยังเป็การแสดงออกถึงความบกพร่องทางมารยาท อย่างรุนแรงอีกด้วย ท่านคิดว่าการชักดาบข่มขู่สตรีที่กำลังเสพสุขกับบะหมี่ มันจะทำให้ท่านดูองอาจวีรบุรุษหรือ? หามิได้... มันทำให้ท่านดูประดุจคนเก็บกดที่มีปัญหาทางจิต หาสถานที่ระบายอารมณ์มิได้เสียมากกว่านะเ้าคะ"
"เ้า!!!" องครักษ์ผู้นั้นหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหูด้วยความอับอายระคนโกรธแค้น
"พอเถิด หานเซียว" ท่านอ๋องเก้า หรือ เซียวโม่ ยกมือขึ้นห้ามปราม เขาทอดสายตามองมาที่ข้าด้วยแววตาที่เริ่มปรากฏร่องรอยความสนใจอันแปลกประหลาด
"เ้าคือสตรีผู้หักกระบี่คู่กายของเย่เฟิง และซัดหลินหงจนกระเด็นไปกระแทกเกวียนแตกละเอียดใช่หรือไม่?"
"หากท่านอ๋องหมายถึงการสั่งสอนคนเขลาที่ ขยันผิดกาลเทศะ... ก็คงเป็หม่อมฉันเองเพคะ" ข้าเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้เก่าคร่ำครึอย่างสบายอารมณ์
"แล้วท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์มีราชกิจอันใดกับสตรีปลาเค็มเยี่ยงหม่อมฉันหรือเพคะ? หากจะมาทวงถามหา หยกโลหิต บอกเลยว่าหม่อมฉันได้จำหน่ายจ่ายโอนไปแล้ว... อ้อ มิใช่การขายสิ ต้องเรียกว่า แลกเปลี่ยนเพื่อความสงบสุขทางใจ เสียมากกว่า"
เซียวโม่ก้าวเดินเข้ามาใกล้ ข้ามผ่านกองเศษไม้และฝุ่นละอองบนพื้นเรือนโดยมิแสดงทีท่ารังเกียจเดียดฉันท์แม้แต่น้อย เขาทรุดกายลงนั่งบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามข้า สายตาคมกริบสบประสานกับดวงตาของข้าอย่างไม่ลดละ
"เปิ่นหวาง้าคนฉลาดเฉลียวเยี่ยงเ้ามาร่วมงาน..."
"เช่นนั้นท่านอ๋องก็เสด็จมาผิดที่แล้วเพคะ" ข้ากล่าวแทรกขึ้นทันควันโดยมิเกรงกลัว "หม่อมฉันมิใช่คนฉลาด หม่อมฉันเป็เพียงสตรีที่ เกียจคร้าน เข้ากระดูกดำ และความเกียจคร้านนั้นบีบบังคับให้หม่อมฉันต้องสรรหาวิธีการที่ สั้นที่สุด ง่ายที่สุด และ เ็ปน้อยที่สุด ในการขจัดปัญหา การทำงานถวายท่าน... ฟังดูแล้วช่างขัดต่อ อุดมการณ์วิถีแห่งปลาเค็ม ของหม่อมฉันอย่างรุนแรงเพคะ"
เซียวโม่ยกยิ้มที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่มิได้ดูเป็มิตร แต่แฝงด้วยเล่ห์กลเพทุบาย
"เ้าคิดว่าเ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธเปิ่นหวางกระนั้นรึ?"
"ในใต้หล้านี้มีอยู่สองสิ่งที่มนุษย์เรามิอาจปฏิเสธได้เพคะท่านอ๋อง..." ข้าชูนิ้วเรียวงามขึ้นมาสองนิ้ว
"หนึ่งคือความตาย... สองคือความหิวโหย ส่วนท่านอ๋องเก้า... ท่านจัดอยู่ในหมวดหมู่ ทางเลือกเสริม ที่หม่อมฉันสามารถปัดตกทิ้งได้ หากข้อเสนอของท่านมิเย้ายวนใจเพียงพอ"
"คุณหนู!" อาหลินที่ยืนหลบอยู่หลังเสาพอได้ยินเสียงโต้ตอบของนายสาว ก็แทบจะเป็ลมล้มพับ
"ท่านคิดว่ายศถาบรรดาศักดิ์ทำให้ท่านดูสูงส่งเหนือผู้คนกระนั้นหรือ?" ข้ารุกฆาตต่อด้วยวาจาเชือดเฉือน
"หามิได้... มันเพียงแค่ทำให้ยามที่ท่านร่วงหล่นลงมา เสียงกระแทกพื้นมันจะดังกึกก้องกว่าผู้อื่นเท่านั้นเอง สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ หอสูงเสียดฟ้า เริ่มต้นก่อร่างที่ฐานราก หากฐานรากของท่านคืออำนาจที่ได้มาจากการกดขี่ข่มเหง วันใดที่ราษฎรเบื้องล่างเขาี้เีที่จะแบกรับท่านไว้ วันนั้นท่านก็จะร่วงหล่นลงมาคอหักตายอนาถด้วยตนเองเพคะ"
บรรยากาศรอบกายเซียวโม่เริ่มกดดันรุนแรงขึ้น พลังปราณอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ถ้วยบะหมี่ดินเผาบนโต๊ะเริ่มปริร้าวเป็รอย แต่ข้ายังคงนั่งนิ่งเฉย สีหน้าเรียบเฉยดุจบ่อน้ำลึก
"เ้ามิหวาดกลัวเปิ่นหวางจริงๆ หรือ?" เขากระซิบถามเสียงเย็น
"ความกลัวคืออารมณ์ที่สิ้นเปลืองพลังงานชีวิตที่สุดประการหนึ่งเพคะ" ข้าตอบพลางยกมือปิดปากหาวหวอด
"ท่านจะสังหารหม่อมฉันก็ได้นะเพคะ แต่รบกวนช่วยรอให้หม่อมฉันย่อยบะหมี่มื้อนี้เสร็จสิ้นเสียก่อนได้หรือไม่? หม่อมฉันไม่อยากตายไปพร้อมกับความรู้สึกแน่นท้องจุกเสียด... มันเสียบุคลิกภาพยามเป็ิญญาเพคะ"
"ฮ่าๆๆๆ!" เซียวโม่ะเิเสียงหัวเราะออกมาดังก้อง เป็ครั้งแรกที่องครักษ์หน้านิ่งของเขาแสดงอาการตกตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่าเห็นผีหลอกกลางวันแสกๆ
"น่าสนใจ... น่าสนใจยิ่งนัก! หลินชิงเซวียน เ้าพร่ำบอกว่าเ้าเกียจคร้าน แต่ฝีปากของเ้ากลับทำงานหนักหน่วงยิ่งกว่าแม่ทัพนายกองในสนามรบเสียอีก"
เซียวโม่โน้มกายเข้ามาใกล้ จนข้าได้กลิ่นหอมเย็นๆ ของไม้กฤษณาชั้นดีจากวรกาย "เปิ่นหวางมีข้อเสนอ... ข้าจะให้เ้าได้ใช้ชีวิตเยี่ยง ปลาเค็ม ที่สุดในจวนอ๋องเก้า มีเตียงหยกที่นุ่มที่สุด มีอาหารรสเลิศที่สุด และไม่มีผู้ใดบังอาจปลุกเ้าแม้แต่คนเดียว ตราบใดที่เ้าช่วยเปิ่นหวาง วางแผน จัดการพวกขุนนางกิ้งก่าในราชสำนักเพียงเดือนละหนึ่งครา"
ข้าหรี่ตามองเขาอย่างชั่งใจ
"เดือนละหนึ่งครา?"
"และเ้ามิต้องคุกเข่าโขกศีรษะให้ผู้ใด... แม้แต่ต่อหน้าเปิ่นหวาง"
ข้านิ่งคิดไปชั่วครู่... เตียงนุ่มๆ อาหารรสเลิศ และไร้ซึ่งคนรบกวน? นี่มันคือสวัสดิการระดับจักรพรรดิแห่งวงการปลาเค็มชัดๆ!
"แล้วถ้าหม่อมฉันบอกว่า... หม่อมฉันขอเพิ่ม หมอนขนเป็ดจากแคว้นซีอวี้ สิบใบ และ เอกสิทธิ์ในการก่นด่า ผู้ใดก็ตามที่หม่อมฉันรำคาญ โดยที่ท่านต้องกางปีกคุ้มครองหม่อมฉันด้วยเล่าเพคะ?"
เซียวโม่เลิกคิ้วสูง
"เ้าจะด่าเปิ่นหวางด้วยหรือ?"
"หากท่านอ๋องทำตัวน่ารำคาญ... หม่อมฉันก็มิละเว้นเพคะ" ข้ายิ้มหวานหยาดเยิ้มแต่แววตาเป็ประกาย
"โบราณว่าไว้ ยาดีมักมีรสขม วาจาอันเผ็ดร้อนของหม่อมฉันอาจจะฟังดูระคายหู แต่มันจักเป็เครื่องเตือนสติมิให้ท่านก้าวพลาดเดินลงเหวเพราะความหลงระเริงในอำนาจไงเล่าเพคะ"
ในขณะที่เซียวโม่กำลังไตร่ตรอง องครักษ์นามว่า หานเซียว ที่ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่ด้านหลังกลับทนดูมิได้ที่เห็นเ้านายผู้สูงส่งถูกสตรีในชุดนอนหยามเกียรติ เขาขยับก้าวพรวดออกมา รังสีสังหารแผ่พุ่งจนอาหลินต้องถอยกรูดไปหลบหลังเสา
"หลินชิงเซวียน! เ้าอย่าให้มันได้คืบจะเอาศอกนัก! ท่านอ๋องอุตส่าห์ลดตัวลงมาให้เกียรติถึงเรือนซอมซ่อแห่งนี้ เ้ากลับวางก้ามทำตัวไร้หัวนอนปลายเท้า กิริยาทรามยิ่งกว่าหญิงชาวบ้านร้านตลาด!" หานเซียวตวาดลั่น
"เ้าคิดว่าความฉลาดเพียงหางอึ่งจะคุ้มครองศีรษะเ้าได้ตลอดรอดฝั่งกระนั้นหรือ?"
ข้าวางถ้วยน้ำชาที่เหลือเพียงกากชาลงบนโต๊ะเบาๆ กริ๊ก แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาหานเซียวด้วยสายตาเฉื่อยชาดุจมองอากาศธาตุ
"ท่านหานเซียวเ้าคะ... ท่านทราบหรือไม่ว่าเหตุใดท่านถึงเป็ได้เพียงองครักษ์ ในขณะที่เ้านายท่านเป็ถึง ท่านอ๋อง?"
หานเซียวชะงักค้าง
"เ้าหมายความว่าเยี่ยงไร!"
"เพราะท่านใช้โทสะ นำหน้า ปัญญา เยี่ยงไรเล่า" ข้าขยับท่านั่งให้สบายตัวยิ่งขึ้น พลางประสานมือไว้บนตัก
"การที่ท่านมาตวาดใส่เ้าของบ้านในเรือนของเขา มันมิได้ทำให้ท่านดูจงรักภักดีดอกนะ แต่มันทำให้ท่านดูประดุจ สุนัขที่พยายามแยกเขี้ยว ให้เ้าของดู เพื่อหวังเศษกระดูกเป็รางวัล ท่านกำลังทำให้ท่านอ๋องเสียพระพักตร์ เพราะพระองค์เสด็จมาที่นี่เพื่อเจรจาการค้า มิใช่มาเพื่อทอดพระเนตรองครักษ์โชว์พลังปอดแหกปากร้อง"
"เ้า...!"
"แล้วที่ท่านกล่าวว่าที่นี่คือเรือนซอมซ่อเน่าเฟะนั้น..." ข้าใช้นิ้วเรียวปาดฝุ่นบนโต๊ะขึ้นมาดู
"ถูกต้องเพคะ มันเน่าเฟะ... แต่มันก็เป็พื้นที่ส่วนตัว ของหม่อมฉัน ท่านบุกรุกเข้ามาโดยมิได้รับเชิญ มิหนำซ้ำยังวิจารณ์ตำหนิเ้าของเรือน หากท่านมีมันสมองเทียบเท่ากับขนาดกล้ามเนื้อแขนอันล่ำสัน ท่านคงจักเข้าใจคำว่า มารยาทสากล ได้ถ่องแท้กว่านี้ สุภาษิตจีนกล่าวไว้ แขกที่มิได้รับเชิญ คือแขกที่ไม่มีผู้ใดปรารถนาจะเลี้ยงข้าว เข้าใจหรือไม่เ้าคะ?"
เซียวโม่ยกมือขึ้นปิดโอษฐ์ คล้ายจะซ่อนรอยยิ้มขบขันที่หลุดออกมา
"หานเซียว... ถอยไปเสีย เ้ามิมีทางต่อกรกับลิ้นอันคมกริบของนางได้หรอก"
"แต่ท่านอ๋อง! นางบังอาจดูิ่พระเกียรตินะพะยะค่ะ!"
"นางมิได้ดูิ่เปิ่นหวาง... นางเพียงแค่เอื้อนเอ่ยวาจาสัตย์จริงที่ข้าน่าจะตระหนักได้มานานแล้ว"
เซียวโม่หันกลับมาจ้องมองข้า
"หลินชิงเซวียน... เ้ายกเื่ตึกสูงหมื่นลี้ขึ้นมากล่าวอ้าง... เช่นนั้นเปิ่นหวางขอถามลองเชิง หากตึกสูงตระหง่านนั้นเริ่มเอนเอียงใกล้ถล่มเพราะฐานรากเน่าเฟะ เ้าจักแก้ไขเยี่ยงไร? รื้อถอนแล้วสร้างใหม่? หรือจะปล่อยให้มันพังครืนลงมาทับผู้คนให้ตายตกไปตามกัน?"
ข้าหาวหวอดใหญ่อีกคราจนน้ำตาเล็ดซึม
"ไฉนท่านอ๋องต้องทำให้เื่มันยุ่งยากซับซ้อนด้วยเล่าเพคะ? หากตึกมันจักถล่ม... ท่านก็เพียงแค่ ย้ายสังขารไปพำนักที่ตึกอื่นเสียสิเพคะ"
คำตอบอันเรียบง่ายของข้าทำให้คนทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวป่าช้า แม้แต่ หลินเจิ้น บิดาของข้าที่เพิ่งเดินกะเผลกออกมาจากห้องนอนก็ยังชะงักฝีเท้า
"ย้ายไปพำนักที่ตึกอื่น?" เซียวโม่ทวนคำเสียงแ่
"เ้าหมายความถึงการละทิ้งราชสำนัก? ละทิ้งแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนกระนั้นรึ?"
"หามิได้เพคะ... หม่อมฉันหมายถึงการ สร้างตึกหลังใหม่ ในทำเลที่พื้นปฐีแข็งแกร่งมั่นคงกว่าเดิม" ข้าอธิบายพลางหมุนถ้วยน้ำชาเล่นอย่างเพลิดเพลิน
"ท่านจะไปเสียเวลาอันมีค่ารื้อถอนซากปรักหักพังเน่าเฟะทิ้งไปไย ในเมื่อรื้อไปดินตรงนั้นมันก็ยังเน่าหนอนอยู่ดี? สู้เอาเวลาไปเสาะแสวงหาทำเลทองแห่งใหม่ วางรากฐานโครงสร้างใหม่ให้แข็งแกร่ง แล้วปล่อยให้ไอ้ตึกเก่าคร่ำครึนั่นมันพังถล่มทับหัวพวกคนดื้อรั้นที่ยังดันทุรังจะอาศัยอยู่ในนั้นเอง มิประเสริฐกว่าหรือเพคะ? ปราชญ์กล่าวว่า วิหคฉลาดย่อมเลือกไม้ทำรัง หากท่านเป็ผู้มีปัญญา ท่านมิควรเสียเวลาซ่อมแซมไม้ที่ผุพัง แต่ควรมุ่งหน้าหาป่าผืนใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่า"
เซียวโม่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แววตาที่เคยเ็าดุจน้ำแข็งพันปีกลับสั่นไหวระริกด้วยความตกตะลึง ทฤษฎี ทิ้งตึกเก่าสร้างตึกใหม่ ของข้า มันคือการปฏิวัติแิคร่ำครึของคนยุคโบราณที่ยึดติดกับจารีตประเพณีอย่างสิ้นเชิง!
"เ้า... เ้าคิดได้เพียงเท่านี้จริงๆ รึ? หรือว่าเ้าเพียงแค่ ี้เีที่จะลงมือซ่อมแซม?" เซียวโม่ถามจี้จุด
"ทั้งสองประการเพคะ" ข้าตอบอย่างภาคภูมิใจ ยืดอกรับความี้เี
"การซ่อมแซมนั้นสิ้นเปลืองเวลาและพลังงานมหาศาล แถมผลลัพธ์ยังได้เพียงของมือสองสภาพปะผุ แต่การสร้างใหม่ด้วยตรรกะที่ถูกต้องแม่นยำ... มันง่ายดายกว่า และนอนหลับพักผ่อนได้เต็มอิ่มกว่าเยอะเพคะ"
หลินเจิ้นก้าวเข้ามาในวงสนทนา เขาประสานมือคารวะเซียวโม่ด้วยท่าทางองอาจผ่าเผยที่หวนคืนมา
"ท่านอ๋องเก้า... โปรดอย่าถือสาหาความบุตรสาวข้าเลยพะยะค่ะ นางเพียงแค่... มีมุมมองต่อโลกหล้าที่แปลกประหลาดพิสดารไปบ้าง"
เซียวโม่หันไปมองหลินเจิ้น ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
"ท่านแม่ทัพหลินเจิ้น... ขาของท่าน? หายดีแล้วรึ?"
"เป็บุตรสาวข้าที่ช่วยเยียวยารักษาให้พะยะค่ะ" หลินเจิ้นตอบสั้นๆ ทว่าน้ำเสียงเปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจในตัวบุตรสาว
เซียวโม่หันกลับมาจ้องมองข้าอีกครั้ง ครานี้สายตาของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันมิใช่เพียงความสงสัยใคร่รู้ แต่มันคือ ความปรารถนาที่จะ ในฐานะสมบัติล้ำค่าที่สุดเท่าที่เขาเคยพานพบ
"หลินชิงเซวียน... เปิ่นหวางเปลี่ยนใจแล้ว" เซียวโม่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สง่างามดุจราชสีห์
"ข้าจักมิให้เ้าช่วยงานเพียงเดือนละครั้ง... แต่เ้าต้องมาอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลา ในฐานะ ที่ปรึกษาพิเศษส่วนพระองค์ ที่ข้าจะอนุญาตให้นอนหลับได้ทั้งวี่ทั้งวัน ตราบเท่าที่ข้ายังได้เห็นเ้าอยู่ในครรลองสายตา!"
"โอ๊ย... นั่นมัน งานประจำชัดๆ เลยนี่นา!" ข้าโวยวายลั่นเรือน
"ท่านฟังภาษาคนมิรู้ความหรือเ้าคะ? หม่อมฉัน-ขี้-เกียจ!"
"หนึ่งหมื่นตำลึงทองต่อเดือน" เซียวโม่ยื่นคำขาดเสียงเรียบ ข้าชะงักกึก "..."
"หมอนขนเป็ดจากแคว้นซีอวี้สิบใบ... เตียงหยกเย็นหมื่นปี... และพ่อครัวหลวงส่วนตัวที่พร้อมปรุงบะหมี่เนื้อตุ๋นถวายได้ทุกยามที่เ้าลืมตาตื่น"
ข้าสูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ดวงตาเป็ประกายวาววับ
"ท่านอ๋องเพคะ... ท่านทราบหรือไม่ว่าการใช้ เงิน ฟาดหัวแก้ปัญหามันเป็วิธีที่..." "ห่วยแตกไร้รสนิยม?" เซียวโม่เลิกคิ้วชิงตอบก่อนเหมือนจะเดาใจเธอถูก
"เปล่าเพคะ... มันเป็วิธีที่ ถูกต้องที่สุดและประเสริฐที่สุด เลยเพคะ!" ข้าดีดนิ้วดัง เป๊าะ
"ตกลงตามนี้เพคะ! จวนอ๋องเก้าใช่หรือไม่? รบกวนเตรียมห้องที่มืดสนิทที่สุด เงียบสงัดที่สุด และเตียงที่นุ่มนิ่มที่สุดไว้รอหม่อมฉันด้วย หากพรุ่งนี้หม่อมฉันตื่นขึ้นมาแล้วมิพบหมอนขนเป็ด... หม่อมฉันจะก่นด่าท่านจนหูชาไปสามวันเจ็ดวันเลยคอยดู!"
[ติ๊ง! ตรวจพบค่าความพึงพอใจของ ว่าที่นายจ้าง พุ่งสูงขึ้นทะลุเพดาน!] [ได้รับแต้มปลาเค็มโบนัส: 1,000 แต้ม จากการขายิญญา... เอ๊ย... ขายปัญญาเพื่อแลกกับการพักผ่อนอันถาวร!] [ระบบ: ยินดีด้วย! ท่านได้รับฉายาใหม่ ปลาเค็มทองคำ (คำอธิบาย: ยิ่งร่ำรวย ยิ่งเกียจคร้านได้ใจ!)]
ข้ามองดูแผ่นหลังกว้างของเซียวโม่ที่เดินออกจากเรือนไปพร้อมกับรอยยิ้มของผู้ชนะ พลางครุ่นคิดในใจว่า... เอาเถอะ เปลี่ยนที่นอนจากรูหนูซอมซ่อไปเสวยสุขในวังอ๋องอันหรูหราก็น่าจะดีมิน้อย อย่างน้อยที่นั่นคงจักไม่มีแมลงวันอาจหาญมาบินวนเวียนกวนใจเวลางีบหรอกกระมัง... มั้ง?
