อันเจิงมีนิสัยรักความถูกต้องเขาทนเห็นคนเลวทำชั่วไม่ได้เด็ดขาด แต่ที่นี่เป็เมืองหลวงของแคว้นเยี่ยน แล้วซูเฟยหยิงก็ยังเป็คนจากตระกูลมหาอำนาจอีกั้แ่ซูไทเฮาได้ครองอำนาจ ตระกูลซูก็ยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วไม่มีใครในแคว้นเยี่ยนสามารถต้านทานพวกเขาได้เลย ขุนนางที่เป็อริกับพวกเขาค่อย ๆถูกกำจัดลงทีละคน ๆ แม้แต่แม่ทัพใหญ่ฟางจือจี่ก็ยังถูกบีบจนต้องออกไปจากเมืองหลวงและในตอนนี้ หน่วยทหารก็เป็เสี้ยนหนามที่ใหญ่ที่สุดของซูไทเฮา
ความจริงแล้ว ไม่สำคัญเลยว่าซูเฟยหยิงจะมีตำแหน่งอย่างไรในตระกูลซูคนที่บ้าอำนาจและหยิ่งผยองเช่นนี้ ไม่มีทางได้เป็ศูนย์กลางอำนาจของตระกูลซูแน่แต่คนนอกศูนย์กลางอำนาจเช่นนี้นี่แหละที่น่ารังเกียจที่สุดเพราะพวกเขารู้ว่าตัวเองสามารถพึ่งพาอะไรได้บ้าง
ความจริงแล้ว สำหรับผู้มีอำนาจในตระกูลใหญ่ทั้งหลายคนอย่างซูเฟยหยิงไม่สำคัญเลยสักนิด เพราะคนอย่างเขาไม่มีทางได้เข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจของตระกูลอย่างแน่นอน แต่ก็แน่นอนว่าคำว่าไม่สำคัญ หมายถึงไม่สำคัญในสายตาของคนร่วมตระกูลเท่านั้น เพราะทายาทที่เป็ผู้สืบทอดตระกูลที่แท้จริงต้องได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีั้แ่เด็ก ดังนั้นต่อให้พวกเขาจะมีจิตใจที่ชั่วช้ามากแค่ไหน ก็ไม่มีทางแสดงท่าทางบ้าอำนาจและหยิ่งผยองแบบที่ซูเฟยหยิงทำเด็ดขาดอย่างน้อยคนส่วนมากก็เป็เช่นนี้ ทายาทพวกนั้นมักจะสังหารคนที่ไม่ชอบหรือทำเื่ชั่ว ๆ แค่ในที่ลับเท่านั้น ไม่มีทางให้ใครรู้แน่
แต่สิ่งหนึ่งที่จำเป็ต้องยอมรับก็คือแม้คนอย่างซูเฟยหยิงจะไม่ได้รับความสำคัญจากคนร่วมตระกูลแต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าคนนอกสามารถสังหารเขาได้ตามใจ เพราะหากเขาตาย นั่นก็หมายถึงอำนาจของตระกูลถูกลบหลู่ไปด้วยเมื่อถึงตอนนั้น คนในตระกูลต้องตามเอาเื่อย่างถึงที่สุดแน่
ดังนั้นอันเจิงจึงจำเป็ต้องจัดการเื่นี้ให้ดีที่สุดไม่เช่นนั้น สำนักวรยุทธ์เบิก์คงหนีไม่พ้นมีมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลซูเป็อริเพิ่มขึ้นอีกแน่
หากเป็เช่นนั้นไม่มีทางที่พวกเขาจะชนะได้เลย
“คิดหนีงั้นรึ?เ้าจะหนีไปไหนได้? ในเมืองฟางกู้แห่งนี้ข้าสามารถฆ่าเ้าให้ตายได้ง่ายเสียยิ่งกว่าบี้มดเสียอีก”
เมื่อะโเข้ามาในบ้านร้างซูเฟยหยิงก็โบกมือขึ้นไปในอากาศ ทันใดนั้นบรรดาลูกน้องที่ตามมาด้วยก็กระจายกันออกไปปิดทางหนีเอาไว้ทุกทางเมื่อได้ยินคำว่าหนี อันเจิงก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ นี่ตนต้องมาเป็ศัตรูกับคนที่ไม่เอาไหนแบบนี้จริงๆ หรือนี่
หากอันเจิงคิดหนีซูเฟยหยิงไม่มีทางตามเขาทันแน่
“เ้าเป็ใครกันแน่?” ซูเฟยหยิงชี้หน้าอันเจิง พลางตวาดลั่น
อันเจิงลองประเมินตำแหน่งที่อยู่ในตอนนี้ที่นี่อยู่ห่างจากศาลและวังหลวงอยู่พอสมควร อีกอย่าง หากควบคุมการต่อสู้ให้อยู่ในบริเวณที่จำกัดไม่ส่งผลกระทบออกไปข้างนอกมากนักละก็ ยอดฝีมือของราชสำนักไม่มีทางเข้ามายุ่งง่าย ๆแน่ ทางราชสำนักต้องใช้ผู้ฝึกตนมาช่วยในการผดุงกฎหมาย ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็ต้องปล่อยปละและเอื้อเฟื้อต่อผู้ฝึกตนมากพอสมควรเช่นกันในเมืองฟางกู้มีสำนักวรยุทธ์อยู่มากมายการประลองระหว่างสำนักจึงเป็เื่ที่เกิดขึ้นอยู่เป็ประจำ
หากคนของราชสำนักเข้ามายุ่งทุกครั้งที่มีการต่อสู้ละก็ เกรงว่าสำนักต่าง ๆจะไม่พอใจได้
อันเจิงคิดเช่นนั้นในใจก่อนจะคลายความกังวลลงเล็กน้อยเขาหันไปมองซูเฟยหยิงด้วยรอยยิ้ม “ได้ยินมาว่า สำนักต้าติงมีศิษย์คนหนึ่งชื่อว่าซูเฟยหลุนเขาเป็อะไรกับเ้ารึ?”
ซูเฟยหยิงกล่าวขึ้น “เ้าแส่เื่คนอื่นเกินไปหรือไม่?ตอนนี้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเ้าคือข้าซูเฟยหยิง ไม่ใช่ซูเฟยหลุนที่ทำหน้าเ็าใส่คนไปทั่วคนนั้น! เดิมทีข้าเพียง้าจะสั่งสอนเ้าเท่านั้น แต่หากเ้ายังกล้าพูดถึงเ้าซูเฟยหลุนอีกละก็ข้าจะฆ่าเ้าเดี๋ยวนี้แหละ”
อันเจิงหัวเราะระคนกล่าว“ดูจากท่าทางของเ้าในตอนนี้ก็รู้แล้ว ตอนที่อยู่ในบ้านเ้าต้องถูกซูเฟยหลุนรังแกมามากแน่แต่ก็นะ เขาถูกยกย่องให้เป็ยอดอัจฉริยะ เป็ความหวังของคนในตระกูลแต่เ้ากลับไม่ได้รับความสำคัญใด ๆ เลยเอาแต่รังแกคนไปทั่วเพื่อเรียกร้องความสนใจไปวันๆ แม้เ้าจะชั่วจนไม่อาจพรรณนาได้ แต่อย่างไรเสียเ้าก็เป็คนที่น่าสงสารมากคนหนึ่ง”
“เ้าบอกว่าใครน่าสงสารนะ?”
ซูเฟยหยิงมีสีหน้าบูดบึ้งในทันทีเพราะตระกูลของเขามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก ดังนั้น เขาที่เป็คนตัวเล็ก ๆในตระกูลจึงสามารถออกมารังแกคนในเมืองฟางกู้ได้อย่างตามใจเช่นนี้ ทว่าในตอนนี้คำพูดของอันเจิงก็เป็เหมือนมีดที่ทิ่มลงกลางใจของเขาอย่างจังมันทำลายศักดิ์ศรีของเขาไปหมด แล้วเช่นนี้จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร?
“เมื่อครู่เ้าบอกว่าจะสั่งสอนข้าใช่หรือไม่?แล้วยังจะรออะไรอีกเล่า? ข้าคันไม้คันมือมาตั้งนานแล้วอยากหาคนมาช่วยเกาให้อยู่พอดี”
ซูเฟยหยิงชี้หน้าอันเจิง“ทำให้มันพิการเดี๋ยวนี้!”
ชายร่างกำยำห้าคนพุ่งเข้ามาหาพร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมพวกเขาที่ติดตามซูเฟยหยิงมานานรังแกผู้อื่นจนชินไปแล้ว หักแขนหักขาของคนอื่นนับเป็เื่ง่ายมากสำหรับพวกเขาที่บอกว่าเมืองหลวงเป็เมืองที่ปลอดภัยและสงบสุขที่สุด นับเป็เื่เหลวไหลทั้งเพเพราะแท้จริงแล้วเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงถูกมหาอำนาจต่าง ๆปกปิดเอาไว้ต่างหาก ในยุคที่การสื่อสารไม่คล่องตัวเช่นนี้จึงมีคนรู้เื่เหล่านี้เพียงไม่มากเท่านั้น
แต่เมื่อเื่นี้เกิดขึ้นกับตัวเขามีหรือที่อันเจิงจะยอมให้จบลงง่าย ๆ
ตอนที่ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเขายึดมั่นในกฎข้อหนึ่งมาโดยตลอด...กำจัดคนชั่ว
หลายปีมานี้แม้จะเจอเื่มามากมายแค่ไหน แต่ปณิธานในใจของอันเจิงก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลยสักครั้ง...ไม่ว่าจะเป็กฎหมายหรือกฎระเบียบล้วนจำเป็ต้องผดุงด้วยความรุนแรงทั้งสิ้นทุกความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อรักษากฎหมาย ล้วนเป็การกำราบความชั่วด้วยเช่นกันเมตตาต่อคนที่ทำชั่ว? สำหรับอันเจิงแล้วนั่นช่างไร้สาระสิ้นดี
จะใช้พลังวัตรในการต่อสู้ไม่ได้ต้องใช้ทักษะการต่อสู้ทางร่างกายเท่านั้น
นี่เป็กลยุทธ์ที่อันเจิงคิดขึ้นั้แ่แรกเขาต้องควบคุมระลอกพลังที่เกิดจากการต่อสู้ให้น้อยที่สุด ห้ามไม่ให้มันกระจายออกไปเกินรัศมีที่กำหนดเอาไว้เด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะดึงดูดความสนใจจากบุคคลภายนอกได้
ชายคนหนึ่งเหวี่ยงหมัดมาที่ใบหน้าของอันเจิง การต่อสู้เช่นนี้เป็ทักษะการต่อสู้ของนักเลงกระจอกข้างถนนเท่านั้น อันเจิงยื่นมือออกไปอย่างใจเย็นดูคล้ายการเคลื่อนไหวนั้นจะช้ามาก แต่เขากลับสามารถรับหมัดนั้นได้อย่างพอดิบพอดีเขาจับมือของชายคนนั้นเอาไว้จากนั้นก็ดึงลงไปด้านล่างแรง ๆ แกรก!กระดูกข้อมือแตกละเอียด เพียงกระตุกแขนนั้นเบา ๆชายร่างใหญ่ก็เซถลาเข้ามาหาอันเจิงแล้ว
ระหว่างที่ดึงร่างนั้นเข้ามาอันเจิงก็เก็บมืออีกข้างเข้าหาตัวแล้วยกศอกออกไปด้านหน้า ดังนั้นจึงคล้ายกับว่า ชายคนนั้นพุ่งเข้ามากระแทกศอกของอันเจิงเองโดยที่เขาไม่ได้ขยับตัวใด ๆ ทั้งสิ้น
ตุ้บ...
ปลายศอกของอันเจิงกระแทกลงบนคอหอยของชายคนนั้นอย่างจังชายคนนั้นส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อยก่อนจะกระอักเืออกมาทางปาก
ทันทีที่อันเจิงปล่อยมือ ร่างกำยำก็อ่อนยวบล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินร่างนั้นกระตุกอยู่หลายครั้ง จากนั้นก็สิ้นลมหายใจลงในเวลาต่อมา
อันเจิงศอกจนกระดูกคอของเขาแตกละเอียดกระดูกที่แตกจึงแทงหลอดลมของเขาฉีกขาดไปด้วย ดังนั้น เพียงไม่นานเขาก็สิ้นใจลงแล้ว
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ซูเฟยหยิงกับพวกชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดไม่มีใครคิดเลยว่าอันเจิงจะเป็ฝ่ายลงมือสังหารคนฝ่ายตนก่อน
เมื่อเริ่มลงมืออันเจิงก็ไม่มีทางใจอ่อนอีกต่อไป
ระหว่างที่คนที่พุ่งเข้ามาพร้อมชายคนแรกชะงักไปจู่ ๆ อันเจิงก็ออกตัวจู่โจมอย่างกะทันหัน
อันเจิงกระแทกหมัดเข้าที่หน้าอกของชายคนที่สอง หมัดหนัก ๆทำให้หน้าอกของชายคนนั้นยุบลงไปในพริบตา กระดูกซี่โครงหักเพราะแรงกระแทกก่อนปลายแหลมของกระดูกจะทิ่มทะลุหัวใจ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นด้วยเวลาเพียงไม่ถึงวินาทีด้วยซ้ำอันเจิงเร็วมากจนพวกเขามองตามแทบไม่ทัน
หลังสังหารคนที่สองสำเร็จอันเจิงก็เดินหน้าต่อไปทันที
เขาลงมือสังหารคนด้วยมือซ้ายมาโดยตลอด
เพราะมือขวาของเขากำลังถือร่มสีดำเอาไว้
อันเจิงก้าวเท้าไปข้างหน้าจากนั้นก็ยื่นมือขวาออกไปเพียงเท่านั้น ร่มในมือก็แทงทะลุหัวใจของชายคนที่สาม ราวกับร่มธรรมดา ๆเป็อาวุธอันแสนคมเฉียบเช่นนั้น ร่มสีดำแทงเข้าที่ด้านหน้าและทะลุออกมาด้านหลังในทันที
อันเจิงดันร่มออกไปข้างหน้าเล็กน้อย พรึบ...ร่มกางออกแล้ว!
เมื่อร่มกางออก ร่างกายท่อนบนของชายคนที่สามก็แหลกกระจายลงทันที!
เืและเศษเนื้อของร่างกายท่อนบนที่ถูกร่มชำแหละกระเด็นไปทางด้านหลังราวกับพายุฝนทำให้ชายหลายคนที่เดินตามกันมาตกตะลึงไปตาม ๆ กันเศษเนื้อทั้งหลายกระเด็นไปกระแทกลงบนร่างกายของพวกเขาราวกับลูกธนู หนึ่งในนั้นถูกเนื้อกระแทกเข้าที่เบ้าตาจึงส่งเสียงโหยหวนขึ้นเขาย่อตัวลงไปนั่งบนพื้นดินด้วยความเ็ป
ทว่าในขณะนั้นเอง อันเจิงก็พุ่งเข่าไปด้านหน้าทำให้หัวเข่าของเขากระแทกลงบนใบหน้าของชายที่นั่งอยู่บนพื้นดินอย่างจัง เป๊าะ!เสียงหนึ่งดังออกมาจากลำคอของชายผู้โชคร้าย หัวของเขาหักงอไปทางด้านหลังก่อนร่างกายจะหงายหลังลงไปและตายในพริบตา
อันเจิงสังหารคนถึงสี่คนด้วยเวลาเพียงไม่ถึงสี่วินาที
คนที่เหลือยังตั้งตัวไม่ทันเลยด้วยซ้ำ
อันเจิงหมุนร่มที่กางอยู่ไปรอบ ๆเพียงเท่านั้น ร่างของชายอีกสองคนที่เหลือก็ถูกหั่นออกเป็สองท่อน ราวกับร่มธรรมดาๆ ในมือของอันเจิงเป็ใบมีดสังหารก็ไม่ปาน หมุนแค่ครั้งเดียวร่างสองร่างก็ถูกแยกออกเป็สี่ท่อนเสียแล้ว
บัดนี้ ซูเฟยหยิงหน้าซีดขาวราวกับกระดาษเขาคิดไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่าตนจะมาเจอคนเช่นนี้ ทั้งที่ไม่กี่วินาทีก่อนยังคุยกันอยู่แท้ ๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะลงมืออย่างกะทันหันและทรงพลังราวพยัคฆ์ที่โกรธแค้น
และในตอนนั้นเอง ยอดฝีมือที่มีร่างเตี้ยราวกับหนูก็เริ่มลงมือแล้ว
เขาสวมถุงมือเหล็กเอาไว้ที่มือ ปลายถุงมือเป็เหล็กที่เรียวเล็กและแหลมคมมากชายคนนี้แต่งกายด้วยชุดสั้น ๆ เท่านั้น ไม่ได้สวมชุดคลุมยาวเหมือนคนอื่น ที่หัวมีหมวกสวมอยู่เขามักจะก้มหัวให้หมวกที่สวมบดบังจมูกและดวงตาอยู่เสมอ ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นดวงตาที่เต็มไปด้วยรังสีสังหารคู่นั้นก็ทำให้ผู้มองรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
ระหว่างที่อันเจิงพุ่งเข้าไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วแล้วตัดร่างของชายอีกสองคนให้ขาดลง ชายร่างเตี้ยก็ย่ำเท้าลงบนพื้นดินเล็กน้อยเพียงเท่านั้น ร่างของเขาก็พุ่งขนานกับพื้นดินไปทางด้านหน้าแล้ว ขณะที่พุ่งออกไปก็กางแขนทั้งสองข้างแล้วหมุนตัวอย่างรวดเร็วคล้ายเป็สว่านที่กำลังจะเจาะกะโหลกศัตรูเช่นนั้น
อันเจิงยกร่มมากันเอาไว้ที่ด้านหน้าเมื่อร่างเตี้ยปะทะเข้ากับร่ม กรงเล็บแหลมคมบนถุงมือก็กรีดลงบนร่มด้วยเช่นกันแกรก...ร่มฉีกขาดและะเิออกในพริบตา เศษร่มลอยกระเด็นไปทั่วราวกับผีเสื้อจำนวนนับไม่ถ้วนท่ามกลางเศษร่มที่ลอยไปทั่ว ยอดฝีมือร่างเตี้ยไม่รอช้ารีบพุ่งเข้ามาโจมตีอันเจิงต่อทันทีเขาโจมตีติดต่อกันถึงสามสิบหกกระบวนท่า โดยทุกการโจมตีล้วนเน้นไปที่ร่างกายท่อนล่างของอันเจิงทั้งสิ้น
“เ้าหนูท่อ ฆ่ามันซะ!”
ซูเฟยหยิงร้องะโสั่ง จากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังชายที่แบกขวานเอาไว้ด้านหลัง“เ้าหมีไพร ยังมัวรออะไรอีกล่ะ!”
หมีไพรดึงขวานใหญ่ออกมาถือเอาไว้พลางร้องคำรามแล้วพุ่งเข้าไปร่วมวงทันที คนผู้นี้มีร่างกายที่ใหญ่และกำยำเหลือเกินทุกก้าวที่วิ่ง พื้นก็จะสั่นะเืไปด้วยทุกครั้ง
อันเจิงถอยหลังเพื่อหลบการโจมตีของหนูท่ออย่างต่อเนื่องคนผู้นี้โจมตีได้เร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังโจมตีอย่างอำมหิตทุกกระบวนท่าอีกด้วย
ระหว่างที่ก้าวถอย จู่ ๆอันเจิงก็ตีลังกาข้ามร่างเตี้ย ๆ ของหนูท่อไป แต่หนูท่อก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเขารีบยืดตัวขึ้นแล้วพุ่งกรงเล็บไปที่หน้าท้องของอันเจิงทันทีกรงเล็บบนถุงมือแหลมคมมาก หากมันเจาะลงบนร่างของอันเจิงสำเร็จ เขาต้องถูกแหวกท้องแน่ๆ อันเจิงไม่มีทางเลือก จึงหมุนตัวกลางอากาศเพื่อหลบการโจมตีของหนูท่อจากนั้นก็ใช้ท่อนขาหนีบแขนทั้งสองข้างของหนูท่อเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวที่กลางอากาศ
แขนของหนูท่อถูกอันเจิงหนีบด้วยขาทั้งสองข้าง ก่อนจะถูกบิดและหมุนอย่างแรงภายใต้แรงหมุนที่รุนแรงเช่นนี้ มีหรือที่เขาจะต้านเอาไว้ได้ เป๊าะ!เสียงหักของกระดูกดังก้องขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเสียวสันหลังไปตาม ๆ กัน
หลังหักแขนหนูท่อได้ อันเจิงก็รีบหมุนตัวแล้วจับข้อเท้าของหนูท่อเอาไว้จากนั้นก็ยกร่างขึ้นแล้วเหวี่ยงตรงไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ตุ้บ!ร่างของหนูท่อถูกเหวี่ยงชนต้นไม้อย่างแรง แรงจากการกระแทกทำให้ต้นไม้ใหญ่สั่นะเืจนมีใบไม้ร่วงหล่นลงมามากมาย
แต่อันเจิงยังไม่ยอมปล่อยมือเขาดึงขาของหนูท่อเอาไว้แล้วเหวี่ยงร่างนั้นลงบนพื้นดินอย่างแรงซ้ำแล้วซ้ำอีกเพียงไม่นานพื้นดินก็ถูกทุบจนกลายเป็ร่องลึก และในที่สุดร่างของหนูท่อก็อ่อนยวบลงแล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าชายร่างใหญ่กำลังพุ่งเข้ามาหาอันเจิงจึงใช้ร่างของหนูท่อเป็อาวุธ โดยการเหวี่ยงร่างเล็กตรงไปที่ศีรษะของชายร่างใหญ่อย่างแรงทว่าชายร่างใหญ่ก็ยกขวานขึ้นมากันเอาไว้ทำให้ร่างของหนูท่อถูกขวานหั่นจนกลายเป็สองท่อนในพริบตา
อันเจิงดันมือซ้ายออกไปข้างหน้า พลันพลังก็ปะทุออกไปทันที!
พลังของอันเจิงดันให้เืที่กระจายออกมาจากร่างของหนูท่อลอยกลับไปอีกครั้งละอองเืเข้าไปบดบังดวงตาของหมีไพรจนพร่าเบลอไปชั่วขณะ อันเจิงฉวยโอกาสนี้รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วใช้ขาซ้ายถีบไปที่หัวเข่าของหมีไพรอย่างแรงจากนั้นก็แย่งขวานไปจากมือศัตรู ก่อนจะพุ่งทะยานผ่านหัวของคนตัวใหญ่แล้วเหวี่ยงขวานเข้าใส่จากทางด้านหลังเขาเหวี่ยงขวานฟันจากด้านล่างขึ้นไป้า...ขวานผ่ายาวขึ้นไปตามกระดูกสันหลังของหมีไพรจนเมื่อถึงลำคอ มันก็ผ่าตรงขึ้นไปอีกครั้งทำให้ศีรษะของศัตรูถูกแบ่งออกเป็สองท่อนในพริบตา อันเจิงทำทั้งหมดนี้โดยที่ร่างยังลอยอยู่กลางอากาศ...
ในตอนที่สองเท้าของอันเจิงแตะพื้นร่างของหมีไพรยังวิ่งไปข้างหน้าอยู่เลย ร่างกายท่อนล่างของเขายังสมบูรณ์ทุกประการขณะที่สองขาก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด ร่างกายท่อนบนกลับถูกแบ่งออกเป็สองท่อน เืสาดกระจายไปทั่วแลดูน่าสยดสยองเหลือทน
หลังเท้าแตะพื้นอันเจิงก็ยังไม่ยอมหยุดลงเพียงเท่านั้น เขาจับขวานเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้างจากนั้นก็เหวี่ยงขวานออกไปอย่างแรง ขวานถูกเหวี่ยงออกไปเป็วงกลม หั่นร่างขององครักษ์ที่เหลือจนขาดเป็สองท่อนก่อนจะหมุนกลับมาหาอันเจิงอีกครั้ง เขารับขวานนั้นเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนจะนำมาพาดที่ไหล่แล้วกล่าวขึ้น“คุณชายซู ตอนนี้ก็เหลือเ้าแค่คนเดียวแล้วนะ”
ซูเฟยหยิงหน้าซีดขาวราวหิมะ ถอยเท้ากลับไปทางด้านหลังหนึ่งก้าวอย่างลืมตัวเขากลืนน้ำลายอย่างต่อเนื่องทำให้คอหอยขยับขึ้นลงไม่หยุด “เ้า...กล้าฆ่าคนของข้างั้นรึ...”
อันเจิงถามกลับ“เ้าคิดว่าฉากที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ถูกต้องใช่หรือไม่?เ้าน่าจะเป็คนรังแกข้าถึงจะถูกแล้วทำไมคนที่ควรจะถูกรังแกอย่างข้าถึงสังหารคนของเ้าจนหมด?”
เขายกขวานขึ้นสูง “นั่นก็เป็เพราะว่าคนที่กำกับฉากในวันนี้ไม่ใช่เ้า แต่เป็ข้าต่างหาก”
