ไป๋หยุนเฟยลอบร้อง‘แย่แล้ว’ขึ้น มันกลับไม่ได้หมายถึงตนเองตกอยู่ในอันตราย แต่เป็...
หมัดที่อีกฝ่ายชกมาจากด้านข้างนั้นกลับกระตุ้นผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 ของปลอกแขนมีดเพลิงขึ้น (เมื่อรับการโจมตี มีโอกาส 9% ที่จะดูดซับพลังโจมตีบางส่วนและเปลี่ยนเป็พลังโจมตีให้แก่ผู้สวมใส่ในการโจมตีครั้งต่อไป สามารถรักษาพลังโจมตีที่เพิ่มขึ้นไว้ได้สามวินาที เมื่อเปลี่ยนเป็พลังโจมตีจะไม่เกินพลังป้องกันของอุปกรณ์ชิ้นนี้)
และยามที่ถูกกระตุ้นขึ้นนั้นก็เป็พริบตาเดียวกับที่หมัดทั้งสองจะกระแทกกัน!
ไป๋หยุนเฟยคาดการณ์ไว้ว่า อาศัยแค่พลังหมัดเก้าทบก็เพียงพอจะบีบให้อีกฝ่ายล่าถอยออกไปได้ จากนั้นจะได้รีบชี้แจง เดิมทีมันก็ไม่ได้คิดจะทำร้ายอีกฝ่ายอยู่แล้ว แต่เพราะอีกฝ่ายลงมืออย่างจริงจัง ไป๋หยุนเฟยจึงเกรงว่าหากยิ่งต่อสู้ยืดเยื้อก็จะยิ่งกลายเป็การต่อสู้แลกชีวิตไป
แต่ว่ายามนี้ปลอกแขนมีดเพลิงกลับถูกกระตุ้นผลกระทบเพิ่มเติมขึ้น หลังจากดูดซับพลังของอีกฝ่ายมาก็ทำให้หมัดที่ปล่อยออกไปนั้นมีพลังเพิ่มพูนมากขึ้น ผลก็คือ มันไม่อาจควบคุมพลังที่เพิ่มขึ้นมานี้ได้...
“กร๊อบ!”
เกิดเสียงดังขึ้นแ่เบาแว่วเข้าสู่โสตประสาท แล้วเฟยเหนียนก็ลอยละลิ่วออกไปก่อนจะร่วงลงสู่พื้นอย่างทุลักทุเล มันใช้มือซ้ายกุมแขนที่สั่นสะท้าน ขณะเดียวกันก็กัดฟันแน่นด้วยสีหน้าแดงก่ำ ดูก็รู้ว่าได้รับความเ็ปอย่างสุดแสน
ไป๋หยุนเฟยรั้งหมัดเก็บกระบวนท่า สายมันบ่งบอกว่าสำนึกเสียใจ แม้ว่าครั้งนี้จะไม่เป็ไปตามที่คิด แต่จะให้มันเอ่ยปากขอโทษย่อมเป็ไปไม่ได้ ไป๋หยุนเฟยใช้สีหน้าเรียบเฉยมองดูอีกฝ่าย ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป็เ้าที่อยากต่อสู้เอง ข้าพยายามจะอธิบายแล้วแต่เ้ากลับไม่ยอมรับฟัง ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายแม่นางน้อยท่านนี้”
“เฮอะ! อย่าเพิ่งลำพองใจไป! ข้าเป็ศิษย์ของผู้าุโที่สองแห่งสำนักช่างประดิษฐ์ มีหรือจะมาพ่ายแพ้ต่อคนไร้ชื่อเสียงเช่นเ้า!” เฟยเหนียนหน้าแดงก่ำ ไม่ทราบเป็เพราะาเ็หรือเพราะความเดือดดาล แต่ยามนี้เห็นได้ชัดว่ามันโกรธแค้นจนว้าวุ่นสับสน อีกทั้งดวงตาก็ฉายแววอัปยศอดสูออกมา
หลังจากเฟยเหนียนร้องด้วยความเดือดดาล ก็ใช้มือซ้ายจับมือขวาขยับ จากนั้นจึงปรากฏแสงวาบขึ้น แล้วลูกกลมสีดำขนาดเท่าลูกฟุตบอลก็ปรากฏขึ้นบนมือ หลังจากถ่ายทอดพลังิญญาลงไปก็ปรากฏพลังธาตุอันเข้มข้นมารวมตัวกันอย่างเข้มข้นเหนือฝ่ามือรอบลูกกลมสีดำ จากนั้นลูกกลมจึงลอยขึ้นก่อนจะเริ่มหมุนอย่างแช่มช้า
พลังอันแปลกประหลาดแผ่ซ่านออกมาจนรู้สึกได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้าหา ไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อท่วมแผ่นหลัง ในหัวมันมีความคิดผุดขึ้น --- หากปล่อยให้มันใช้ลูกกลมสีดำนี้โจมตี ข้าอาจถึงขั้นต้องเสียชีวิต!
“เฮอะ!” ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายเย็นเยียบ ในเมื่อเ้าอยากต่อสู้แลกชีวิต ก็อย่าได้โทษว่าข้าไม่เกรงใจ!
จากนั้นจึงสะบัดมือขวา หนามธารน้ำแข็งก็ปรากฏขึ้นในมือ
“เฟยเหนียน หยุดมือ!!”
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงะโดังมาจากด้านหลังของเฟยเหนียน จากนั้นก็มีเงาร่างของคนสองคนปรากฏขึ้น ผู้หนึ่งมาที่ข้างกายเฟยเหนียน ส่วนอีกคนไปที่ข้างกายเด็กสาวนั้น ทั้งคู่เป็หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรี ฝ่ายบุรุษก็คือผู้ดูแลการทดสอบ ซ่งหลิน ส่วนสตรีนั้นเป็หญิงสาวอายุราวยี่สิบเศษ ไว้ผมยาวประบ่าใบหน้าอ่อนโยนงดงาม
“ศิษย์พี่! ศิษย์พี่หญิง!”
เฟยเหนียนสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ราวกับมันรู้สึกตัวขึ้นจึงรีบสะบัดมือเก็บลูกกลมสีดำเข้าไว้พร้อมกับหยุดแผ่พลังิญญาออกมา จากนั้นจึงหันไปหาซ่งหลินด้วยสีหน้าผิดปกติ
“ผู้ใดให้เ้าใช้ของสิ่งนั้น! เ้าคิดจะเอาชีวิตผู้อื่นหรือ?! หากเกิดเหตุไม่คาดคิดจนทำให้ศิษย์น้องได้รับาเ็เ้าจะทำอย่างไร!” ซ่งหลินขมวดคิ้วจ้องมองเฟยเหนียนพร้อมกับถามแกมตำหนิ
“ข้า…….”
“ไม่ต้องอธิบาย กลับสำนักแล้วไปยังหน้าผาสำนึกผิด กักตัวสำนึกผิดสามวัน!” ซ่งหลินไม่ได้กล่าวตำหนิต่ออีก แต่เมื่อเห็นแขนขวาที่ตกห้อยของเฟยเหนียนจึงขมวดคิ้วถามขึ้น “เ้าได้รับาเ็? เกิดอะไรขึ้น?”
“คิกคิก พี่หลิงิ่ พี่ซ่งหลิน ไฉนพวกท่านมาที่นี่ได้?” ทันใดนั้นเอง เด็กสาวก็เอ่ยปากขึ้น จากนั้นจึงดึงมือหญิงสาวก่อนจะยิ้มพลางกว่าวว่า “พี่เฟยเหนียนกับพี่หมวกฟางกำลังเล่นกันอยู่! คิกคิก พี่ชายทั้งสองร้ายกาจจริงๆ...”
“เอ่อ...” ซ่งหลินไม่ทราบจะกล่าวอันใดดี
ไป๋หยุนเฟยเหงื่อตก --- พวกข้าต่อสู้เอาเป็เอาตาย แต่เ้ากลับไม่ช่วยเอ่ยปากชี้แจงให้ข้าแม้แต่คำเดียว ที่แท้ก็คิดว่าพวกข้าเล่นกันอยู่!!
ศิษย์พี่หญิงเหลียนหลิงิ่หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาเพื่อเช็ดคราบน้ำตาของเด็กสาวอย่างทนุถนอม จากนั้นจึงถามอย่างอ่อนโยนว่า “ต้ายต้าย บอกพี่มาว่าเกิดอะไรขึ้น? ไฉนเ้าจึงร้องไห้?”
“อืม... เมื่อครู่มีคนหน้าตาอัปลักษณ์เข้ามาทำให้ต้ายต้ายใ แต่ก็ถูกข้าไล่ตะเพิดไปแล้ว คิกคิก...” ต้ายต้ายชี้ไปที่หลุมรูปมนุษย์พร้อมกับกล่าวกลั้วหัวเราะ
ซ่งหลินขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะจะถามให้กระจ่าง จู่ๆก็สีหน้าเปลี่ยนไป มันรีบหันกลับไปมองด้านหลังด้วยความใก่อนจะกล่าวว่า “ท่านอาจารย์มาแล้ว!”
“ผู้ใดบังอาจรังแกบุตรสาวข้า!!” ซ่งหลินกล่าวจบ ก็มีเสียงเดือดดาลเกรี้ยวกราดดังมาราวฟ้าผ่า ขณะเดียวกันก็มีััิญญาแผ่กวาดมาค้นหาทั่วบริเวณ จนไป๋หยุนเฟยรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
คำพูดยังไม่ทันจบประโยค เงาร่างของบุรุษสตรีคู่หนึ่งก็เหินร่างมากลางอากาศ
ถูกแล้ว เหินมากลางอากาศ!
บุรุษเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำ ใต้ฝ่าเท้าเหยียบอยู่แผ่นกลมที่แผ่แสงสีเขียว ด้านข้างเป็สตรีวัยกลางคนสวมชุดกระโปรงยาวสีม่วง ท่วงท่าสง่างาม เท้าเหยียบอยู่บนกระบี่ยาวเล่มหนึ่งที่แผ่แสงสีเขียวออกมาเช่นกัน
หลังการปรากฏตัวของทั้งคู่ พริบตาเดียวก็มาถึงข้างกายของเด็กสาวที่ถูกรุมล้อมอยู่
“ท่านอาจารย์!”
ซ่งหลิน เหลียนหลิงิ่และเฟยเหนียน ทั้งสามกล่าวออกมาพร้อมกันอย่างนอบน้อม แต่ที่แตกต่างกันก็คือซ่งหลินและเฟยเหนียนกล่าวต่อบุรุษวัยกลางคน ส่วนเหลียนหลิงิ่กลับกล่าวต่อสตรีวัยกลางคน
เด็กสาวมองเห็นยังสตรีวัยกลางคนก็เผยสีหน้ายินดี หลังจากสลัดหมูหันตัวนั้นออกจากอ้อมกอดก็รีบกระโจนเข้าสู่อ้อมอกของอีกฝ่ายทันที จากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น “มารดาและบิดา ไฉนจึงมาที่นี่ได้?”
สตรีนางนั้นลูบศีรษะเด็กสาวอย่างอ่อนโยนพร้อมกับกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “เพราะััได้ว่าเ้าน่าจะเกิดเื่จึงรีบมาหา รุ่ยเอ๋อร์ บอกมารดามา เกิดอะไรขึ้น?”
“อืม... ไม่มีอะไร ข้ากับเสี่ยวโหรวโหรวกำลังเล่นซ่อนหากันอยู่” เด็กสาวชี้ไปยังสุกรที่กำลังขุ่นเคืองนางอยู่ก่อนจะชี้ไปยังหลุมรูปมนุษย์ “หลังจากนั้นก็มีคนเลวเข้ามา แต่ถูกข้าไล่ตะเพิดไปแล้ว! คิกคิก พวกมันช่างอ่อนแอนัก แม้แต่การโจมตีด้วยถุงมือแมวน้อยของข้าก็ยังไม่อาจต้านรับ...”
บุรุษวัยกลางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหันไปยังไป๋หยุนเฟย จากนั้นจึงกล่าวด้วยเสียงทุ่มต่ำ “เ้าเป็ใคร? บอกมา! หากปิดบังแม้แต่คำเดียว ข้าจะทุบตีให้พิการ!”
พลังิญญาแผ่มากดดันครอบคุมใส่จนแผ่นหลังของไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา มันรู้สึกราวกับถูกูเาสูงใหญ่กดทับจนหายใจติดขัด แต่ไป๋หยุนเฟยกลับไม่แสดงความอ่อนแอแม้แต่ก้าวเดียวก็ไม่ยอมถอย มันเงยหน้าขึ้นสบตาโดยไม่หวั่นเกรงก่อนจะกล่าวขึ้นว่า “ผู้เยาว์แม้จะฝีมือต่ำต้อย แต่ก็ไม่ใช่คนร้าย ขอผู้าุโอย่าได้ใช้คำพูดราวกับไต่สวนต่อข้าเช่นนี้!”
“เ้า!!” ภายใต้สายตาอันเ็าของบุรุษวัยกลางคน คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจะกล้าเอ่ยปากต่อตนเองเช่นนี้ มันร้องขึ้นพร้อมกับะเิพลังกดดันเพิ่มใส่อีกหนึ่งส่วน ขณะเดียวกันก็มีแสงสีแดงอ่อนจางแผ่ออกรอบกาย
ไป๋หยุนเฟยหลั่งเหงื่อโซมหน้า แม้แต่กล้ามเนื้อต้นขาก็ยังสั่นระริก แต่มันก็ยังไม่แสดงความอ่อนแอหรือยอมสยบ --- ข้ามาเพื่อช่วยเหลือ แต่พวกเ้าปรากฏกายออกมาก็ต่อสู้เอาเป็เอาตายกับข้า มิหนำซ้ำยามนี้ยังคิดจะใช้พลังที่สูงส่งกว่ามาข่มเหงเพื่อไต่สวนข้าราวกับเป็คนร้าย เ้าถือดีอย่างไร?!
“พอเถอะ... ใช้พลังระดับเอกะิญญาไปข่มเหงผู้เยาว์ ท่านไม่รู้สึกขายหน้าหรือ?” ชั่วขณะที่ไป๋หยุนเฟยแทบจะทรงกายไม่อยู่แล้วนั้น เสียงอันนุ่มนวลอ่อนโยนก็ดังขึ้น แล้วสตรีวัยกลางคนก็จูงมือเด็กสาวมาถึงข้างกายอีกฝ่าย จากนั้นจึงกล่าวว่า “เมื่อใดท่านจึงจะแก้นิสัยวู่วามเช่นนี้ได้ ท่านถามน้องชายท่านนี้อย่างสุภาพไม่ได้หรือ?”
หลังจากได้ยินคำพูดของนางแล้ว บุรุษวัยกลางคนก็เผยสีหน้ากระดากทำตัวไม่ถูก สุดท้ายจึงรั้งพลังที่แผ่กดดันกลับคืน สตรีนางนั้นเดินถึงเบื้องหน้าไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “สามีข้ารักถนอมบุตรสาวจนเกินเหตุ หวังว่าน้องชายจะไม่ถือสา รุ่ยเอ๋อร์บอกว่าเ้าไม่ใช่คนเลว ถ้าเช่นนั้นช่วยบอกข้าได้หรือไม่ ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น?”
“เฮ้อ...” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจโดยแรง จากนั้นจึงประสานมือคารวะ “ผู้เยาว์ไป๋หยุนเฟย ไม่ทราบว่าผู้าุโคือ...”
“นี่คือผู้าุโที่สองและสามของสำนักช่างประดิษฐ์!” ซ่งหลินกล่าวออกมาอย่างนอบน้อม
“ผู้าุโสำนักช่างประดิษฐ์! มิน่าเล่า จึงได้ร้ายกาจปานนี้...” ไป๋หยุนเฟยลอบแตกตื่น หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่จึงพยักหน้ากล่าว “เื่เป็เช่นนี้...”
ไม่เสริมแต่ง ไม่ปิดบัง ไป๋หยุนเฟยบอกเล่าเื่ราวที่พบเห็นให้ฟังโดยย่อ เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างก็พยักหน้าเสริม
……
“เฮอะ! พวกเ้าดูแลการทดสอบเข้าสำนักกันอย่างไร! เื่เช่นนี้กลับปล่อยให้คนนอกพบเจอก่อน!” ผู้าุโที่สองฟังจบก็ตวัดสายตาไปยังซ่งหลินและคนอื่นๆ ก่อนจะตะเบ็งเสียง “หลังเสร็จสิ้นการทดสอบ พวกเ้าไปหาเถี่ยชุยเพื่อขอรับโทษ!”
“ทราบแล้ว! ท่านอาจารย์(ผู้าุโที่สอง)...” ซ่งหลินกับพวกไม่มีใครกล้าแม้แต่จะโต้เถียง จึงได้แต่น้อมรับ
“สำหรับพวกที่เบื่อหน่ายชีวิตนั้น...” ผู้าุโที่สองหันไปยังทิศที่หลี่เจี้ยนหนานกับพวกหลบหนีไป สายตาก็ทอแววอำมหิต “ในเมื่อพวกเ้าเบื่อหน่ายชีวิต... ข้าจะสังหารพวกเ้าให้หมดเอง!”
กล่าวจบก็สะบัดมือขวา แผ่นกลมสีเขียวก็ปรากฏขึ้นที่ตรงหน้า หลังจากขึ้นไปยืน้าแล้วก็เตรียมจะออกไล่ล่า
ไป๋หยุนเฟยตกตะลึง --- คงไม่ได้หมายความว่า จะลงมือสังหารคนเพื่อระบายโทสะหรอกนะ?
แม้ผู้าุโที่สองจะแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างแ่บาง แต่ไป๋หยุนเฟยไม่สงสัยเลยว่าอีกฝ่ายจะสามารถสังหารหลี่เจี้ยนหนานกับพวกได้หรือไม่ --- ผู้ที่มีพลังระดับนี้ เพียงกระดิกปลายนิ้วพวกมันก็ตายหมดสิ้นแล้ว
“เมื่อใดท่านจะแก้นิสัยได้เสียที เคยบอกท่านว่าชราแล้วอย่าได้หุนหันพลันแล่น...” ทันใดนั้นเสียงของสตรีวัยกลางคนก็ดังขึ้น “ต่อหน้าผู้เยาว์ อย่าได้ร่ำร้องแต่จะฆ่าฟัน ช่างไม่มีความสุขุมสมเป็ผู้าุโบ้างเลย และอีกอย่างคนพวกนั้นก็ไม่ได้ทำอันตรายให้รุ่ยเอ๋อได้รับาเ็ โทษยังไม่ถึงตาย...”
ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจพร้อมกับคิดในใจว่าผู้าุโหญิงท่านนี้ช่างมีเมตตา...
แต่แล้วก็ได้ยินนางกล่าวต่อไปอีกว่า “ไม่อนุญาตให้ฆ่าคน เพียงตัดมือคนละข้างและสลายการฝึกปรือก็พอแล้ว”
ไป๋หยุนเฟย “........”
