เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย เสียงพิณแว่วหวานดังขึ้นคลอไปกับสายลมหนาว กลีบดอกเหมยปลิวร่วงลงจากกิ่งไม้ราวกับโปรยปรายเพื่อต้อนรับขบวนขององค์หญิงใหญ่ มู่หรงจ้าวอี๋
พระนางทรงก้าวออกมาพร้อมบุตรสาวคนเล็กอย่างถังหลิงหลง ผู้ที่ได้รับพระราชทานตำแหน่งหนิงอันเสี้ยนจู่ขั้นสี่ หญิงสาวแรกรุ่นผู้งดงามดั่งภาพวาด
งานเลี้ยงวันนี้ นางสวมอาภรณ์ที่ทำจากไหมสีชมพูอ่อนปักลายดอกเหมย ด้านนอกสวมชุดคลุมขนจิ้งจอกเพลิงสีแดงสดตัดกับผิวขาวของนาง
ร่างบอบบางเดินเคียงข้างพระมารดาด้วยท่วงท่าสง่างาม ใบหน้างามละมุนแย้มยิ้มบางเบา ดวงตากลมโตเปล่งประกายอ่อนโยนแต่แฝงความมั่นใจ
เมื่อองค์หญิงใหญ่ประทับยังพระที่นั่งจัดเตรียม พระสุรเสียงนุ่มนวลทรงอำนาจพลันดังขึ้น
“วันนี้เป็วันที่ดอกเหมยบานสะพรั่งทั่วชิงซาน เปิ่นจ่างกงจู่ดีใจที่ทุกคนให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมยในปีนี้” พระนางทอดพระเนตรไปทั่วลานงานเลี้ยง เพื่อมองหาเหล่าชายหนุ่มที่ตนหมายตา
“ดอกเหมยแม้จะผลิบานท่ามกลางความหนาวเหน็บ แต่กลับงดงามและเข้มแข็ง เช่นเดียวกับบุตรหลานแห่งแคว้นเป่ยิของเรา”
องค์หญิงใหญ่หยุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม
“เพื่อให้บรรยากาศของงานเลี้ยงสนุกยิ่งขึ้น เปิ่นจ่างกงจู่อยากเชิญเหล่าบุตรหลานขุนนางทั้งหลาย ก้าวออกมาแสดงความสามารถที่ตนเชี่ยวชาญ เพื่อให้ทุกคนในที่นี้ได้ชื่นชม ไม่ว่าจะเป็บทกวี ดนตรี หรือศิลปะใดก็ตาม”
บุตรหลานขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้น บางคนเริ่มพูดคุยถึงการแสดงที่เตรียมมา บางคนมีสีหน้าวิตกกังวล
หลินเสวี่ยถงยกยิ้มเ้าเล่ห์ นางมองไปรอบๆ ก่อนจะสบตาเข้ากับเซี่ยหรงเหยาที่นั่งห่างออกไป
“วันก่อน คุณหนูเซี่ยได้รับคำชมจากท่านอาจารย์อวี๋ในการบรรเลงกู่ฉินเป็อย่างมาก ไม่ดีกว่าหรือถ้าให้นางได้แสดงเป็คนแรกเพื่อเป็เกียรติในการเปิดงานลี้ยงชมดอกเหมยในปีนี้เพคะ”
น้ำเสียงของนางดังขึ้นชัดเจน ท่ามกลางสายตาของคนมากมายที่มองมา และทันใดนั้นเอง บรรยากาศในลานดอกเหมยก็เปลี่ยนไปทันที
“สารเลวหลินเสวี่ยถง! นางจงใจเล่นงานข้า” เซี่ยหรงเหยากัดฟันกรอด ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะผูกใจเจ็บไม่ยอมปล่อยตนไปเช่นนี้
“จะทำอย่างไรดี! หากเ้าบรรเลงกู่ฉินได้ห่วยคนเหล่านี้ก็จะหัวเราะเยาะเ้า แต่ถ้าหากไพเราะเกินไป โดดเด่นเกินหน้าหนิงอันเสี้ยนจู่ องค์หญิงใหญ่ได้บีบคอเ้าแน่” ว่านหนิงอวิ๋นเอียงกายมากระซิบกับสหายรัก
เื่ที่นางบรรเลงกู่ฉินได้ไพเราะรู้กันเพียงในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์หวงได้กำชับมิให้เื่ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนแพร่งพรายออกไป เพื่อไม่ให้หลินเสวี่ยถงเสียหน้า ทว่านางกลับนำเื่นี้มาเล่นงานตน
“ไม่เป็ไร อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปเถิด”
หญิงสาวเอ่ยอย่างปลงตก ชาติก่อนเกิดเื่ที่ทำให้องค์หญิงใหญ่ไม่พอพระทัย เพราะนางสวมชุดแดงมางานเลี้ยง ครั้งนี้...เฮ้อ! ตนคงหนีไม่พ้นจริงๆ
ทว่า...ในระหว่างที่เซี่ยหรงเหยากำลังคิดไม่ตก เสียงรายงานจากด้านนอกพลันดังขึ้น
“องค์รัชทายาทเสด็จ!!...”
ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมขนจิ้งจอกหิมะสีเงินก้าวตรงมายังลานงานเลี้ยง โดยมีผู้ติดตามสองคนอย่างสืออี และหญิงสาวที่แต่งกายเหมือนชาวยุทธอีกคน ที่เซี่ยหรงเหยาไม่เคยพบหน้า
ชายหนุ่มที่สวมหน้ากากหยกครึ่งหน้า ก้าวมาหยุดยืนยังจุดที่หญิงสาวยืนอยู่ สายตาคมเหลือบมองใบหน้างามที่มองมายังตนอยู่ก่อนแล้ว มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค้อมกายให้องค์หญิงใหญ่
“ได้ยินว่าเสด็จป้าจัดงานเลี้ยงบนเขาชิงซาน หลานจากเมืองหลวงไปนับสิบปี มิเคยได้เชยชมความงามอันเป็ที่เลื่องลือ วันนี้จึงถือวิสาสะมาร่วมงานโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า ขอเสด็จป้าทรงให้อภัย”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ
“เอ่ยเช่นนั้นได้อย่างไร หากป้ารู้ว่าเ้ากลับมาแล้ว มีหรือจะไม่ให้คนส่งเทียบเชิญให้ เอาล่ะ...ใครก็ได้ จัดโต๊ะให้องค์รัชทายาทที”
“ไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมคุ้นเคยกับคุณชายสามเซี่ยอยู่ก่อนแล้ว นั่งตรงนี้ก็ได้ จะได้ไม่รบกวนคนอื่นๆ”
ท่าทีไม่ถือตัวของมู่หรงฉางชิง ทำเซี่ยหรงเหยารู้สึกว่า องค์รัชทายาทผู้นี้ช่างประหลาดนัก ไม่เย่อหยิ่งแต่กลับดูลึกลับน่าค้นหา
ทว่า...เื่นั้นก็ส่วนเื่นั้น ตอนนี้ตนเองยังต้องออกไปบรรเลงกู่ฉินอยู่หรือไม่ ท่าทียึกยักทำตัวไม่ถูกของเซี่ยหรงเหยา ที่ไม่รู้ควรก้าวออกไป หรือกลับมานั่งลงที่เดิม ทำร่างสูงนึกขบขันในใจ
“คุณหนูเซี่ย เหตุใดไม่นั่งลงเล่า เ้ากำลังบดบังเปิ่นไท่จื่อ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกับนางอย่างหยอกเย้า คนที่้าเห็นหญิงสาวขายหน้า มองมาอย่างไม่สบอารมณ์ รวมถึงหลินเสวี่ยถง
เซี่ยหรงเหยาเห็นช่องทางเอาตัวรอด นางจึงรีบนั่งลงทันที
“ขอบพระทัยเพคะ” ร่างบางเอียงกายไปกระซิบเบาๆ
ท่าทีสนิทสนมของทั้งสอง ทำใครบางคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแสดงออกว่าไม่พอใจ และยิ่งเมื่อเห็นพวกเขาพูดคุยอย่างถูกคอ ความร้อนรุ่มในอกกลับตีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
“เหตุใดนางถึงได้รู้จักกับพี่รอง” มู่หรงจ้านพึมพำเสียงเบา
หลังรัชทายาทมู่หรงฉางชิงก้าวเข้ามาร่วมงานเลี้ยงชมดอกเหมย เหล่าสตรีที่หมายปองตำแหน่งไท่จื่อเฟยของชายหนุ่ม ต่างแย่งชิงกันแสดงความสามารถ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้พบาาัที่เห็นหัวไม่เห็นหางผู้นี้
ทว่า...ในงานเลี้ยง มีเพียงสองคนท่านั้นที่ไม่สนใจสิ่งใดนอกจากของว่างตรงหน้า และจิบชาชื่นชมบรรยากาศ
“อากาศดียิ่งนัก ขนมก็อร่อย คิดไม่ผิดเลยที่ตามพี่ห้ามาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้” ว่านหนิงอวิ๋นกล่าวพลางลูบท้องอย่างพอใจ หลังกวาดของหวานในจานตรงหน้าจนหมดเกลี้ยง รวมถึงของในจานของพี่ชายด้วย
เซี่ยหรงเหยาที่นั่งข้างๆ หัวเราะเบาๆ
“เหอะ! เป็ข้าเสียอีก หากมิได้องค์รัชทายาทช่วยไว้ เกรงว่าวันนี้คงต้องเกิดเื่ขึ้นแน่”
นางถอนหายใจพลางเหลือบมองไปยังฝั่งตรงข้าม ที่ซึ่งหลินเสวี่ยถงกำลังออดอ้อนมู่หรงจ้าน ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงพวกเขาสองคน ใบหน้าของนางยามนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มหวาน
แต่เมื่อสายตาของเซี่ยหรงเหยาเผลอมองไป กลับพบว่ามู่หรงจ้านเองก็กำลังมองมายังตนด้วยสายตาไม่พอใจ
“เขามองข้าทำไมกัน...” เซี่ยหรงเหยารีบหลุบตาลงต่ำ
ทั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับคนที่สั่งฆ่านางอย่างโเี้ในชาติก่อน แต่หัวใจของนางยามนี้กลับเต้นแ่เบาและสงบอย่างน่าประหลาด
การแสดงออกอย่างไม่ใส่ใจของหญิงสาว ทำตวนอ๋องมีโทสะขึ้นมาจางๆ เพราะในยามปกติแล้ว หากเห็นทั้งสองคนแสดงความรักต่อกัน นางคงไม่พลาดที่จะเข้ามาโวยวายหรือหาเื่ตามนิสัยเดิม
แต่วันนี้กลับต่างออกไป ั้แ่ก้าวเข้ามาในงานเลี้ยง เซี่ยหรงเหยาไม่แม้แต่จะปรายตามองตน ไม่ยอมเข้ามาทักทาย ในสายตาของนาง...ขนมตรงหน้ายังสำคัญกว่าเขาเสียอีก
มือที่วางอยู่ด้านหน้ากำเข้าหากันแน่น ยามปกติเขามักจะผลักไสและพูดจาไม่น่าฟัง รู้สึกรำคาญทุกครั้งที่นางคอยตามติด ทว่าครั้งนี้กลับไม่เหมือนเดิม มิใช่ตนเอง หากแต่เป็นาง เซี่ยหรงเหยาดูต่างออกไปั้แ่ที่ได้พบกันที่หน้าสำนักศึกษา
นางดูเฉยชาไม่มองมายังตนด้วยสายตาหลงใหลอีกต่อไป ในนั้นมีเพียงความว่างเปล่าและเหินห่าง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่...
ชายหนุ่มครุ่นคิดเพียงลำพัง ทว่าเมื่อมองไปอีกครั้ง ที่นั่งของเซี่ยหรงเหยากลับว่างเปล่าเสียแล้ว
เพราะดื่มชามากเกินไปจนรู้สึกปวดท้อง เซี่ยหรงเหยาจึงลุกออกจากลานชมดอกเหมยไปยังห้องน้ำด้านหลังศาลา สายลมหนาวพัดกลีบดอกเหมยปลิวว่อนรอบตัว
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ คล้ายจะช่วยทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเมื่อกลับออกมา กลับพบร่างสูงของมู่หรงจ้านยืนอยู่เพียงลำพัง ชายหนุ่มยามนี้กำลังหันหลังให้กับทางเดิน ดวงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงาของเขายาวเหยียดบนพื้นหิน
เซี่ยหรงเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งใจเดินอ้อมไปอีกทางอย่างเงียบๆ แต่ยังไม่ทันก้าวพ้น เสียงทุ้มต่ำพลันดังขึ้นจากด้านหลัง
“เดี๋ยวก่อน!” ร่างบางหยุดฝีเท้า จากนั้นจึงหันกลับมาช้าๆ
“ตวนอ๋องมีอะไรจะพูดกับหม่อมฉันหรือเพคะ” น้ำเสียงเรียบเฉยของนางทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นะเืยิ่งกว่าเดิม มู่หรงจ้านขมวดคิ้วแน่น
“เ้าหมายความว่าอย่างไร หากเปิ่นหวางไม่มีอะไรแล้วเรียกเ้ามิได้รึ” น้ำเสียงแฝงโทสะของเขา ทำหญิงสาวรู้สึกกลัวในใจ
