เล่มที่ 9 บทที่ 261 อาจารย์เ้าสบายดีหรือไม่
ส่วนเหตุผลก็นับว่าน่าขายหน้าเลยทีเดียว…
ตามความทรงจำที่เ้าของร่างหลงเหลือไว้ให้นั้น ดูเหมือนว่าผู้เป็อาจารย์จะกินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำ เลยแอบอ้างชื่อเ้าสำนักเวิ่นเจี้ยนไปยืมศาสตราวุธชิ้นหนึ่งกับผู้าุโชื่อิ ในตอนแรกก็ยังคุยกันดีๆแล้วว่าจะยืมเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ทว่าหลังจากได้ศาสตราวุธมา จิติญญาช่างหลอมก็ลุกโชนขึ้น และหลังจากดันทุรังอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ฝืนหลอมต่อไป กระทั่งศาสตราวุธของผู้าุโชื่อิพังลง!
ถือว่าเป็เื่คอขาดบาดตายเลยทีเดียว!
ผู้เป็อาจารย์หวาดกลัวมาก เอาแต่หลบอยู่ในหุบเขาอวี้เหิง โดยไม่กล้าออกไปไหน…
ส่วนด้านผู้าุโชื่อิก็รอแล้วรออีก ทว่าก็ไม่เห็นผู้เป็อาจารย์เอาของนั้นมาคืนเสียที สุดท้ายจึงต้องเสี่ยงทำนายดู ทว่าหลังจากได้รับทำนาย ก็พบว่าศาสตราวุธที่บำเพ็ญอย่างยากลำบากมาหลายร้อยปีได้ดับสูญไปเสียแล้ว ผู้าุโชื่อิโกรธมาก จนถึงขั้นบุกมายังหุบเขาอวี้เหิง เพื่อดักรอผู้เป็อาจารย์อยู่ที่ลานที่พักถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ และในตอนนั้นเอง หลินเฟยผู้เป็เ้าของร่างก็เพิ่งฝากตัวเข้าเป็ศิษย์ได้ไม่นาน จึงมีโอกาสรู้ว่าผู้เป็อาจารย์นั้น แท้จริงเป็คนเช่นไร…
“อาจารย์เ้าคือหลัวเสิ่นเซียวอย่างนั้นหรือ?” ครั้งนี้แม้แต่ผู้าุโชื่อิที่เก็บซ่อนความรู้สึกเก่ง ก็ยังเก็บอาการไว้ไม่อยู่ ความรู้สึกในตอนนี้เต็มไปด้วยความตกตะลึงและกระดากอายไปพร้อมกัน เพราะเื่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะต้องเล่าให้ใครฟัง ก็ถือว่าเป็เื่ที่ไม่น่าฟังเท่าไรนัก หลังจากตะลึงไปชั่วครู่ เขาก็เอ่ยถามออกมา
“อาจารย์เ้าสบายดีหรือไม่?”
“สบายดีๆ” หลินเฟยตอบออกมา ก่อนจะหัวเราะน้อยๆ
“แค่ขัดสนหินิญญาอย่างรุนแรงเท่านั้น หากอาจารย์อามีเวลาว่าง ก็ไปเยี่ยมที่หุบเขาอวี้เหิงได้…”
“แน่นอนๆ วันนี้อากาศไม่เลวเลยนะ…” ผู้าุโชื่อิสนทนาด้วยรอยยิ้ม ทว่าในใจกลับกำลังก่นด่าจนไม่เหลือชิ้นดี
‘มีแค่คนสติไม่ดีเท่านั้นแหละ ที่คิดจะไปหุบเขาอวี้เหิงของเ้า หลัวเสิ่นเซียวช่างหน้าไม่อายนัก หากย่างเท้าไปหุบเขาอวี้เหิงบ่อยๆละก็ เกรงว่าทรัพย์สมบัติที่เก็บหอมรอมริบมาหลายปี จะต้องถูกสูบไปหมดแน่นอน…’
เมื่อคิดได้ดังนั้น สองตาก็จ้องมองไปที่หลินเฟยอีกครั้ง ั์เนตรนั้นก็เต็มไปด้วยความริษยาถึงที่สุด…
แต่ก็ต้องยอมรับว่าหลัวเสิ่นเซียวมีลูกศิษย์ที่ใช้ได้เลยจริงๆ…
แค่เคราะห์น้ำของขั้นมิ่งหุน ก็มีพลังร้ายแรงเช่นนี้แล้ว หากฝ่าเคราะห์ขั้นจิงตันละก็ หุบเขาอวี้เหิงคงจะวุ่นวายน่าดู…
‘จริงสิ เมื่อครู่นี้เวินโหวเรียกเ้าหนุ่มนี้ว่าศิษย์พี่หลิน?’
‘หรือว่า…’
พอนึกได้ดังนั้น ผู้เฒ่าก็ชะงักลงไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามออกมา
“เ้าชื่อหลินเฟยงั้นหรือ?”
“ถูกต้อง ข้าชื่อหลินเฟย”
“เช่นนั้นร้านหลอมอาวุธฟานซื่อที่เมืองวั่งไห่…”
“นั่นเป็ร้านของข้ากับเพื่อนน่ะ ตอนที่มาพิภพซ่างจงใหม่ๆ ค่อนข้างขัดสนแล้วก็ไม่มีที่พึ่งเลย อีกทั้งตนเองมาจากสำนักเวิ่นเจี้ยน นอกจากฝีมือการหลอมกระบี่แล้วก็ไม่มีวิชาความรู้อะไรอีก เลยร่วมมือกับเพื่อนเปิดร้านหลอมอาวุธขึ้น กิจการก็ถือว่าพอไปวัดไปวา…”
“เป็เช่นนี้เอง เป็เช่นนี้เอง…”
ผู้าุโได้ยินเช่นนั้น ก็เข้าใจทันที…
มิน่า…แค่เคราะห์น้ำ ก็มีพลังรุนแรงราวกับพลังจากฟ้าดินขนาดนี้แล้ว
ที่แท้อีกฝ่ายก็คือหลินเฟยจากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อนั่นเอง…
ตนเองมีฐานะเป็ถึงผู้าุโของสำนักโยวิ จึงรู้ว่าเมื่อหลายเดือนก่อน ที่เมืองวั่งไห่ได้เกิดเื่ใหญ่ขึ้น ส่วนเื่ที่เกิดขึ้นจะต้องเกี่ยวข้องกับร้านหลอมอาวุธฟานซื่อเป็แน่ หรือจะพูดให้ถูกคือ ต้องเกี่ยวข้องกับหลินเฟยคนนี้แน่นอน…
หลินเฟยเอง ก็ถือว่าก่อเื่ที่เมืองวั่งไห่ไว้มากเลยทีเดียว…
ทว่าเื่ที่ทำให้ผู้าุโชื่อิสนใจจริงๆ กลับเป็สองเื่สุดท้ายที่หลินเฟยทำมากกว่า นั่นก็คือกระบี่สี่สีที่หลินเฟยหลอมจนสามารถสะบั้นสังหารอสุรกายกุ่ยหวังซึ่งลอบเข้ามาในงานประลองอาวุธ แล้วก็เื่หลังจากงานประมูลที่หอว่านเย่ว เพราะจู่ๆนักพรตเฮยซานที่แอบติดตามหลินเฟยได้หายสาบสูญไปดื้อๆ กระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไปเต็มๆ ถึงได้กล้าออกมาพบปะผู้คน แถมยังไม่กล้าปริปากพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย หากมีคนถาม นักพรตเฮยซานก็จะมีความกลัวฉายชัดบนใบหน้าทันที…
‘นี่จึงไม่ใช่เื่เล่นๆแล้ว…’
เพราะไม่ว่าจะเป็อสุรกายกุ่ยหวังหรือนักพรตเฮยซาน ก็ล้วนมีพลังระดับขั้นจิงตันทั้งสิ้น ต่อให้เป็ขั้นจิงตันที่ค่อนไปทางต่ำก็ตาม…
จะอ่อนแอแค่ไหนแต่ก็ยังเป็ขั้นจิงตันอยู่วันยังค่ำ!
หลังจากพบกับหลินเฟยแล้ว ผู้ที่มีพลังขั้นจิงตันทั้งคู่ ไม่ว่าจะเป็อสุรกายกุ่ยหวังหรือนักพรตเฮยซาน ล้วนต้องหนีตายหรือไม่ก็ต้องตายไปจริงๆทั้งนั้น…
‘ครั้งแรกอาจจะบังเอิญ แล้วครั้งที่สองเล่า?’
หากดูเพียงผิวเผิน หลังจากเทศกาลไห่หุ้ยจบลง เมืองวั่งไห่ก็กลับสู่สภาวะปกติ ไม่มีใครไปสืบเื่หลินเฟยหรือไปสอดแนมที่ร้านหลอมอาวุธฟานซื่ออีก แต่ความเป็จริงก็คือ สำนักต่างๆรวมถึงสามสำนักใหญ่ซึ่งมีหน่วยข่าวกว้างขวางนั้น ล้วนขึ้นบัญชีหมายหัวว่าหลินเฟยเป็บุคคลอันตรายแล้ว ส่วนสำนักเล็กๆเอง ก็ถึงกับมีคำสั่งว่าหากเจอตัวคนที่ชื่อหลินเฟยละก็ ห้ามมีเื่ด้วยเด็ดขาด…
แน่นอนว่าพวกเขาคงคิดไม่ถึงหรอก ว่าหลินเฟยจะเ้าเล่ห์ได้เพียงนี้ ถึงกับแอบอ้างชื่อผู้อื่นขณะที่ปล้นชิงทรัพย์เลยทีเดียว…
เป็นานกว่าผู้าุโชื่อิ จะบ่นออกมาด้วยรอยยิ้ม
“หากเจอหลัวเสิ่นเซียวเมื่อใด ข้าจะฟ้องให้หมดแน่…”
“หึหึ ขอบคุณมากเลย” เพียงหลินเฟยฟัง ก็รู้ว่าผู้าุโชื่อิยอมรามือแล้ว ไม่คิดเอาเื่อีก ส่วนเื่ไปฟ้องอาจารย์ตนเองล้วนเป็คำพูดเฉไฉทั้งนั้น ใครบ้างล่ะ ที่ไม่รู้ว่าผู้เป็อาจารย์ของตนเองมีนิสัยอย่างไร หากรู้ว่าศิษย์ตัวเองปล้นชิงทรัพย์สมบัติมากมายในทะเลอูไห่ละก็ เกรงว่าสิ่งแรกที่ทำคงไม่ใช่สั่งสอน แต่จะเป็ขอส่วนแบ่งเสียมากกว่า…
หลินเฟยจึงกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม…
“แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้เ้าชิงไปได้ฟรีๆหรอกนะ…” ผู้เฒ่าพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะมองหลินเฟยด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง
“ได้ยินว่าเคล็ดวิชาหลอมกระบี่ของเ้าถือว่าขึ้นชื่อลือชาในแถบทะเลอูไห่เลยทีเดียว บัดนี้สามสำนักใหญ่ของข้ากำลังเจอเื่ยุ่งยากเข้าพอดี หากเ้าจัดการได้ละก็ เื่ก่อนหน้านี้ก็ถอว่าแล้วต่อกันไปละกัน เ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว ขอแค่อาจารย์อาสั่งมา ข้าย่อมทำตาม” หลินเฟยได้ยินดังนั้น ก็ตอบรับทันที
“เช่นนั้นก็ดี สิบวันหลังจากนี้ เ้าค่อยมาพบข้าที่ทะเลอสูรซึ่งอยู่ใจกลางซากปรักหักพังก็แล้วกัน”
เมื่อพูดจบ ผู้าุโชื่อิก็จากไปโดยใช้ไม้เท้าค้ำยันตลอดทาง…
“เฮ้อ หัวใจจะวาย…” หลังจากแผ่นหลังของผู้เฒ่าลับสายตาไป เวินโหวที่มีสีหน้าแข็งค้างมาตลอด ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความโล่งอก
“คิดว่าจะถูกจับไปสำนักโยวิเสียแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าอาจารย์อาชื่อิจะคุยง่ายเช่นนี้…”
“หึหึ…” หลินเฟยส่ายหน้าน้อยๆ โดยไม่ได้พูดอะไรอีก ทว่าในใจกลับคิดอยู่ว่า หากอาจารย์อาชื่อิพูดง่ายจริงๆละก็ แล้วชื่อเสียงเื่ความโเี้ของอีกฝ่ายที่กระฉ่อนไปทั่วทะเลอูไห่ นี่ได้มาอย่างไรกันล่ะ?
ที่อีกฝ่ายไม่เอาเื่ ก็เพราะทั้งคู่มีที่มาไม่ธรรมดาต่างหาก คนหนึ่งก็เป็ศิษย์สายตรงของหุบเขาหมื่นอสูร ส่วนอีกคนก็เป็ศิษย์สายตรงคนใหม่ของสำนักเวิ่นเจี้ยน หากเป็อะไรไปสักคน ก็คงจะเป็เื่ใหญ่แน่ ดังนั้นผู้าุโคงไม่อยากหาเื่ใส่ตัวเสียมากกว่า…
อีกทั้งเมื่อครู่ ขณะที่ฝ่าเคราะห์น้ำ น่าจะมีพลังรุนแรงไปเสียหน่อย ผู้าุโคงเกิดความกังวลว่าหากตนเองหนีออกจากแถบทะเลอูไห่ได้ละก็ วันหน้าหากมีโอกาสบรรลุขั้นจิงตันหรือไม่ก็ฟ่าเซี่ยงละก็ เกรงว่าตอนนั้นสำนักโยวิจะตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบมากกว่า…
ดังนั้นก็เลยพูดสั้นๆเพียงว่าจะฟ้องอาจารย์เขา…
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------