“ฟังนะเ้าเด็กดื้อ แม้ตอนนี้เผ่ามารจะอยู่ภายใต้การดูแลของประมุขตงหยางที่มีคุณธรรมสูงส่ง แต่ใช่ว่าทุกคนที่นี่จะมีคุณธรรมเช่นเดียวกับประมุขตงหยาง พวกเขายังเป็มาร ดังนั้นอย่าไว้ใจผู้ใด” หญิงสาวพูดจบเตรียมเบี่ยงตัวเดินจากไป ก่อนจะนึกบางอย่างได้จึงหันกลับมากำชับอีกครั้ง
“ข้าหวังว่าเ้า จะเว้นระยะห่างกับไป่เอ๋อเหมือนที่พยายามเว้นระยะห่างจากข้า” พูดจบเทพธิดาจางซินจึงกลับตำหนักเหมยไปพร้อมความคิดมากมายในสมอง
“คำต่อว่าของไป่เอ๋อที่มีต่อตงฟางนั้น ไม่ใช่ความสัมพันธ์ธรรมฉันพี่น้องเป็แน่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาสองคนมีความลึกซึ้งกันมากกว่านั้น เช่นนี้ข้าควรระวังไป่เอ๋อให้มาก” จางซินทบทวนเงียบ ๆ พร้อมไล่คนของไป่เอ๋อ ออกจากตำหนักเหมยไปจนหมด ก่อนจะย่างเท้ามายังโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ พลันยกมือขึ้นเท้าคางอย่างใช้ความคิด
หยางซินนั่งน้ำตาเอ่อเมื่อรู้ข่าวจากสามีว่าิเยว่ได้รับาเ็สาหัสจากพิษของันิล นางนั่งปาดน้ำตาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นี่แค่เพิ่งเริ่มต้น ลูกสาวเราก็เกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว ข้าไม่อยากให้ิเยว่ต้องพบกับชะตากรรมเช่นนี้เลยท่านพี่” ประมุขเผ่าวิหคดึงร่างของภรรยาเข้าสวมกอดเพื่อปลอบโยนด้วยสายตาเ็ปไม่ต่างกัน
“เพื่อสรรพชีวิตแล้ว ลูกสาวเรายอมหนีไปเขาไท่ซานเพื่อนำเกล็ดันิลกลับมา นางทำด้วยความเต็มใจทั้งที่ประมุขตงหยางและราชันจางเหว่ยไม่เห็นด้วย ข้าได้เห็นความกล้าหาญครั้งนี้ของนาง ข้าทั้งภูมิใจและหวาดหวั่นไม่ต่างจากเ้าหรอกหยางซิน”
“ครั้งนี้โชคดีที่รักษาได้ทันเวลา ทว่าความโชคดีใช่ว่าจะมีบ่อยครั้ง หากคราวหน้าพลาดพลั้งขึ้นมา เรามิต้องเสียลูกสาวเพียงคนเดียวไปหรอกเหรอ” หยางซินยังคงวิตก ก่อนชายกลางคนจะกระชับกอดภรรยาแล้วพูดขึ้น
“ตอนนี้ประมุขตงหยางพานางกลับไปยังเผ่ามารเพื่อเริ่มการฝึกพลังิญญาใหม่อีกครั้ง นางอยู่ในความดูแลของประมุขตงหยางแล้ว เ้าไม่ต้องห่วง เขาจะดูแลนางอย่างดี”
“ข้าก็ขอให้เป็เช่นนั้น ขออย่าให้ิเยว่ได้รับอันตรายใด ๆ อีกเลย หากนางเป็อะไรไป ข้าคงอยู่ไม่ได้”
“ห้ามพูดเช่นนั้นอีก จะไม่มีผู้ใดเป็อะไรทั้งนั้น” ประมุขต้าเหรินพูดทิ้งท้าย
หลายวันมานี้ ตงหยางพาิเยว่ไปห้องฝึกพลังิญญา ณ ตำหนักไท่จู หญิงสาวพยายามดึงเอาพลังิญญาขั้นหนึ่งของนางออกมาใช้ ท่ามกลางสายตาของตงหยางที่มองดูพลังิญญาอันน้อยนิดของนางพร้อมความคิด
“พลังิญญาของนางในขั้นหนึ่ง ยังเทียบไม่ได้กับทหารเฝ้าหน้าประตูเผ่าเทพ หลายวันมานี้ข้าพยายามปรับพื้นฐานให้นางแล้ว ทว่ายังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้น ข้าควรทำยังไงกับนางดี” เขาครุ่นคิดก่อนิเยว่จะลืมตาขึ้นแล้วรวบรวมพลังกลับเข้าที่ ก่อนจะหันมายังตงหยางด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก
“เป็เช่นนี้อีกแล้ว ไม่ว่าเทพฉางจือ หรือแม้แต่ท่านจะพยายามฝึกฝนข้าสักเพียงใด พลังิญญาของข้าก็ไม่ยอมเปิดออก” ตงหยางััถึงความท้อแท้ในใจนาง จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“หากพลังิญญาของเ้ายังไม่เปิดออก เ้าจะไม่สามารถก้าวเข้าสู่พลังิญญาขั้นสองหรือในระดับต่อ ๆ ไปได้ เช่นนั้น ข้ามีเคล็ดวิชาอ่านใจอยู่ เ้าอยากลองฝึกดูก่อนหรือไม่” หญิงสาวเดินตรงมายังตงหยางด้วยใบหน้าแปลกใจ
“เคล็ดวิชาอ่านใจเหรอเ้าคะ” ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนิเยว่จะพูดขึ้น
“ข้าไม่เคยได้ยินเคล็ดวิชานี้มาก่อน”
“เคล็ดวิชาอ่านใจ เป็หนึ่งในเคล็ดวิชาที่อยู่ในระดับพลังิญญาขั้นหนึ่ง ทว่าเป็เคล็ดวิชาที่ไม่มีในเผ่าวิหค ไม่มีในเผ่าเทพ ไม่มีในเผ่าจิ้งจอก มีเพียงแค่ที่เผ่ามารเท่านั้น เ้าอยากลองฝึกดูไหม” ใบหน้าหล่อเหลาพูดกับิเยว่ ท่ามกลางระเบียงไม้ที่มีสายลมพัดผ่าน
“เช่นนั้นข้าจะลองฝึกดูเ้าค่ะ” เขาปล่อยยิ้มแล้วเดินไปจูงมือนางกลับเข้ามานั่งที่
“หลับตาแล้วรวบรวมพลังของเ้าทั้งหมดไว้กลางกาย” ิเยว่ทำตาม ก่อนประมุขตงหยางจะจับมือนางเบา ๆ แล้วพูดขึ้น
“ใช้พลังทั้งหมดเคลื่อนเข้ามาในจิตข้า เ้าอยากรู้อะไรเ้าจะได้เห็น” ิเยว่ใดวงตาเบิกกว้าง แล้วพูดตะกุกตะกักขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“วิชาอะไรกัน การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างจากการขโมยความคิดผู้อื่น เป็การขโมยโดยแท้จริง” ดวงตากลมโตของิเยว่ทำให้ประมุขตงหยางปล่อยยิ้มกว้าง แล้วพูดขึ้น
“เ้าคิดเช่นนั้นไม่ผิด เคล็ดวิชานี้บรรพชนของข้าคิดค้นขึ้น เพื่อหยั่งความคิดผู้อื่น เ้าก็รู้ว่าเดิมที เผ่ามารของข้าไม่ได้ฝักใฝ่ในความดี จะคิดค้นเคล็ดวิชาเช่นนี้ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับเผ่าอื่น ๆ ก็คงไม่แปลก ทว่าข้าได้ยกเลิกเคล็ดวิชานี้ออกจากเผ่ามารไปนานแล้ว ตอนนี้มีเพียงข้าที่ใช้เคล็ดวิชานี้ได้เพียงผู้เดียว” ิเยว่กลืนน้ำลายแล้วพูดขึ้นด้วยความอยากรู้
“ในเมื่อท่านยกเลิกไปแล้ว เหตุใดจึงจะสอนข้า”
“ที่ข้าสอนเ้า เพราะเคล็ดวิชานี้ต้องอาศัยการรวบรวมพลังิญญาทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเป็ผลดีหากเ้าฝึกบ่อย ๆ อาจจะช่วยให้พลังิญญาของเ้าเปิดออกในสักวัน”
ิเยว่สัดส่ายดวงตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ
“ที่แท้ประมุขตงหยางพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้ข้าเปิดพลังิญญาได้หรอกเหรอ จะว่าไปเคล็ดวิชานี้แม้จะดูขัดหลักคุณธรรมไปเสียหน่อย แต่หากข้าได้ล่วงรู้ความคิดของประมุขตงหยางบ้าง ข้าอาจจะรู้ว่าเขามีใครอยู่ในใจแล้วหรือไม่” ิเยว่ลอบยิ้มออกมาอย่างลืมตัว ก่อนอีกฝ่ายจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
“เ้ายิ้มออกมาเช่นนี้ ตกลงจะฝึกเคล็ดวิชาอ่านใจหรือไม่”
“ข้าอยากฝึกเ้าค่ะ” ิเยว่รีบพูดขึ้น พร้อมแผนการเ้าเล่ห์ผุดขึ้น
