ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือแสดงสีหน้าเสียดงเสียดาย แต่สุดท้ายพวกมันก็ตัดสินใจออกจากสนามประลองไปทีละคนๆ
"เอาล่ะ ข้าจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้เข้าสู่รอบที่สอง" จากนั้นเซียวชิงโหรวค่อยๆเอ่ยขานนามเป็รายบุคคล
"ฉินเหวินเทียน"
"มู่เทียนเฉิง"
"เย่ซ่ง"
"เมิ่งหลิว"
"หวงหลิงซู"
"เฟยเฉิน"
"โม่จืออี้"
"โอวหยางกง"
เมื่อได้ยินการประกาศรายชื่อทั้งแปด เหล่าสมาชิกแต่ละตระกูลต่างก็ส่งเสียงเชียร์โห่ร้องดังกระหึ่ม
แม้แต่ฉินเหยียนเองก็คาดไม่ถึงว่าฉินเหวินเทียนที่มีระดับการบำเพ็ญต่ำสุดจะสามารถเข้าสู่รอบที่สองได้
สาเหตุที่เขานำฉินเหวินเทียนมาที่นี่ก็เพื่อเปิดหูเปิดตาและ้าให้บุตรชายประสบกับความพ่ายแพ้ เผื่อว่าบุตรชายของมันจะได้สงบสติอารมณ์และกลับคืนสู่ความเป็จริงเสียที
แต่สุดท้ายฉินเหวินเทียนกลับผ่านเข้ารอบได้เสียอย่างนั้น
หลังจากนั้นมู่หรงปิงเฟิงก็กลับมาจากการรักษาเบื้องต้นให้แก่เสิ่นกู่ชาง แม้นว่าจะไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก
เมื่อเห็นว่ามู่หรงปิงเฟิงกลับมา เซียวชิงโหรวจึงดำเนินการประลองในฐานะคณะกรรมการต่อไป "ข้าจะเริ่มประกาศการต่อสู้รอบที่สอง! รอบนี้เป็การจับฉลากเพื่อประลองที่ละคู่ ซึ่งรอบนี้ไม่มีข้อจำกัดใดๆ ผู้เข้าร่วมสามารถใข้วิธีการใดก็ได้ที่ทำให้คู่ต่อสู้ออกจากสนามประลอง หมดสภาพการต่อสู้หรือทำให้อีกฝ่ายยอมแพ้ก็จะกลายเป็ผู้ชนะในทันที"
"กติกาคือให้ผู้เข้าแข่งขันมาจับฉลากเป็รายบุคคล ด้านในหม้อทองแดงจะมีเลขกำกับั้แ่เลข 1 ถึง 4 ซึ่งจะมีอย่างละคู่ซึ่งแบ่งเป็สีดำและสีขาว หากผู้ใดจับฉลากได้เลขที่เหมือนกันก็จะถือว่าต้องต่อสู้ตามหมายเลขที่ได้รับ"
"การต่อสู้รอบนี้ไม่สามารถเลือกคู่ต่อได้ ดังนั้นมีเพียงแค่ต้องอาศัยดวงและหวังพึ่งวาสนาเท่านั้น"
เมื่อรับฟังกติกาจนจบบุคคลทั้งหกนอกจากหวงหลิงซูก็จ้องมองไปยังไป๋เฉินด้วยสายตาแปลกๆ
แน่นอนว่าในบรรดาบุคคลทั้งหกย่อมไม่้าเจอะเจอกับไป๋เฉินในรอบที่สองแม้แต่ผู้เดียว หากรอจนกว่าจะมีคนปราบไป๋เฉินได้นั้นย่อมดีที่สุด
ซึ่งบุคคลที่พอจะปราบไป๋เฉินได้มีเพียงสี่คนเท่านั้นที่เข้าข่าย นั่นคือมู่เทียนเฉิง เย่ซ่ง มู่จืออี้และหวงหลิงซู
แต่เมื่อมองจากภายนอกหากหวงหลิงซูต้องต่อสู้กับไป๋เฉินจริงๆ นางอาจจะขอสละสิทธิ์ก็เป็ได้
เซียวชิงโหรวสะบัดข้อมือเบาๆก่อนที่หม้อทองแดงจะปรากฏขึ้นก่อนจะเรียกขานเป็รายบุคคล "ฉินเหวินเทียน"
ฉินเหวินเทียนพยักหน้าก่อนจะเดินไปยังเซียวชิงโหรวพร้อมทั้งล้วงมือลงไปในหม้อทองแดง
หลังจากกว้านอยู่เพียงสามลมหายใจ ฉินเหวินเทียนนำม้วนกระดาษมาเก็บไว้กับตัวและถอยหลังออกไปยังที่เรียงแถวแต่ยังไม่ประกาศออกเสียง
หลังจากนั้นมู่เทียนเฉิงเองก็เดินตามหลังไป และทุกคนก็หยิบฉลากและเก็บไว้กับตัวจนครบทั้งแปดคน
เซียวชิงโหรวพยักหน้าเบาๆก่อนจะกล่าวขึ้น "หมายเลขหนึ่งสีขาวอยู่ที่ผู้ใด?"
ทันใดนั้นเย่ซ่งก็เดินออกมาจากแถวและแสดงม้วนกระดาษ "ข้าได้รับหมายเลขหนึ่งสีขาว"
"อืม" เซียวชิงโหรวพยักหน้าก่อนจะปราดมองอีกเจ็ดคนที่เหลือ "หมายเลขหนึ่งสีดำอยู่ที่ผู้ใด?"
ในขณะที่ฝูงชนกำลังลุ้นอย่างใจจดใจจ่อ ในวินาทีนั้นมุมปากที่กำลังฉีกยิ้มร่าของเย่ซ่งค่อยๆหุบลงทันตา เพราะผู้ที่ย่างกรายออกมาคือเฟยเฉินในหน้ากากไหมสีดำที่ส่งรอยยิ้มจางๆ
ร่างนั้นยกม้วนกระดาษให้แก่เซียวชิงโหรว "ข้าได้รับหมายเลขหนึ่งสีดำ"
"แม่เ้า!" ใบหน้าที่กำลังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเย่ซ่งถอดสี ราวกับว่ามันกำลังมีความสุขอยู่บน์แต่กลับถูกกระชากลงสู่ขุมนรกในชั่วพริบตา
[ไหงหวยต้องมาออกที่ข้าได้เนี่ย?]
เย่ซือหยูที่อัฒจันทร์เห็นเช่นนั้นมันตบโต๊ะเสียงดัง 'ปั้ง!' ก่อนจะสบถออกมาอย่างหงุดหงิด "บุตรชายข้าจะโชคร้ายขนาดนี้ได้ยังไง!"
มู่ซวนหยวนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก "เฒ่าเย่ ดูเหมือนความหวังในการเข้าร่วมมหาอำนาจจากแผ่นดินใหญ่คงจะพังทลายไปเสียแล้ว"
"ฮึ่ม!" เย่ซือหยูพ่นลมหายใจอย่างรำคาญใจ ในอีกด้านหนึ่งหวงเทียนหลงทำได้เพียงส่ายหน้าให้แก่ความโชคร้ายของเย่ซ่ง
แม้แต่ตัวมันเองก็เกือบจะถูกเฟยเฉินสังหารในยามที่พบเจอกันเป็ครั้งแรก ดังนั้นผลลัพธ์ของเย่ซ่งคงจะคาดเดาได้ไม่ยากนัก
ทว่าหากเย่ซ่ง้าได้เปรียบเหนือเฟยเฉิน มันจำต้องใช้ระดับปราณที่สูงกว่าในการพลิกแพลงสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด นั่นเป็เพราะข้อเสียเดียวของเฟยเฉินคือระดับการบำเพ็ญที่ต่ำกว่าถึงสามขั้น!
เซียวชิงโหรวก็เรียกขานผู้เข้าร่วมที่เหลืออีก 6 คนตามลำดับหมายเลข จนได้ข้อสรุปดังนี้
คู่ที่หนึ่ง : เย่ซ่ง - เฟยเฉิน
คู่ที่สอง : โอวหยางกง - หวงหลิงซู
คู่ที่สาม : เมิ่งหลิว - ฉินเหวินเทียน
คู่ที่สี่ : มู่เทียนเฉิง - โม่จืออี้
ในขณะที่ฝูงชนส่งเสียงฮือฮา มู่หรงปิงเฟิงที่นั่งใกล้กับเจี้ยนเทียนกงจึงเอ่ยถามด้วยเสียงแ่ "ผู้เฒ่าเจี้ยน ท่านพบเจอใครที่ผิดปกติและมีแนวโน้มว่าเป็จักรพรรดิมารแล้วหรือยัง?"
แต่เจี้ยนเทียนกงกลับกล่าวด้วยสีหน้าไม่แน่ใจนัก "ในสนามประลองยังไม่มีผู้ใดที่มีอากัปกิริยากระเหี้ยนกระหือรือออกนอกหน้า แต่ทางฝั่งของอัฒจันทร์เมืองเทียนหยุนและเมืองเทียนเหล่ยมีอยู่สองคนที่ตกเป็ผู้ต้องสงสัยเนื่องจากความโลภที่ฉายแววเด่นชัดในแววตา"
มู่หรงปิงเฟิงพยักหน้าเบาๆ "ข้าได้สั่งการให้ผู้าุโจากสำนักวัง์ทั้งสองเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ข้าเชื่อว่าเมื่อการประลองสิ้นสุด จักรพรรดิมารต้องเผยตัวออกมาอย่างแน่นอน"
"โอ้? เหตุใดท่านจึงคิดเช่นนั้น?" เจี้ยนเทียนกงเหล่ตามองอย่างฉงน
มู่หรงปิงเฟิงกล่าวย้ำด้วยความมั่นอกมั่นใจ "เมื่อหาผู้ชนะเลิศได้ข้าเชื่อว่าจักรพรรดิมารจะปรากฏตัวในลักษณะสองเส้นทางเท่านั้น"
"เส้นทางแรกจักรพรรดิมารอาจจะรอให้ผู้ชนะได้รับเืับริสุทธิ์ไปเสียก่อนจึงจะเข้าแย่งชิงหลังจากผู้ชนะเลิศออกจากเขตสนามประลอง"
"ส่วนเส้นทางที่สองจักรพรรดิมารจะ่ชิงเืับริสุทธิ์ต่อหน้าต่อตาพวกเราโดยไม่สนใจใดๆ"
"แต่ถ้าหากจักรพรรดิไม่ปรากฏตัวและผู้ชนะเลิศได้รับเืับริสุทธิ์ไปแล้วเล่า?" เจี้ยนเทียนกงเอ่ยถามหากเหตุการณ์ไม่ดำเนินไปตามแผนการ
มู่หรงปิงเฟิงยิ้มเล็กยิ้มน้อยด้วยแววตาเ็า "พวกเราจะยื่นข้อเสนอให้ผู้ชนะเลิศได้รับทรัพยากรที่ดีที่สุด และริบเืับริสุทธิ์กลับคืนเฉกเช่นทุกที...แต่หากมันขัดขืนก็ฆ่ามัน! ก็เท่านั้น"
เจี้ยนเทียนกงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะเบือนสายตาไปยังสนามประลองต่อไป
. . .
หลังจากจัดเรียงคู่ต่อสู้ตามลำดับหมายเลขได้แล้ว เซียวชิงโหรวให้ทุกคนลงจากสนามประลองและยืนรออยู่ข้างๆสนามประลองเฉกเช่นเดียวกับเจี้ยนเจี้ยน เซียวหยูหลงและเว่ยเส้าเทียน
เซียวชิงโหรวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มันยกแขนขึ้นสูงเสียดฟ้าก่อนจะประกาศเสียงดังสนั่น "การประลองคู่แรก เฟยเฉินและเย่ซ่ง ลงสู่สนาม!"
คำประกาศของเซียวชิงโหรวทำให้ขาที่มั่นคงของเย่ซ่งอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอย่างฉับพลัน มันอดไม่ได้ที่จะสาปแช่งในใจ
[ไอ้สารเลว! หากต้องต่อสู้กับมู่เทียนเฉิงยังพอเข้าใจ แต่จะให้ข้าไปต่อสู้กับคนบ้าเช่นนั้นข้าไม่เอาด้วย!]
[แม้แต่กู่เสิ่นชางที่แข็งแกร่งกว่าข้ายังโดนเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น! ซ้ำแล้วยังตกอยู่ในสภาพพิกลพิการเช่นนั้นอีก]
[เหตุใดข้าจึงดวงกุดเช่นนี้ ดูเหมือนต้องกลับไปทำบุญเสียบ้างแล้ว]
แม้นจะสิ้นสุดคำประกาศแต่เย่ซ่งยังคงยืนขาสั่นอยู่ที่เดิม ในขณะไป๋เฉินย่างกรายเข้าสู่สนามประลองอย่างเรียบง่ายและยืนรออยู่ใจกลางสนามประลองอย่างใจเย็น
เย่ซือหยูที่สังเกตเห็นถึงความกลัวในแววตาของเย่ซ่ง มันจึงรีบะโดึงสติบุตรชายของมันอย่างดุเดือด "ซ่งเอ๋อร์! เ้าอย่าได้ลืมว่าเ้าแข็งแกร่งกว่าเฟยเฉินถึงสามขั้น! หากเ้าไม่ประมาทข้าเชื่อว่าเ้าสามารถเอาชนะเฟยเฉินผู้นั้นได้...เพราะฉะนั้นทำให้ที่สุด!"
เมื่อได้ยินเสียงปลุกเร้าของบิดา เย่ซ่งที่หลงทางอยู่กับภาพติดตาของเสิ่นกู่ชางที่กลายเป็คนพิกลพิการก็ได้สติกลับคืนมา ก่อนที่มันจะสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด
แววตาที่หวาดกลัวกลับเปล่งประกายแสงเจิดจ้า "ถูกต้อง! แม้นว่าข้าจะพ่ายแพ้ แต่ข้าควรจะแสดงจิติญญาแห่งนักสู้ให้แก่ผู้คนได้ประจักษ์!"
"ยอดเยี่ยม!" เย่ซือหยูปรบมืออย่างชื่นชม ตามมาด้วยเสียงะโให้กำลังใจดังก้องอาณาบริเวณ
"เย่ซ่ง!"
"เย่ซ่ง!"
"เย่ซ่ง!"
"เย่ซ่ง!"
เย่ซ่งสูดลมหายใจเข้าลึกๆอีกคราพร้อมกับรวบรวมความกล้าย่างกรายขึ้นสู่ขั้นบันไดหินและตรงไปยังกลางสนามประลองด้วยรัศมีแห่งความเด็ดเดี่ยว
ไป๋เฉินที่ยืนรอในขณะมือไพล่หลังก็อดไม่ได้ที่จะชมเชย "ไม่เลว สามารถปรับสภาวะอารมณ์ได้ภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้ เ้าคู่ควรกับเป็นายน้อยของเมืองเทียนเหล่ยอย่างแท้จริง"
แม้นแววตาของเย่ซ่งจะมีความหวาดกลัวหลบซ่อนอยู่ลึกๆ แต่มันยกมือขึ้นมาประสานอย่างสุภาพ "ได้โปรดชี้แนะข้าด้วย!"
