บัดนี้ทุกคนจึงมีโอกาสได้สังเกตสองแม่ลูกคู่นี้อย่างละเอียด หญิงสาวร่างรูปร่างไม่สูงมาก ค่อนข้างอวบเล็กน้อย ผิวขาวนวล หน้าผากอวบอิ่ม ใบหน้าถือว่าสวยงาม ตอนนี้นางสวมชุดกระโปรงยาวสีแดง สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนสุนัขจิ้งจอกสีขาว ทำให้นางดูสง่าขึ้นอีกสามส่วน
พูดตามตรงแล้ว หญิงสาวคนนี้จัดได้ว่าสะสวย หากเป็วันปกติทั่วไปทุกคนก็คงจะเหลียวมองนางอย่างสนใจ แต่ในวันนี้มีองค์หญิงที่งดงามระดับล่มเมืองยืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวคนนี้จึงดูธรรมดาไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อมองไปที่เด็กในอ้อมแขนของนาง ซึ่งดูเหมือนจะอายุไม่ถึงสองปี หน้าตาของเขาเหมือนกับกงจื้อิราวกับแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ไม่ว่าใครก็ไม่สงสัยว่าบิดาของเขาจะเป็คนอื่น
ในเวลานั้นไม่รู้ว่าลมเย็นพัดมาพร้อมกับฝุ่นหรือไม่ พัดมาซ้ำอีกครั้ง และมุ่งตรงมายังติงเหว่ยและลูกชาย กงจื้อิที่ยืนอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว เขาดึงเสื้อคลุมขึ้นมาและปกป้องภรรยากับลูกไว้ในอ้อมแขนของเขา
ใบหน้าทั้งสองซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมเพื่อหลีกเลี่ยงลมเย็น แล้วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก อันเกอเอ๋อร์ลูกชายของพวกเขาซนมาก เขาหอมแก้มแม่ของเขา ทำให้ติงเหว่ยยิ้มอย่างมีความสุข แล้วนางก็หันไปมองกงจื้อิด้วยความภูมิใจ ราวกับจะอวดถึงความสนิทสนมของนางกับลูกชาย
กงจื้อิส่ายหน้าอย่างจนใจ เขาสะบัดเสื้อคลุมลง มือข้างหนึ่งรับลูกมาอุ้มไว้ และอีกมือหนึ่งจับมือติงเหว่ยแล้วมองไปยังราชรถที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
พวกขันทีที่รับผิดชอบการขับราชรถนั้นได้แต่มองด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครตอบสนองว่าถึงคราวที่พวกเขาต้องออกโรงแล้ว
อวี้ฉือหุ่ยก้าวเข้าไปเตะขันทีคนหนึ่งจนล้มลงไป แล้วจับบังเหียนเพื่อกระชากราชรถที่มีม้าแปดตัวให้เดินไปทางนั้น
กงจื้อิอุ้มลูกขึ้นรถก่อน แล้วจึงอุ้มติงเหว่ยตามขึ้นไป ทำให้นางใจนเกือบจะร้องออกมา แต่สุดท้ายก็อายจนไม่กล้ามองใบหน้าที่ตกตะลึงของทุกคน นางรีบอุ้มลูกนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมข้างๆ
อวี้ฉือหุ่ยยึดตำแหน่งสารถีไว้โดยสมบูรณ์ เขายกมือขึ้นควบคุมม้าแปดตัว พาครอบครัวของท่านแม่ทัพผู้มีอำนาจเข้าเมืองอย่างสง่าผ่าเผย เฉิงเถียหนิวก็ขับรถตามไป ปล่อยให้เหล่าขุนนางและราษฎรที่หน้าประตูเมืองได้แต่ตกตะลึง ไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่น้อย บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงเข็มตก
ท้ายที่สุดแล้ว อัครมหาเสนาบดีกรมพิธีการผู้รับผิดชอบงานพิธีเป็คนแรกที่ได้สติ เขาะโสั่งเหล่าขันทีที่ถือร่มสีทองทรงกลมหลีกทางให้เหล่าขันทีที่ถือป้ายรีบตามไป
การกระทำนี้คล้ายกับการเปิดกล่องแพนโดร่า [1] จุดชนวนให้หน้าประตูเมืองร้อนระอุทันที บรรดาขุนนางล้วนมีสีหน้าที่ซับซ้อน และมองหน้ากันด้วยความสงสัย ไม่มีผู้ใดเข้าใจความรู้สึกของตนเองอย่างชัดเจน
หรือว่าพวกเขาจะเดาผิดไป ท่านแม่ทัพไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ต่อองค์หญิงชิงเฉิงใช่หรือไม่? หรือเป็เพราะเื่ที่อดีตฮ่องเต้วางยาพิษ ทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่เกลียดองค์หญิงชิงเฉิงไปด้วย
เมื่อคิดเช่นนี้ ขุนนางที่อยู่ข้างองค์หญิงชิงเฉิงก็ค่อยๆ เริ่มขยับเท้า บางคนที่เก่งในการเล่นพรรคเล่นพวกก็เริ่มคิดถึงวิธีการว่าจะประจบสองแม่ลูกคู่นั้นอย่างไรดี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าพวกนางเป็ที่โปรดปรานของท่านแม่ทัพใหญ่มากกว่า
ส่วนราษฎรที่มาดูเหตุการณ์นั้นไม่มีความคิดและการวางแผนเหมือนขุนนางเ่าั้ พวกเขาแค่ประหลาดใจมากที่ท่านแม่ทัพใหญ่หลงใหลในหญิงสาวธรรมดาคนหนึ่ง
“พี่หวัง เห็นหรือเปล่า? หญิงสาวคนนั้นใช่แม่ครัวที่ว่ากันว่าสนิทสนมกับท่านแม่ทัพหรือเปล่า?”
“ใช่ๆ ข้าว่าคงไม่ผิดแน่ เ้าไม่เห็นหรือว่ามีเด็กคนหนึ่งอยู่ด้วย? ข้าได้ยินมาว่าเป็ลูกของหญิงสาวคนนั้น เขาเป็ลูกชายคนเดียวของท่านแม่ทัพใหญ่”
“โธ่! หญิงคนนั้นสวยไม่ถึงครึ่งขององค์หญิงเลย ทำไมท่านแม่ทัพใหญ่ถึงได้ทิ้งองค์หญิงแล้วพาหญิงคนนั้นไปเล่า?”
“ใช่แล้ว หากเป็ข้า ข้าก็จะเลือกองค์หญิงนะ”
“น่าสงสารองค์หญิงยิ่งนัก นางอุตส่าห์ออกจากวังมาเพื่อรับท่านแม่ทัพใหญ่ แต่ท่านแม่ทัพใหญ่กลับทำเช่นนี้ ไม่นึกถึงความรู้สึกของนางเลย”
“พวกเ้าไม่รู้หรอก ในสายตาคนรักเห็นไซซี [2] ท่านแม่ทัพใหญ่คงเจอคนที่ถูกใจเข้าแล้ว!”
“ก็คงอย่างนั้น ข้าก็ได้ยินมาว่าหญิงคนนั้นเป็แม่ครัวที่ดูแลท่านแม่ทัพใหญ่หลังจากที่เขาเผชิญกับอันตราย ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในยามทุกข์ยาก ท่านแม่ทัพใหญ่ดีกับนางบ้างก็เป็เื่สมควรอยู่แล้ว”
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ เมื่อมองไปที่องค์หญิง ทุกคนก็มีแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร แน่นอนว่าไม่มีใครยอมรับว่าความรู้สึกนั้นแอบแฝงด้วยความรู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น หลังจากที่พวกเขาเงยหน้ามองผู้สูงศักดิ์เหล่านี้มานาน ในที่สุดก็ได้เห็นคนหนึ่งตกลงมาจากก้อนเมฆ ซึ่งเป็เื่ที่หาได้ยากสำหรับราษฎรที่อาศัยอยู่บนพื้นดินมาโดยตลอด…
สีหน้าขององค์หญิงชิงเฉิงที่ซ่อนอยู่หลังม่านนั้นโกรธเคืองจนไม่อาจบรรยายเป็คำพูดได้ นางพยายามรักษาท่าทางที่สง่างามขณะพยักหน้าให้เหล่าขุนนาง แล้วเดินกลับไปขึ้นรถม้าอย่างช้าๆ
แม่นมาุโที่อยู่คอยปรนนิบัติรับใช้ข้างๆ ด้วยความระมัดระวัง นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยปลอบโยน “องค์หญิง อาจเป็เพราะไม่ได้พบกันหลายปี ท่านแม่ทัพใหญ่จึงไม่สะดวกจะพูดอะไรต่อหน้าผู้อื่น...”
แต่ไม่ทันที่นางจะพูดจบ ก็ได้ยินเสียง “กึก” เบาๆ เล็บนิ้วก้อยขององค์หญิงหักจนมีเืไหลออกมา
“โถ่! องค์หญิง!” แม่นมาุโใ นางรีบเข้าไปแยกนิ้วขององค์หญิงออกมาอย่างสุดแรง พบว่าเล็บยาวที่เคยสวยงามนั้นหักลงไปจนถึงโคนและฝังลึกอยู่ในฝ่ามือ เืสีแดงสดหยดลงบนพรมขนยาวสีขาว ราวกับดอกเหมยที่บานสะพรั่งกลางพายุหิมะ
“องค์หญิงทรงระงับความโกรธเอาไว้เสียก่อน หากท่านโกรธก็ตีบ่าวเถิด แต่ได้โปรดอย่าทำร้ายตัวพระองค์เองเลย!” แม่นมาุโพูดด้วยความปวดใจ อยากจะเอาตัวเองมารับโทษแทนองค์หญิง
องค์หญิงได้สติกลับคืนมา นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ดึงเล็บออกแล้วโยนลงบนพรม จากนั้นจึงสั่งว่า “แม่นม อย่าให้หญิงชั้นต่ำนั่นเข้าวังหลวงไปได้เด็ดขาด จงไปเอาป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำของข้าไปหาหัิกับหลิวหลี่สองสมุหพระอาลักษณ์ และบอกพวกเขาว่า ถึงเวลาที่พวกเขาจะได้จารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์แล้ว”
แม่นมาุโมองฝ่ามือขององค์หญิงด้วยความกังวล นางอยากจะพันแผลให้เสร็จก่อนแล้วค่อยออกไป แต่ก็รู้ดีว่าสถานการณ์ตอนนี้เร่งด่วนขนาดไหน จึงสั่งให้นางกำนัลสองคนที่นั่งคุกเข่าอยู่ท้ายรถม้าเข้ามาปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงแทน จากนั้นก็รีบนำแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำไป เมื่อรถม้าเลี้ยวเข้าถนนที่พลุกพล่านสายหนึ่งแล้ว นางก็ลงจากรถไป…
ติงเหว่ยอุ้มลูกชายนั่งเคียงข้างกงจื้อิอยู่ในราชรถที่กำลังแล่นอยู่บนถนนในเมืองหลวง ราชรถที่มีม้าแปดตัวลากดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ แต่ในความเป็จริงแล้วด้วยขนาดที่ใหญ่ทำให้เดินทางได้ช้ามาก ติงเหว่ยมองดูสิ่งของต่างๆ ที่จัดวางตกแต่งอยู่ในรถ จากนั้นจึงหันมามองทิวทัศน์ข้างถนน แต่ก็น่าเสียดายที่ทุกครั้งที่ราชรถผ่าน ทุกร้านต้องปิดเพื่อป้องกันการลอบสังหาร มีเพียงราษฎรที่กล้าหาญไม่กี่คนคุกเข่าอยู่ข้างทาง ศีรษะของพวกเขาก้มลงจนแทบจะติดกับถนนหิน
เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจ นางจึงบ่นเบาๆ ว่า “ราชรถนี่นั่งไม่สบายเท่ารถม้าของเราเลยนะ!”
กงจื้อินั่งอย่างสง่างามอยู่ที่ที่นั่งหลัก มองถนนที่คุ้นเคยอย่างเหม่อลอย เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาก็รู้สึกขบขัน จึงดึงนางมาข้างหน้า แล้วชี้ไปที่ร้านค้าและโรงเตี๊ยมใกล้ๆ พร้อมบอกว่า “ร้านไท่ไป๋จวีร้านนี้มีเหล้าดอกบัวที่ขึ้นชื่อ ถึงแม้จะไม่แรงเท่าเหล้าที่เ้าเคยชิม แต่ก็มีรสชาติที่พิเศษเหมาะสำหรับจิบเพลินๆ ยามชมวิว
ส่วนร้านเหลียวจี้ทำเตี่ยนซินได้รสชาติไม่เลว ข้าจำได้ว่ามีขนมเหมยฮวาเกา [3] รสชาติทั้งหวานและนุ่ม น่าจะถูกปากเ้า วันหลังข้าจะพาเ้าและอันเกอเอ๋อร์มาเดินเที่ยวแล้วลองชิมดู”
เป็อย่างที่คาดไว้เมื่อได้ยินเื่กินและดื่ม ติงเหว่ยก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
มีคำกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” นางเองก็เป็เ้าของร้านเตี่ยนซินแล้วด้วย และในอนาคตจะเปิดร้านในเมืองหลวง การทำความเข้าใจ “ศัตรู” เป็เื่ที่จำเป็มาก
เมื่อได้ยินว่ากงจื้อิแนะนำเหมยฮวาเกา นางจึงอยากจะสั่งให้คนไปซื้อทันที แต่ก็รู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้อาจจะไม่เหมาะสม
อาจเป็เพราะความผูกพันและใจสื่อถึงกันระหว่างแม่ลูก อันเกอเอ๋อร์ที่กำลังเล่นผ้าไหมสีเหลืองสดบนหน้าต่างก็ได้กลิ่นหอมจากร้านนั้น ทำให้ท้องของเขารู้สึกหิวขึ้นมาทันที เขายกมือน้อยๆ ยื่นออกมาแล้วร้องว่า “เอา เอา!”
กงจื้อิเองแม้จะมีความคิดที่จะถ่ายทอดความรู้สึก แต่เมื่อเห็นสายตาของภรรยาและลูกที่อยากจะลิ้มลองขนม ก็ได้แต่กลืนความคิดนั้นลงท้องไป…
ขบวนรถของเหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊เรียงรายยาวตามหลังราชรถ เดินทางอย่างช้าๆ ไปข้างหน้า โดยมีทหารม้าสามพันนายคุ้มกันข้างๆ ขบวนเคลื่อนตัวไปอย่างสง่างามบนถนน ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด อยู่ๆ ราชรถก็หยุดกะทันหัน ทุกคนต่างใ ไม่เข้าใจว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น
เมื่อเห็นทหารม้าคนหนึ่งะโลงจากหลังม้าแล้วไปเคาะประตูร้านข้างถนน ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจขึ้นไปอีก หรือว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะเจอมือสังหารเข้า หรือว่าคนในร้านนั้นทำอะไรไม่เหมาะสม?
ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดา ทหารม้าคนนั้นกลับวิ่งออกมาจากร้านพร้อมกับห่อขนม แล้วนำไปให้คนในราชรถ ไม่นานก็ได้ยินเสียงหัวเราะของหญิงสาวและเด็กน้อยดังออกมา และราชรถก็เริ่มเคลื่อนตัวต่อไป…
ขบวนรถก็เคลื่อนตามไปเช่นกัน แต่คนที่นั่งอยู่ในรถกลับมีสีหน้าซับซ้อนมากขึ้น บรรดาขุนนางาุโที่นั่งอยู่ด้วยกันต่างก็หงุดหงิดจนหนวดกระดกขึ้น พูดเสียงเบาว่า “สตรีนำพาหายนะ! ท่านแม่ทัพคิดอะไรอยู่กันแน่? ทิ้งองค์หญิงผู้สง่างามและมีคุณธรรมไว้ แล้วไปเอาใจ…หญิงสาวคนหนึ่งเช่นนั้น! ในเวลาเช่นนี้ ยังจะหยุดรถเพื่อซื้อของกินให้นางอีก ช่างไร้สาระสิ้นดี! เหลวไหลที่สุด!”
อีกคนก็ถอนหายใจ “ทุกคนพูดกันว่าสกุลกงจื้อมีแต่คนที่รักมั่นคง วันนี้เห็นได้ชัดว่าเป็จริง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีลูกชายคนเดียวในตระกูลหรอก หากรับสตรีมาเพิ่มสักสองสามคน คงไม่ต้องมานั่งห่วงว่าตระกูลใหญ่โตอย่างสกุลกงจื้อจะเหลือทายาทแค่คนเดียว!”
ระหว่างที่พูดกัน ต่างก็หันไปมองท่านอัครมหาเสนาบดีฟางที่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีจะพูดอะไร จึงอดไม่ได้ที่จะเร่งเร้า “ท่านฟาง ท่านแม่ทัพใหญ่เป็ศิษย์ของท่าน เื่นี้ท่านน่าจะกราบทูลให้เขาเลิกคิดบ้างนะ!”
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางได้ยินดังนั้นก็ลืมตาขึ้นแล้วถอนหายใจว่า “เื่รักๆ ใคร่ๆ ก็ต้องให้ท่านแม่ทัพเป็คนเลือกเอง พวกเราคนนอกจะไปพูดอะไรได้?”
บรรดาขุนนางาุโยังอยากจะพูดต่อ แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่จวนของอัครมหาเสนาบดีฟางมีภรรยาเพียงคนเดียว แม้ว่านางจะป่วยหนักมานานหลายปี ก็ไม่เคยได้ยินว่าท่านรับอนุภรรยาเพิ่มเลย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทุกคนก็พากันเงียบไปทันที ในใจอดที่จะค่อนขอดไม่ได้ พวกเขาใจร้อนไปหน่อย ลืมไปว่าท่านฟางเองก็เป็คนที่มีความรักอย่างมั่นคงเช่นกัน
การพูดคุยกับคนที่มีความรักมั่นคงถึงวิธีการเตือนให้คนอีกคนหนึ่งที่มีความรักมั่นคงเช่นกัน “กลับตัวกลับใจ” นี่คงเป็ข้อเสนอที่โง่เขลาที่สุดในชีวิตขุนนางของพวกเขาแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงว่าบรรดาขุนนางาุโจะคิดแผนร้ายอย่างไร และไม่ต้องบอกว่าองค์หญิงในรถม้าจะโกรธจนเล็บหักไปอีกกี่ครั้ง แค่พูดถึงว่าในราชรถตอนนี้ติงเหว่ยและลูกชายกำลังกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยเป็ที่สุด
มีคำกล่าวว่า ยอดฝีมืออยู่ในหมู่ราษฎร แม้ว่านางจะนำวิธีการทำอาหารต่างๆ มาจากชาติที่แล้ว และคิดว่าอร่อยและแปลกใหม่กว่าของที่ซีเฮ่ามาก แต่วันนี้ก็ได้บทเรียนที่ดี
เหมยฮวาเกานี้น่าจะใช้ข้าวเหนียวนึ่ง ตำด้วยมือหลายครั้งจนได้เนื้อััที่ดี อีกทั้งยังมีไส้ที่ทำจากน้ำตาลที่สกัดจากดอกเหมย กินแล้วอร่อยจริงๆ
กงจื้อิเห็นภรรยาและลูกชายแย่งเหมยฮวาเกาชิ้นสุดท้ายกัน ก็อดหัวเราะไม่ได้ “ถ้าชอบกิน พรุ่งนี้ข้าจะให้คนไปซื้ออีกก็ได้”
ติงเหว่ยยัดขนมเหมยฮวาเข้าปาก ตัดความหวังของลูกชายอย่างเด็ดขาด แล้วจึงตอบว่า “ลูกยังเล็กอยู่ เตี่ยนซินที่ย่อยยากแบบนี้ต้องกินให้น้อยๆ หน่อย”
กงจื้อิพยักหน้า แต่เ้าอันเกอเอ๋อร์ก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลนี้ เขายกมือน้อยๆ จะไปแย่งขนมจากปากของแม่ แต่พอแย่งไม่สำเร็จก็เริ่มทำหน้าจะร้องไห้
-----------------------------------------
[1] กล่องแพนโดร่า 潘多拉魔盒 หมายถึง กล่องที่เต็มไปด้วยความเลวร้ายและภัยพิบัติ ที่ซุสมอบให้นางแพนโดรา โดยมีคำสั่งว่า 'ห้ามเปิดเด็ดขาด!' แต่สุดท้ายนางแพนโดราเปิดเพราะความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ความโชคร้ายและภัยพิบัติหายนะต่างๆ ตกลงมาสู่โลกมนุษย์
[2] ในสายตาคนรักเห็นไซซี 情人眼里出西施 หมายถึง หากรักใคร คนคนนั้นทำอะไรก็จะดูดีไปหมด หรือที่เรียกว่าหลงจนหัวปักหัวปำ โดยเปรียบเปรยกับหนึ่งในสี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีนที่มีนามว่า “ไซซี” ซึ่งนางได้รับฉายาว่า “มัจฉาจมวารี” ซึ่งหมายถึง ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ
[3] เหมยฮวาเกา 梅花糕 หมายถึง ขนมเค้กดอกเหมย
