ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงทั้งสองวิ่งตะบึงราวคลุ้มคลั่งไปอีกสองลี้ก็ััได้ว่ารังสีฆ่าฟันเื้ัสาบสูญไป พวกมันมองหน้ากันด้วยสีหน้าว่างเปล่าก่อนจะหันหลังกลับไปดู
ถนนด้านหลังปราศจากผู้คนไร้ร่องร่อยของผู้ไล่ล่า
“หรือว่าพวกเราหนีพ้นแล้ว?” จิ้งิเฟิงถามอย่างไม่วางใจ
ไป๋หยุนเฟยก็ไม่แน่ใจเช่นกัน แต่ก่อนจะทันได้เอ่ยปาก ดวงตามันก็เบิกกว้างด้วยความแตกตื่นยามมองไปในอากาศที่ห่างออกไปห้าสิบวาด้านหลัง
ขณะเดียวกัน จิ้งิเฟิงก็มองเห็นที่ห่างออกไปห้าสิบวาเช่นเดียวกัน ที่ยืนอยู่กลางอากาศสูงขึ้นไปหลายวาเป็เงาร่างของคนสองคนที่กำลังเดินเข้าหาพวกมันอย่างปลอดโปร่ง
“ก้าวย่างกลางเวหา พวกมันเป็เอกะิญญา!” ยามร่ำร้องสีหน้าจิ้งิเฟิงพลันซีดเผือดราวคนตาย มันแทบสะดุดล้มลง “รังสีพลังนี้... พวกมันคือสองคนที่กำลังสนทนากันในห้องนั้น! พวกมันถึงกับบรรลุด่านเอกะิญญา!”
ไป๋หยุนเฟยก็แตกตื่นตะลึงลานเช่นกัน การก้าวย่างกลางเวหานี้จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อความชำนาญในการควบคุมพลังธาตุอยู่ในระดับสูงล้ำ เมื่อบรรลุถึงระดับนั้นจะสามารถก้าวเดินในอากาศโดยอาศัยพลังธาตุที่ถูกผนึกเป็แท่นรองเท้า ผู้ที่จะแสดงฝีมือเช่นนี้ออกมาได้อย่างน้อยต้องบรรลุถึงด่านเอกะิญญา
“พวกมันเพียงคนเดียวก็ฝีมือร้ายกาจเท่าพี่หงยินแล้ว!” ใบหน้าไป๋หยุนเฟยชะงักค้างขณะที่สองตาส่งประกายแวววับ “พวกมันต้องไล่ตามมาสังหารเราสองคนแน่ แต่เท่าที่เห็นพวกมันกลับเดินอย่างแช่มช้า ต้องหมายความว่า... พวกมันกำลังรอดูว่าเราทั้งคู่มี‘พรรคพวก’อีกหรือไม่ หากมีใครปรากฏตัวออกมาพวกมันก็แค่ลงมือสังหารให้หมดสิ้น”
“จิ้งิเฟิง” ไป๋หยุนเฟยมองไปยังทางแยกบนถนนพลางกระซิบ “พวกเราแยกกันหลบหนี ไม่แน่ว่าเราสองจะหนีพ้นได้ ทางที่ดีเ้าควรเริ่มภาวนาให้กับตัวเองได้แล้ว...”
จิ้งิเฟิงเหม่อลอยไปชั่วขณะก่อนจะถูกความเป็จริงกระชากสติกลับมา ด้วยของทั้งสี่ชิ้นที่ไป๋หยุนเฟยมอบให้ แม้ช่วยให้ความเร็วเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย แต่กับผู้บรรลุด่านเอกะิญญาที่ติดตามมาทั้งคู่ หากพวกมันยังหลบหนีด้วยกันจะต้องถูกสังหารโดยไม่ต้องสงสัย แต่หากพวกมันแยกกัน เอกะิญญาทั้งคู่ต้องแยกกันไล่ตามเช่นกัน เมื่อเป็เช่นนั้นมันจะสามารถใช้เคล็ดิญญาอันเร้นลับของตนเพื่อหาทางหลบหนีเอาชีวิตรอดได้...
ชั่วขณะที่เข้าใจกระจ่างสีหน้าจิ้งิเฟิงฉายแววตกลงใจ มันพยักหน้าตอบกลับไป “ตกลง ต่างคนต่างหนี! ไป๋หยุนเฟย ต้องขอภัยจริงๆที่ลากเ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง! ข้าไม่มีเจตนาแม้แต่น้อย หลังจากนี้เป็ต้นไปถือว่าเ้าเป็สหายของข้า!”
“ไปของมารดาเ้า! หากเลือกได้ ข้าขอไม่พบกับเ้าอีก!” ไป๋หยุนเฟยกลอกตากล่าวอย่างขุ่นเคือง “เก็บคำพูดเ้าไว้ใช้คราวหน้าเถอะ อย่าได้คิดจะใช้เล่ห์กลต่อข้าอีกเ้าจอมใส่ร้ายไร้ยางอาย! ครั้งหน้าข้าต้องทุบตีเ้าให้หนำใจ!”
“ฮ่า ฮ่า ถ้าเช่นนั้นพวกเราค่อยพบกันใหม่!”
ทั้งคู่ตกลงกันได้อย่างรวดเร็ว เมื่อไปถึงทางแยกพวกมันก็พยักหน้าแก่กันเบาๆ อาศัยแรงถีบเท้าก็แยกทางกันหลบหนีสุดชีวิต
……
“เอ๊ะ? พวกมันแยกกัน? หรือจะคิดว่าแยกกันหลบหนีเช่นนี้แล้วจะรอดไปได้?” ชายชุดม่วงหัวเราะลั่น
“จะมีอะไรมากไปกว่ามุสิกที่ดิ้นรนเป็ครั้งสุดท้าย พวกเราแยกกันไล่ตาม หากพวกมันไม่มีพรรคพวกอื่นใดออกมาช่วยอีกก็สังหารมันเสีย” ร่างในชุดดำเพียงกล่าววาจาอย่างเฉื่อยชาราวกับแค่เอ่ยถึงการฆ่ามุสิกตัวหนึ่งแทนที่จะเป็มนุษย์
กล่าวจบร่างทั้งสองก็แยกทางไปซ้ายขวา ชายวัยกลางคนไล่ตามจิ้งิเฟิงขณะที่ชายชุดดำไล่ตามไป๋หยุนเฟยไป
……
ไป๋หยุนเฟยนำเครื่องประดับที่ช่วยเสริมความเร็วทั้งหมดออกมาใส่ มันใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นวิ่งหนีตายด้วยความเร็วอันน่าตระหนกทิ้งเพียงภาพติดตาไว้เื้ั
ฝีเท้าของมันรวดเร็วขนาดทำให้ผู้ไล่ล่าตะลึงไปชั่วขณะ ชายชุดดำยิ้มหยันเร่งฝีเท้าพุ่งวาบย่นระยะเข้าใกล้ไป๋หยุนเฟยในระยะร้อยวาเศษ
“บัดซบ บัดซบ เ้าอุบาทว์บัดซบ!!” ไป๋หยุนเฟยไม่ต้องหันกลับไปมอง ก็ทราบว่าผู้ที่อยู่ด้านหลังไล่ตามมาโดยไม่ลำบากกินแรง ไป๋หยุนเฟยเม้มปากเร่งเร้าโคจรพลังิญญาลงสู่สองเท้าอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะะเิพลังเร่งความเร็วขึ้นอีก ทันใดนั้นมันก็มองเห็นประตูเมืองอยู่ห่างออกไปไม่ถึงห้าสิบวา
ดวงตาไป๋หยุนเฟยพอประกายปัญญาวูบ ขณะเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้งมือขวาก็สะบัดวูบ ได้ยินเสียงเสียดแก้วหูดังขึ้น พร้อมกับเสียง“ฉึก” มีดสั้นก็ปักเข้าไปในกำแพงมิดด้าม เหลือไว้เพียงด้ามจับโผล่ออกมา
ขณะที่มีดสั้นปักเข้าไปในกำแพง ไป๋หยุนเฟยก็ทะยานขึ้นจากพื้นส่งร่างลอยเฉียงขึ้นไปหลายวา จากนั้นอาศัยด้ามมีดสั้นเป็ฐานส่งร่างตัวเองออกไปนอกเมืองโดยที่ไม่ต้องชะงักร่างลง
ร่างในชุดดำส่งยิ้มเย้ยหยันก่อนจะก้าวเท้าราวขึ้นบันไดล่องหนอย่างปลอดโปร่ง พริบตาเดียวมันก็เลยพ้นกำแพงพร้อมกับที่เห็นไป๋หยุนเฟยถลันเข้าป่าศิลาเบื้องหน้าไป
ร่างในชุดดำยืนอยู่เหนือกำแพงชั่วครู่พลางใช้พลังสำรวจพื้นที่เบื้องหน้า ในที่สุดมันก็หมดความอดทน เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดปรากฏตัวออกมาช่วยเหลืออีกฝ่ายมันก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีก เตรียมลงมือฆ่ามุสิกตัวนี้ให้ตาย
แสงสีทองใต้ฝ่าเท้าสว่างขึ้นวูบยามที่มันเลิกใช้เคล็ดก้าวย่างกลางเวหา เพียงทะยานเบาๆก็ไปหยั่งเท้าเหนือก้อนหินขนาดมหึมาสูงหกวา ก่อนจะย่ำเท้าอันหนักหน่วงลงสองครา
“ปัง!” ก้อนหินใต้ฝ่าเท้ามันกลายเป็แอ่งขนาดร่วมวาก่อนจะทลายลง แต่ก่อนที่ก้อนหินจะแตกสลายร่างมันก็พุ่งใส่ไป๋หยุนเฟยด้วยความเร็วที่เหนือกว่าหลายเท่าตัว!
พริบตาเดียวมันก็ข้ามระยะร้อยวาที่คั่นระหว่างสองฝ่ายเข้าถึงตัวไป๋หยุนเฟย!
พริบตานั้นไป๋หยุนเฟยพลันพลิกกายหลบเลี่ยง ขณะที่พลิกกายก็ปรากฏประกายเย็นเยียบพุ่งวาบใส่ชายชุดดำ!
“เฮอะ!” ชายชุดดำแค่นเสียงเย้ยหยัน มันไม่หลบเลี่ยงเพียงวาดมือขวาที่เรืองแสงสีเหลืองทองใส่ ตามมาด้วยเสียงแตกหักดังขึ้นถี่ยิบสี่ครั้ง มีดสั้นที่ไป๋หยุนเฟยซัดใส่สุดกำลังกลับถูกขยี้แหลกในคราเดียว!
มันไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย ขณะใกล้ถึงตัวไป๋หยุนเฟยมือขวาก็ตั้งท่าจู่โจมใส่
“เคร้ง!”
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นยามที่หมัดชายชุดดำกระทบไหล่ขวาของไป๋หยุนเฟย แม้จะมีพลังป้องกันจากปลอกแขนมีดเพลิงแต่ระหว่างไป๋หยุนเฟยถูกกระแทกล้มลงกับพื้นยังรู้สึกว่าแทบถูกหมัดอันน่าหวาดหวั่นบดขยี้จนแหลก
ชายชุดดำชะลอความเร็วลงชั่วขณะ จากนั้นถีบเท้าขวาส่งร่างไล่ตามไป๋หยุนเฟยพร้อมกับชกหมัดขวาออกอีกครา!
รูม่านตาไป๋หยุนเฟยขยายกว้างด้วยความหวาดหวั่นพร้อมกับกำหมัดขวาแแ่จนเส้นเืดำปูดโปนก่อนจะชกหมัดออก
พลังหมัดเก้าทบ!
“ปัง!”
ไป๋หยุนเฟยลอยละลิ่วออกไปดุจว่าวป่านขาด มันรู้สึกราวกระดูกแขนขวาแหลกละเอียดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย กระแสพลังธาตุของอีกฝ่ายราวมีดแหลมคมเริ่มกรีดทำลายอวัยวะภายใน ก่อนจะมีพลังธาตุไฟพลุ่งจากปลอกแขนมีดเพลิงคอยยับยั้งไม่ให้ลุกลามออกไป
หลังปะทะหมัดที่สองศัตรูของมันชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะอุทานเบาๆ ดูท่าหมัดที่ไป๋หยุนเฟยใช้ต้านรับจะสร้างความประหลาดใจแก่มัน
ไป๋หยุนเฟยสะบัดแขนขวาโดยแรงเรียกความรู้สึกกลับคืนมา ขณะที่ภายนอกสงบนิ่งแต่ในใจมันกำลังใช้ความคิดอย่างเร่งร้อน ดวงตาไป๋หยุนเฟยสำรวจรอบด้านเพื่อมองหาเงาร่างของชายชุดดำ ขณะที่ประเมินอีกฝ่ายได้ มันก็หันกายทะยานร่างผ่านข้างก่อนหินมหึมาเพื่อหลบหนีทันที
พร้อมกับที่ไป๋หยุนเฟยเริ่มเคลื่อนไหว ชายชุดดำก็ขยับตัวด้วยความเร็วที่เหนือยิ่งกว่า! ยามที่ไป๋หยุนเฟยผ่านหินั์ไปได้สองก้าวอีกฝ่ายก็มาถึงข้างก้อนหินแล้ว
พริบตานั้น ไป๋หยุนเฟยสืบเท้าไปหนึ่งก้าวก่อนจะใช้ขาขวาเป็แกนหมุน จากนั้นทวนเปลวอัคคีที่ปรากฏในมือขวาก็ทะลวงใส่ก้อนหินั์!
ทะลวงเก้าทบ!
“สวบ” เสียงค่อยจนแทบไม่ได้ยินแว่วขึ้นยามทวนเปลวอัคคีชำแรกเข้าไปในก้อนหินขนาดมหึมา ไป๋หยุนเฟยสองตาเป็ประกายก่อนจะวาดทวน
“ปัง!”
หลังการปะทุที่ะเืฟ้าดิน ก้อนหินั์ก็เริ่มแตกะเิออกภายใต้สายตาตื่นตะลึงของชายชุดดำ แสงสีแดงฉานทะลักออกมาพร้อมกับเศษหินติดไฟเริ่มพุ่งกระเด็นไปรอบทิศ --- มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ยังพุ่งเข้าหามัน!
ความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงอย่างกะทันหันนี้มันยังรับมือได้ ขณะชักเท้าถอยเพื่อหลบเศษหินก็วาดมือทั้งสองข้างเป็วงกลมในอากาศ แสงสีทองทะลักออกจากฝ่ามือทั้งสองก่อตัวเป็โล่กลมขวางอยู่เบื้องหน้า
“ปัง ปัง ปัง!!” เสียงปะทะดังถี่ยิบยามเศษหินกระทบถูกโล่สีทอง เศษหินแตกสลายไปก้อนแล้วก้อนเล่าก็ยังไม่อาจทะลุผ่านไปถึงเบื้องหน้าชายชุดดำได้
แต่กระนั้น การจู่โจมของไป๋หยุนเฟยก็ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น
มันไม่นำพาต่อความเ็ปที่แล่นพล่านบนแขนขวาจากการฝืนใช้ทะลวงเก้าทบ ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายคลุ้มคลั่ง ขณะทะยานขึ้นสู่เบื้องบนก็เก็บทวนพร้อมกับชูมือขวาขึ้น แสงสีแดงวนเวียนรอบกำปั้นพร้อมกับพลังธาตุไฟที่เริ่มปรากฏขึ้น
“ปัง!” กลุ่มก้อนอัคคีพลันพุ่งทะลุออกจากแขนเสื้อด้านขวาของไป๋หยุนเฟย เผยให้เห็นปลอกแขนมีดเพลิงที่ส่งแสงเรืองรอง จากนั้นมีดดาบที่ก่อตัวจากอัคคียาวหนึ่งวาก็ปรากฏขึ้นที่หลังไหล่ขวาของมัน อุณหภูมิรอบด้านพุ่งทะยานขึ้นทันที
มีดปีกเพลิง!
นี่เป็ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +12 ของปลอกแขนมีดเพลิง และนับเป็ครั้งแรกของไป๋หยุนเฟยที่มีโอกาสได้ใช้ต่อสู้กับศัตรู เมื่อถ่ายทอดพลังิญญาทั้งมวลลงไป ถือได้ว่านี่เป็การจู่โจมที่ร้ายกาจที่สุดของมันแล้ว!
ไป๋หยุนเฟยใช้สายตาแข็งกร้าวสะบัดมือขวาอย่างดุดัน มีดเพลิงก็ทิ้งรอยอัคคีเป็ทางยาวพุ่งเข้าหาชายชุดดำที่กำลังป้องกันตนเองจากเศษหินอยู่
ชายชุดดำเมื่อพบเห็นก็สะท้านหวั่นไหว แม้ไม่อาจมองเห็นใบหน้ามันได้ชัดตา แต่ก็ยังมองออกว่ามันตื่นตระหนกเพียงใด ชายชุดดำละความสนใจต่อเศษหินที่พุ่งใส่ตนหันไปพิจารณามีดเพลิงที่พุ่งเข้าหาตนเอง หลังจากวาดมือขวาปิดป้องเศษหินอีกครั้ง ทั้งร่างมันก็เรืองแสงสีทองขึ้น จากนั้นแสงสีทองก็พวยพุ่งออกรอบกายอย่างรวดเร็ว แม้แต่เศษหินที่เข้ามายังชะงักไปชั่วขณะเมื่อกระทบใส่
“ตูม!!!!”
มีดเพลิงปะทะใส่แสงสีทองก่อนจะถูกมันห่อหุ้มเอาไว้ เปลวเพลิงครอบคลุมคลุมทั่วบริเวณก่อนจะทะลักคลื่นอัคคีออกแผดเผาผืนหญ้ากลายเป็เถ้าถ่าน ยามที่สีแดงเพลิงและสีเหลืองทองคลุกเคล้ากัน ในระยะห้าวาจากจุดปะทะทุกสิ่งกลับกลายเป็เลือนรางไม่อาจมองได้ชัดตา
แม้จะอธิบายทุกสิ่งมายืดยาวซับซ้อน ั้แ่ไป๋หยุนเฟยหมุนกายเรียกทวนออกมา ะเิก้อนหิน ทะยานขึ้นในอากาศ เรียกมีดปีกเพลิง จู่โจมใส่ศัตรูและทำให้บริเวณโดยรอบถูกครอบคลุมด้วยพลังจากการปะทะ ทั้งหมดใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบลมหายใจเท่านั้น!
จู่ๆก็มีเงาร่างคนผู้หนึ่งล่าถอยออกมาจากกลุ่มแสง ท่าทางของมันโซเซไม่มั่นคงทั้งมือซ้ายยังกุมแขนขวาแแ่ ร่างมันสั่นสะท้านไม่หยุด หลังจากล่าถอยออกมาได้ห้าวาแล้วใช้แผ่นหลังพิงกำแพงจึงหยุดลง เงาร่างนั้นใช้ใบหน้าเคร่งเครียดมองดูจุดที่อัคคีและแสงสีทองทะลักออกมา
เงาร่างนั้นกลับเป็ไป๋หยุนเฟย!!
