“ไป๋หลิง เสด็จอาสุขภาพไม่ดี สองวันนี้เสด็จพ่อก็ทรงควบคุมเปิ่นหวางจนแทบกระดิกตัวมิได้ อยากมาเยี่ยมเยียนก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ วันนี้มีโอกาสได้เข้าวังอย่างสง่าผ่าเผย อย่างไรก็ต้องมาเข้าเฝ้าอยู่แล้ว เื่ที่รับปากไว้เปิ่นหวางเคยผิดคำพูดเสียที่ไหน” เฟิงเจวี๋ยหร่านเดินตรงเข้าไปอย่างไม่นำพาสิ่งรอบข้าง ในขณะที่พูดคุยกับไป๋หลิง แต่สายตากลับชำเลืองไปทางโม่เสวี่ยถง คล้ายเป็การบอกให้รู้อยู่กลายๆ
“พระพลานามัยขององค์หญิงดีขึ้นไม่น้อยแล้วเพคะ ทรงวิตกว่าท่านอ๋องจะรู้สึกเบื่อที่ถูกกักบริเวณ ทั้งกังวลว่าจะทรงไม่เชื่อฟังทำให้ฝ่าากริ้วอีก เมื่อวานยังทรงกำชับให้บ่าวส่งคนไปตักเตือนท่านอ๋องให้วางตัวดีๆ อยู่ในโอวาท แต่วันนี้กลับเปลี่ยนพระทัย บอกว่ามิใช่ท่านอ๋องประพฤติตนไม่ดี แต่เป็เพราะองค์หญิงทรงกังวลไปเองว่าท่านอ๋องจะออกนอกลู่นอกทาง” ไป๋หลิงยกชายกระโปรงเล็กน้อย เดินนำทางอยู่ด้านหน้าฝั่งซ้ายของเฟิงเจวี๋ยหร่าน
ขณะที่กำลังสนทนาก็มาถึงหน้าประตูพอดี ไป๋หลิงผลักประตูเปิดออก นำพวกเขาเข้าไปด้านใน
“แม่หนูน่าตายคนนี้นี่... เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ เห็นเ้าแปดมาหน่อยก็ขายเปิ่นกงเสียแล้ว” สตรีที่อยู่ในห้องแสร้งดุเบาๆ ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนโยนปราศจากความขุ่นเคืองแม้แต่น้อย
“องค์หญิงทรงเป็ห่วงท่านอ๋องเซวียนแท้ๆ กลับไม่อนุญาตให้บ่าวพูด แต่ทรงวางพระทัยเถิด บ่าวจะจดจำคำสั่งสอนอย่างดีเลยเพคะ ว่าครั้งต่อไปห้ามพูดเื่ที่องค์หญิงทรงให้บ่าวออกไปชะเง้อมองที่หน้าประตูตั้งหลายรอบ ทั้งยังบ่นคิดถึงท่านอ๋อง แต่กลัวว่าเ้าตัวจะรู้อีก” ไป๋หลิงเดินนำอยู่ด้านหน้า ยิ้มให้นายหญิงของตนซึ่งประทับอยู่บนตั่งนุ่ม พลางเอ่ยวาจากระเง้ากระงอด
“ชิชะ... แม่เด็กคนนี้ เปิ่นกงต่อว่าแค่ประโยคเดียว เ้าเล่นยกคำพูดออกมาตีแผ่ทุกกระทงเลยหรือ ต่อไปหากไม่มีผู้ใดกล้ามาสู่ขอ เปิ่นกงมิต้องถูกเ้ากลั่นแกล้งให้ขายหน้าไปตลอดชีวิตเลยหรือไร” องค์หญิงทั้งโกรธทั้งขัน แสร้งตำหนินางกำนัลคนโปรด ทว่าสายตากลับสอดส่องสตรีที่เดินตามอยู่ด้านหลังของเฟิงเจวี๋ยหร่าน
เริ่มแรกดวงตาฉายแววสงสัย แต่กลับแปรเปลี่ยนเป็ความอ่อนโยน ดูแตกต่างจากยามที่ะเิความเกรี้ยวกราดในวันนั้นโดยสิ้นเชิง
“องค์หญิง บ่าวไม่แต่งนะเพคะ บ่าวจะขอติดตามองค์หญิงไปตลอดชีวิต” ไป๋หลิงหน้าแดงปลั่ง ตอบกลับมาอีกประโยคหนึ่ง ก่อนถอยไปยืนด้านหลัง
เฟิงเจวี๋ยหร่านถวายบังคมต่อองค์หญิง แล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้หนานมู่ที่มีพนักพิงทรงโค้งตัวใหญ่
โม่เสวี่ยถงก้มศีรษะลง ก้าวเข้ามาอย่างสง่างามแล้วยอบกายคำนับ “ถวายบังคมองค์หญิง”
“คุณหนูสามสกุลโม่ คิดไม่ถึงว่าพวกเราจะได้พบกันเร็วขนาดนี้ คงคุ้นเคยกับการเข้าวังแล้วกระมัง” องค์หญิงผลิยิ้มบางๆ ยกมือโบกแสดงให้รู้ว่าไม่ต้องมากพิธี
“ขอบพระทัยองค์หญิงที่ทรงใส่พระทัย ก็นับได้ว่าดีขึ้นกว่าเดิมเพคะ” โม่เสวี่ยตอบอย่างนุ่มนวล
“ยามอยู่ที่อวิ๋นเฉิง พวกเราเคยพบกันแล้ว ยังได้ดอกกล้วยไม้มาจากเ้าด้วย ครั้งหน้าหากเข้าวังมาอีก และไม่มีธุระอันใดก็มาหาเปิ่นกงบ้าง ปรกติไม่ค่อยมีใครมาหา ช่างเงียบเหงายิ่งนัก” ดวงหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ระบายไปด้วยรอยยิ้มที่ดูนุ่มนวลและจริงใจ “เ้าเป็สตรีที่เ้าแปดพามา ถือว่าเป็คนกันเองไม่ต้องเกรงใจจนเกินไป วันหน้าหากมีเื่อันใดเ้าสามารถมาหาเปิ่นกงได้ทุกเมื่อ”
“ขอบพระทัยในพระกรุณาเพคะ” โม่เสวี่ยถงรับคำอย่างมีมารยาท
องค์หญิงในวันนี้กับครั้งก่อนดูแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทรงกล่าวถึงแต่เื่ต้นกล้วยไม้กระถางนั้น แต่กลับมิได้เอ่ยถึงเื่ที่พบกันในวังคราวโน้นแม้แต่ประโยคเดียว
ฝ่ายเฟิงเจวี๋ยหร่านเริ่มหงุดหงิดทนไม่ไหว เอ่ยแทรกขึ้นมา “เสด็จอา ทรงอย่าถามอะไรเยอะ โอกาสวันหน้ายังมี แต่วันนี้หลานยังมีเื่ให้เสด็จอาช่วยอยู่นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ก่อเื่ทีไร ต้องแล่นมาหาเสด็จอาอย่างข้าก่อนทุกที คราวหน้าถ้าเ้าถูกเสด็จพ่อดุด่ามาอีก ข้าก็ไม่อาจช่วยพูดให้อีกแล้วนะ” เห็นท่าทางเอาแต่ใจของหลานชาย องค์หญิงิจูก็แสร้งตำหนิทั้งรอยยิ้มอย่างอดใจไม่ไหว
“ถึงอย่างไรข้าก็ถูกเสด็จพ่อดุด่าเป็ประจำอยู่แล้ว เสด็จอามิต้องช่วยพูดให้แล้วก็ได้ แต่เื่วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยหลาน ที่จริงไม่มีอะไรแท้ๆ แต่คนเอาไปลือกันเสียๆ หายๆ หากหลานเสียหน้า เสด็จอาก็จะพลอยสิ้นสง่าราศีไปด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงเจวี๋ยหร่านคลี่ยิ้ม เนตรหงส์เลิกขึ้นเล็กน้อยดวงตากะพริบพราว ให้ความรู้สึกถึงความกะล่อนเ้าชู้แต่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจ
“เื่ที่ตัวเองก่อ แต่มาให้เสด็จอาอย่างข้ารับภาระเป็ประจำ ครานี้ข้าก็เหลืออดแล้วเหมือนกันนะ ชื่อเสียงของเ้าเมื่อไรจะดีขึ้นเสียที เื่เสียหน้าที่ขยันสร้างขึ้นมามิได้มีแค่เื่สองเื่ เมื่อไรจะนึกสนใจชื่อเสียงของตนเองบ้าง” องค์หญิงแสร้งอารมณ์เสีย ทว่าดวงตายังคงฉายแววยิ้มเมตตารักใคร่อย่างเปิดเผย
ไป๋หลิงที่อยู่ด้านข้างหัวเราะเบาๆ ก่อนเข้ามาเชิญให้โม่เสวี่ยถงนั่งลง นางยกน้ำชาให้แล้วกลับมายืนอยู่ด้านหลังขององค์หญิง จากนั้นก็ทุบบ่าและหลังให้ผู้เป็นาย
“เสด็จอา...” เฟิงเจวี๋ยหร่านใช้น้ำเสียงออดอ้อน “ทรงเมตตาสงสารหลานด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ท่าทางเช่นนั้นช่างคล้ายกับดรุณีน้อยกำลังฉอเลาะผู้ใหญ่ไม่มีผิด ดูหางตาสิ จะออดอ้อนอะไรปานนั้น โม่เสวี่ยถงมุมปากกระตุก รู้สึกว่าท่านอ๋องผู้นี้ช่างไร้เทียมทาน สีหน้าแสดงออกมาได้เหมือนยิ่งนัก โดยเฉพาะตอนท้ายสุดยังหันมาขยิบตาอย่างลำพองใจอีกให้นางอีก
“เ้าเด็กคนนี้...” องค์หญิงอดกลั้นไม่ไหวต้องหัวเราะออกมา
“วันนี้มีเื่อันใดก็ว่ามา แต่บอกก่อน ถ้าเื่ยากเกินไป เปิ่นกงไม่ช่วยนะ ปล่อยให้เ้าถูกเสด็จพ่อลงโทษเสียให้เข็ดจะได้หลาบจำเสียบ้าง โตขนาดนี้แล้วยังชอบทำเป็เล่นอยู่ได้ เชื่อเถอะ ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ ฝ่าาต้องเลือกชายาให้เ้าแน่ ถึงเวลามีคนมาควบคุม จะได้สร้างปัญหาให้น้อยๆ ลงหน่อย” องค์หญิงหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบคำหนึ่งก่อนพูดออกตัว
“ยังเร็วไปพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อไม่ทรงรีบร้อนเลือกชายาให้ข้าหรอก เบื้องบนยังมีเสด็จพี่ใหญ่กับเสด็จพี่สามอีก ต้องให้สองพระองค์เลือกเสร็จเรียบร้อยค่อยมาถึงตาข้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรออีกปีสองปีกระมัง”
เฟิงเจวี๋ยหร่านช้อนตาขึ้นยิ้ม กล่าวอย่างไม่แยแสสักนิด จากนั้นก็ชี้ไปที่โม่เสวี่ยถง “อีกประเดี๋ยวไหว้วานให้เสด็จอาช่วยบอกใครๆ ว่าทรงพูดคุยกับถงเอ๋อร์อยู่ตลอดทั้งคืนก็พอพ่ะย่ะค่ะ เื่อื่นๆ มิต้องเอ่ยถึง เพราะทุกคนต่างเข้าใจดี”
โม่เสวี่ยิ่อ้างว่าเห็นโม่เสวี่ยถงที่ศาลาฉิงฟางเก๋อ ทำให้นางมิอาจปัดความรับผิดชอบเื่ราวที่เกิดขึ้นที่นั่น เขาจึง้าให้องค์หญิงิจูช่วยเป็พยาน
“เอาเถิด เปิ่นกงจะแสดงให้ทุกคนรู้ว่าคุณหนูสามสกุลโม่เป็คนโปรดจึงเรียกมาพบ เท่านี้คงพอใจแล้วสินะ”
องค์หญิงิจูหัวเราะอย่างนึกขันในตัวหลานชาย ก่อนหันไปยิ้มกล่าวกับโม่เสวี่ยถงด้วยแววตาอ่อนโยน “คุณหนูสาม เมื่อครู่มีเื่สนุกเกิดขึ้นในงานเลี้ยงใช่หรือไม่ ไม่สู้เล่าให้เปิ่นกงฟังสร้างความหรรษาเสียหน่อย”
เื่สนุกที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยง คงหมายถึงเื่โม่เสวี่ยิ่กับซือหม่าเหอเยี่ยนกระมัง...
“กราบทูลองค์หญิง ตอนนั้นหม่อมฉันนั่งอยู่ด้านหลังพี่สาวคนโต ซึ่งอยู่ห่างจากที่ประทับของฮองเฮาค่อนข้างไกล จึงได้ยินแค่ว่าบทกลอนของพี่สาวมีปัญหา ต่อมาพี่สาวและคุณหนูซือหม่าต่างไปชี้แจงต่อหน้าพระพักตร์ สุดท้ายก็ทรงมีพระราชเสาวนีย์ให้เลิกงานเลี้ยง แล้วเสด็จขึ้นเรือสำราญไป ดังนั้นรายละเอียดเป็เช่นไรหม่อมฉันหารู้ไม่”
เมื่อไม่ทราบว่าองค์หญิงทรงมีพระดำริเช่นไร คำพูดบางอย่างนางย่อมต้องรักษามารยาท
“พี่สาวผู้นั้นของเ้าน่าสนใจแท้ๆ แต่ในวังหลวงก็มีคนเช่นนี้อยู่มากมายนั่นแหละ” องค์หญิงดูคล้ายมีความนัย เบื้องลึกดวงตาสงบนิ่ง รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนริมฝีปากเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ
คำกล่าวนี้โม่เสวี่ยถงไม่อยากรับรู้ จึงหันไปมองเฟิงเจวี๋ยหร่านอย่างไม่สบายใจนัก
“เสด็จอาทรงเยี่ยมยอดไปเลยพ่ะย่ะค่ะ ในวังลึกมีแต่เื่น่าตื่นใจให้ทอดพระเนตรเต็มไปหมด” เฟิงเจวี๋ยหร่านกะพริบตาปริบๆ ยิ้มกล่าวกับองค์หญิงด้วยท่าทางเกกมะเหรก
ระหว่างที่กำลังสนทนากันอยู่ ขันทีที่เฝ้าหน้าประตูด้านนอกก็เข้ามารายงาน “ฉู่อ๋องรอเข้าเฝ้าองค์หญิงอยู่นอกตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
“ยามนี้เสด็จพี่ใหญ่ควรติดพันกับหญิงงามอยู่มิใช่หรือ ไฉนถึงแล่นมาที่นี่ได้” เฟิงเจวี๋ยหร่านมุ่นคิ้วย่นจมูก วาจามีกลิ่นอายคล้ายกระทบกระเทียบอยู่เล็กน้อย
เฟิงเจวี๋ยเสวียนในอาภรณ์งามสง่าเดินผ่านประตูตำหนักเข้ามาได้ยินเข้าพอดี ก็หัวเราะกล่าวว่า “น้องแปดเข้าใจล้อเล่น ในตำหนักของพี่ใหญ่มีหญิงงามที่ไหนกัน”
ขณะที่เอ่ยปากสายตากลับทอดไปยังดรุณีน้อยที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งอยู่ในอาภรณ์แพรเนื้อเบาสีขาวกระจ่างปานหิมะ คลุมไหล่ด้วยแพรโปร่งสีชมพูอ่อนที่ยาวกรอมไปถึงพื้น ผิวพรรณผุดผ่อง ในความขาวกระจ่างระบายด้วยสีแดงระเรื่อ แลดูอ่อนหวานละมุนละไม ใสบริสุทธิ์ยิ่งกว่าหยกมันแพะชั้นเลิศ งามเพริดพริ้งยิ่งกว่าบุปผาใดในใต้หล้า ริมฝีปากดั่งผลอิงเถาน้อยๆ ดวงตาเป็ประกายฉายแววไร้เดียงสา แต่กลับสงบเสงี่ยม ให้รู้สึกถึงความสูงส่งสง่างามอย่างมิอาจพรรณนา
ทว่าคลื่นเล็กๆ ดั่งสายวารีฤดูสารทที่ม้วนเกลียวอยู่ในดวงตา คล้ายกำลังดูดกลืนผู้คนเข้าไปในห้วงสายตาอันลึกล้ำ
โม่เสวี่ยถงลุกขึ้นยอบกายถวายบังคมต่อเฟิงเจวี๋ยเสวียน ในห้องนี้ล้วนมีแต่ราชนิกุล นางไม่อาจเสียมารยาท
“คุณหนูสามสกุลโม่มิต้องมากพิธี ไม่ทราบว่าคุณหนูมาที่นี่ั้แ่เมื่อใด ตอนที่เปิ่นหวางเข้ามาถึง ได้ยินเสด็จอาทรงพระสรวล ดูท่าคุณหนูสามจะเป็ที่ถูกพระทัยไม่น้อย” เฟิงเจวี๋ยเสวียนโบกมือเป็นัยให้นางทำตัวตามสบาย แล้วเอ่ยถามคล้ายว่ามิได้นำพาอันใด แต่พอสายตาเลื่อนไปยังเฟิงเจวี๋ยหร่านที่ยิ้มยั่วอย่างมีเลศนัยอยู่ด้านข้าง ก็กระแอมไอเบาๆ เสียงหนึ่ง
“คุณหนูสามสกุลโม่เป็สตรีที่น่าสนใจ เปิ่นกงรู้สึกชมชอบั้แ่อยู่อวิ๋นเฉิงแล้ว ได้พบกันอีกนับเป็วาสนา ครานี้ได้ยินว่านางเข้าวังมาร่วมงานเลี้ยง เลยให้คนไปเชิญมาที่นี่เป็พิเศษ คุยเพลินกันอยู่ พวกเ้าสองคนก็มา หรือว่าที่ตำหนักของเปิ่นกงมีของดีอันใดหรือไม่ จึงดึงดูดทุกคนมากันหมดเลย ได้เจอกันพร้อมหน้าเช่นนี้เป็โอกาสที่หาพบได้ยากยิ่งนัก”
องค์หญิงทรงตอบกลับอย่างชาญฉลาด แล้วยกพระหัตถ์กวักเรียกโม่เสวี่ยถงด้วยรอยยิ้ม ต่อหน้าผู้สูงศักดิ์ทั้งสามพระองค์ย่อมไม่มีที่นั่งสำหรับนาง ดังนั้นตำแหน่งข้างพระวรกายขององค์หญิงย่อมเหมาะสมที่สุด ไป๋หลิงที่กำลังทุบบ่าและหลังให้องค์หญิงยิ้มให้นางอย่างเป็มิตร ก่อนหมุนตัวไปชงชาให้เฟิงเจวี๋ยเสวียน
“นานๆ ครั้งเสด็จอาจะพบผู้ที่ถูกพระทัยสักคน วันหลังคุณหนูสามสกุลโม่คงต้องเข้าวังบ่อยๆ เสียแล้ว” เฟิงเจวี๋ยเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนหันไปพูดกับองค์หญิง “พระพลานามัยของเสด็จอาเป็อย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ มิได้มาเข้าเฝ้าสองสามวัน ได้ยินว่าเสด็จอาประชวร ลืมคิดไปว่ายามนี้ก็ดึกมาก มารบกวนเวลาพักผ่อนของเสด็จอาแท้ๆ”
เฟิงเจวี๋ยเสวียนวางตัวงดงามเหมาะสม วาจานุ่มนวลเต็มไปด้วยความรู้สึกใส่ใจอย่างยิ่ง ทำให้คนฟังรู้สึกปลาบปลื้ม สีหน้าขององค์หญิงเบ่งบานไปด้วยรอยยิ้ม ผงกศีรษะกล่าวว่า “ดีขึ้นแล้วล่ะ หายทันงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของไทเฮา ย่อมเป็เื่น่ายินดี แต่ให้หลานชายสองคนมาอยู่เป็เพื่อนเช่นนี้ ไม่รู้ว่าคุณหนูคนอื่นๆ จะนึกขุ่นเคืองเปิ่นกงหรือเปล่าน่ะสิ”
“เสด็จอาโปรดวางพระทัย หากสตรีเ่าั้จะขุ่นเคืองก็เพราะเสด็จพี่ใหญ่ทั้งสิ้น เสด็จอาย่อมรู้ อย่างหลานไหนเลยจะมีผู้ใดสนใจ แต่ละคนพากันเดินเลี่ยงหลบเพราะกลัวถูกเห็นสิไม่ว่า เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย มาอยู่เป็เพื่อนเสด็จอาดีกว่า หาไม่แล้วหากธิดาสกุลไหนเกิดเื่ เดี๋ยวจะพานมาโทษหลานได้” เฟิงเจวี๋ยหร่านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากแดงชาดกรีดยิ้มโปรยเสน่ห์ร้ายกาจ แลดูคล้ายบุรุษเจนจัดสนามรัก
“น้องแปดกล่าวถ่อมตัวเกินไปแล้ว ได้ยินมาว่าฮองเฮาทรงมีพระประสงค์จะเป็แม่สื่อให้ คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่เชิญมาวันนี้ก็เพื่อมาให้เ้าดูตัวทั้งสิ้น ไฉนจึงหนีออกมาพบเสด็จอาที่นี่เล่า ไม่แน่ว่าอีกประเดี๋ยวฮองเฮาอาจจะส่งคนมาตามตัวก็ได้” เฟิงเจวี๋ยเสวียนกล่าวพลางอมยิ้ม
“เสด็จพี่ใหญ่พูดถึงเื่ตนเองเถิดว่าหมายตาคุณหนูสกุลไหน จวนติ้งกั๋วกงหรือว่าิกั๋วกง ได้ยินมาว่าคุณหนูจวนิกั๋วกงหน้าตางดงามนัก ยังมีคุณหนูจวนแม่ทัพใหญ่อีกคน วันนี้มากันครบถ้วน ฮองเฮาทรงให้สตรีเ่าั้นั่งโต๊ะแรกสุด เสด็จพี่ย่อมเห็นชัดกว่าผู้ใด” เฟิงเจวี๋ยหร่านยิ้มอ่อน สีหน้าเต็มไปด้วยการหยอกเย้า
สองคนพี่น้องเ้ายั่วมาข้าหยอกไป ดูสมัครสมานปรองดองกันยิ่งนัก
