ภายหลังที่เชิญซีอ๋องไปพูดคุยกับตัวประกัน ระหว่างทางเดินกลับกระโจมอยู่นั้น ซีอ๋องสังเกตเห็นว่าทหารจากเมืองหลวง กำลังเข็นบางอย่างเข้ามาในค่ายทหาร ซึ่งมีผ้าสีดำคลุมเอาไว้อย่างมิดชิด และยังมีกล่องไม้ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทยอยขนเดินตามหลังกันไปอย่างระมัดระวัง ทรงหยุดเดินเพื่อถามกับคนสนิทอย่างหวาอาน
“หวาอาน นั่นพวกทหารกำลังขนสิ่งใดเข้ามากัน เ้าเคยเห็นมาก่อนหรือไม่”
“ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมเองก็ไม่ทราบว่ามันคือสิ่งใด ได้ยินเหล่าทหารของเราพูดกันว่าเป็อาวุธชนิดหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” หวาอานยังไม่เคยเห็นหน้าตาของอาวุธนี้
“อาวุธงั้นหรือ?” ซีอ๋องเพียงสงสัยว่าถ้าเป็อาวุธ ทำไมถึงไม่เปิดผ้าคลุมนั่น
“เอ่อ ท่านอ๋องกระหม่อมว่าลองถามแม่ทัพใหญ่ หรือแม่ทัพที่มาจากเมืองหลวงดีหรือไม่ เพราะพวกเขาเป็ผู้ที่นำอาวุธเหล่านี้มายังชายแดน ย่อมตอบข้อสงสัยของท่านอ๋องได้แน่พ่ะย่ะค่ะ” หวาอานนึกถึงแม่ทัพใหญ่และแม่ทัพคนอื่น ๆ
“อืม เปิ่นหวางก็คิดเช่นเ้า ถ้าเป็อาวุธที่สามารถกำจัดศัตรูได้ เปิ่นหวางอยากรู้ว่าผู้ใดสร้างมันออกมา”
“ท่านอ๋อง แม่ทัพใหญ่เดินตามมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หวาอานหันไปมองกลุ่มของเหล่าแม่ทัพด้านหลัง ก่อนจะรายงานกับซีอ๋อง
“แม่ทัพใหญ่เชิญทางด้านนี้ประเดี๋ยวเถิด เปิ่นหวางมีเื่บางอย่าง้าสอบถามเล็กน้อย”
“ท่านอ๋อง้าสอบถามอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นหวางได้ยินว่า แม่ทัพใหญ่นำอาวุธมาจากเมืองหลวงด้วยรึ?”
“หืม อ้อ ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ เนื่องจากครั้งนี้ไม่อาจประมาทศัตรูได้ กระหม่อมจึงนำอาวุธแบบใหม่มาจำนวนห้าสิบเครื่อง คาดว่ามันสามารถช่วยให้ทหารของเรา าเ็ล้มตายให้น้อยที่สุดพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่คิดถึงชีวิตของทหารคนอื่น ๆ เมื่อได้เห็นและได้ฟังบุตรสาวอธิบายประโยชน์ของเครื่องยิงธนูนี้
“หากเปิ่นหวางจะขอให้แม่ทัพใหญ่ พาไปชมเ้าอาวุธชนิดนี้จะได้หรือไม่ เพราะเปิ่นหวางคิดว่ามันต้องมีประโยชน์มากแน่ ๆ สำหรับกองทัพขนาดใหญ่”
“ได้สิพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียอาวุธเหล่านี้ ย่อมเตรียมพร้อมออกสู่สนามรบอยู่แล้ว หากท่านอ๋องสนใจกระหม่อมย่อมสนับสนุน ถ้ามีอาวุธนี้อยู่บนกำแพงเมืองด้านทิศประจิม ย่อมช่วยท่านอ๋องปกป้องชายแดนได้พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่คิดว่าถ้าท่านอ๋องสนใจ เมื่อจบาตนยินดีมอบให้ซีอ๋อง นำกลับไปสักสิบเครื่องสำหรับใช้ปกป้องชายแดน
เมื่อซีอ๋องอยากเห็นอาวุธที่นำมา แม่ทัพใหญ่ย่อมยินดีนำเสนออยู่แล้ว มีสิ่งประดิษฐ์ดี ๆ จะไม่อวดเสียหน่อยได้หรือ และเื่ของอาวุธมิใช่เพียงซีอ๋องที่สนใจ แต่ทหารใต้บังคับบัญชาของซีอ๋อง รวมถึงแม่ทัพเสียนมู่ที่รับหน้าที่ดูแลชายแดนแห่งนี้ พวกเขาล้วนให้ความสนใจไม่ต่างกันสักนิด และอยากเห็นว่าอาวุธที่นำมาหน้าตาเป็อย่างไร
เมื่อแม่ทัพใหญ่นำทุกคนมาถึงด้านที่ใช้เก็บอาวุธ จึงให้ทหารเข็นมาหนึ่งเครื่อง เพื่อเป็ตัวอย่างให้ซีอ๋องและแม่ทัพทั้งหลายได้ดู ซึ่งครั้งนี้จะไม่ใช่การดูเพียงอย่างเดียว แต่แม่ทัพใหญ่จะชวนทุกคนไปทดสอบด้วยกัน ว่าเครื่องยิงลูกธนูนี้สามารถยิงได้ไกลเพียงใด
“ท่านแม่ทัพใหญ่อาวุธมาแล้วขอรับ” แม่ทัพเส่าหลิงมองเห็นว่า ทหารสองนายได้เข็นเครื่องยิงลูกธนูแยกออกมาแล้ว ถึงได้รายงานกับแม่ทัพใหญ่ให้ทราบอีกที
“ขอบใจมากแม่ทัพเส่าหลิง ท่านอ๋องเชิญทอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เดินนำเสด็จซีอ๋อง ก่อนจะเป็คนเปิดผ้าคลุมออกด้วยตนเอง
พรึ่บ!!
“..?!!..แม่ทัพใหญ่เ้าสิ่งนี้มีชื่อเรียกว่าอย่างไรงั้นรึ ด้านในถึงได้มีลูกธนูอยู่มากมายเช่นนี้” ซีอ๋องมองเครื่องยิงธนูด้วยความสนใจ
“นี่คือเครื่องยิงลูกธนูโดยใช้กลไกพ่ะย่ะค่ะ ด้านในมีลูกธนูบรรจุอยู่จำนวนสามสิบดอก สามารถยิงสังหารศัตรูได้หลายคนในครั้งเดียว”
“อะไรนะ!! ยิงครั้งเดียวสามสิบดอก!!”
“ใช่แล้ว ไหน ๆ ตอนนี้พวกเราก็อยู่พร้อมหน้ากัน มิสู้ใช้พื้นที่ด้านนอกค่ายทหาร ทดสอบดูสักหน่อยว่ามันจะยิงได้ไกลแค่ไหน ท่านอ๋องเห็นด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่และเจียงหยวนมิได้พูดเล่น
“อืม เปิ่นหวางเห็นด้วยกับแม่ทัพใหญ่ อาวุธจะดีเพียงใดเราต้องทดสอบมันเสียก่อน หวาอานเ้าไปตรวจดูด้านหน้าค่ายทหาร ถ้าไม่มีคนอยู่แถวนั้นก็ดีไป แต่ถ้าใครไม่ยอมหลบจงจับตัวมาลงโทษเสีย” ซีอ๋องอยากเห็นแล้วว่าเครื่องยิงธนูนี้ จะยิ่งได้ไกลมากน้อยเพียงใด
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” หวาอานรับคำสั่งจากซีอ๋อง จากนั้นรีบไปยังด้านหน้าค่ายทหารทันที
ส่วนคนที่เหลือเดินออกไปพร้อมกัน โดยด้านหลังเป็เครื่องยิงลูกธนู มีทหารสองนายเข็นตามออกไป ซึ่งในใจของทั้งสองคน้ารู้เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชา ว่าอาวุธที่นำมาจะยิงได้ไกลเพียงใด
เมื่อทุกคนหยุดอยู่ยังจุดหนึ่ง หวาอานได้กลับมารายงานต่อซีอ๋อง ยามนี้พื้นที่ด้านหน้าเขตชายแดนว่างเปล่า ไม่มีผู้เข้ามาวุ่นวายสามารถทดลองใช้อาวุธของแม่ทัพใหญ่ได้
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดพวกเราย่อมทดลองอาวุธได้อย่างสบายใจ ทรง้าให้กระหม่อมเริ่มทดลองเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่ได้ยินรายงานของหวาอาน ก็อยากจะลองใช้เครื่องยิงธนูด้วยตนเอง
“อืม เช่นนั้นรบกวนแม่ทัพใหญ่แสดงอานุภาพ เ้าเครื่องยิงลูกธนูให้พวกเราได้ชมทีเถิด” ซีอ๋องแทบจะอดใจรอไม่ไหวแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพใหญ่เดินไปหยุดข้าง ๆ เครื่องยิงลูกธนูขนาดใหญ่ ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะออกแรงใช้มือดันกลไกหรือการโยกคันโยก เครื่องยิงปล่อยลูกธนูออกไปพร้อมกันอย่างรวดเร็ว โดยยิงลูกธนูเป็แนวยาวพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างแม่นยำและรุนแรง ที่สำคัญมันสามารถยิงได้ไกลถึงสองร้อยสี่สิบจั้ง
กึก ฟิ้ว ๆ ๆ ๆ ฉึก ๆ ๆ ๆ
ด้านคนที่เฝ้ารอดูอานุภาพของเครื่องยิงลูกธนู เมื่อได้เห็นความร้ายกาจนี้ไม่อ้าปากค้าก็ตะลึงตาค้าง แม้แต่แม่ทัพใหญ่เองยังไม่อยากเชื่อ ว่ามันสามารถยิงได้ไกลถึงเพียงนี้
“ระ ระ ร้ายกาจเกินไปกระมัง ยิงได้ไกลเช่นนั้นย่อมสกัดศัตรู มิให้เข้าใกล้เขตชายแดนได้เลยนะ” แม่ทัพเสียนมู่เพ่งมองลูกธนูจำนวนสามสิบดอก ที่พุ่งทะยานปักลงพื้นดินอยู่ห่างไกลพอสมควร
“ช่างเป็อาวุธที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้ ความเร็วและแรงถ่วงยามลูกธนูร่วงลงมา คนที่ถูกลูกธนูเข้าไปไม่มีทางรอดแน่ ๆ” แม้แต่แม่ทัพเส่าหลิงที่เป็คนไปขนอาวุธมาจากจวนแม่ทัพใหญ่ ยังตกตะลึงกับความร้ายกาจของอาวุธตรงหน้าไม่แพ้ทุกคนเช่นกัน
“ท่านอ๋อง แม่ทัพใหญ่กล่าวได้ถูกต้องจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ ที่ชายแดนทิศประจิมควรมีอาวุธเช่นนี้” หวาอานตื่นตาตื่นใจกับผลการทดลองเครื่องยิงลูกธนู
“อืม ได้เห็นความร้ายกาจของเครื่องยิงลูกธนู เปิ่นหวางคิดว่าากับแคว้นต้าเหลียน จะจบลงอย่างรวดเร็วแน่นอน” ซีอ๋องตื่นเต้นกับอานุภาพอันร้ายกาจของอาวุธ ที่แม่ทัพใหญ่นำมาจากเมืองหลวง หากจบาเมื่อใดต้องหาโอกาสพูดคุยแม่กับทัพใหญ่สักครั้ง
ภายหลังการทดลองอานุภาพของอาวุธจบลง เื่ดังกล่าวจึงเป็กล่าวถึงอย่างมากในค่ายทหารยามนี้ อย่างน้อยก็สามารถสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารได้ ดังนั้นทหารที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล จึงเฝ้าระวังรักษาเป็อย่างดี นอกจากนี้การฝึกซ้อมยังคงเข้มงวดเช่นทุกครั้ง
ผ่านไปไม่ถึงสิบวันหลังจากแม่ทัพใหญ่ ที่ได้นำกองทัพหลายแสนนายมายังชายแดน กลางยามเฉินของวันที่สิบเสียงกลองรบดังสนั่น เพื่อเตือนให้เหล่าทหารกล้าได้รู้ว่ายามนี้ กองทัพของศัตรูกำลังเคลื่อนกำลังทหาร เข้ามาใกล้เขตชายแดนของแคว้นจ้าว
ทหารทุกนายรีบสวมชุดเกราะจับอาวุธ เตรียมพร้อมรับมือข้าศึก ซึ่งมีแม่ทัพใหญ่และซีอ๋องเป็ผู้บัญชาการทัพ เสียงฝีเท้าม้าหลายพันตัว จัดแถวอย่างเป็ระเบียบแถวทหารเดินเท้าที่ยาวเหยียด
เมื่อแม่ทัพใหญ่ผู้องอาจและซีอ๋องนำกองทัพไปยังสนามรบ เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่คิดจะผูกมิตรอย่างจริงใจ และแม่ทัพใหญ่ยังทำตามที่ซีอ๋องเคยพูดไว้ คือนำตัวเหลียนเป่ยอ๋องและขุนนาง ซึ่งถูกจับเป็ตัวประกันเข้ามายังสนามรบ เพราะ้าให้เหลียนเป่ยอ๋อง ได้ถามผู้แทนฮ่องเต้ในนามแม่ทัพใหญ่ เื่สังหารตนเองว่าจริงหรือเท็จ
ผู้นำทัพของแคว้นต้าเหลียนครั้งนี้ก็คือ เหลียนเซียวฉินองค์ชายสามโอรสของฮว่าเสียนเฟย โดยมีแม่ทัพใหญ่ฉินิและแม่ทัพหวั่งชิง ผู้ที่เกือบถูกเจียงหยวนปลิดชีพได้ ในที่สุดกองทัพอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองแคว้น ก็ได้มาประจันหน้าหลังทำสัญญาสงบศึกไปสิบปี
“โอ้ เปิ่นหวงจื่อไม่คิดว่าแม่ทัพใหญ่เจียง เกิดกลัวแพ้าถึงได้เชิญซีอ๋องมาช่วยรับมือแคว้นต้าเหลียน” องค์ชายสามผู้นำทัพตรัสขึ้นเมื่อเห็นว่า มีซีอ๋องประทับอยู่บนหลังม้าด้วยความสุขุม
“หึ องค์ชายสามตรัสเช่นนี้ไม่ถูกต้องนัก แคว้นจ้าวและกระหม่อมหาได้เกรงกลัวเื่แพ้าไม่ แต่การปกป้องแคว้นล้วนเป็หน้าที่ของทหาร เพื่อกำจัดศัตรูให้พ้นแผ่นดินแคว้นจ้าว ซีอ๋องไหนเลยจะนิ่งดูดายให้องค์ชายมาเหิมเกริมได้” แม่ทัพใหญ่กล่าวตอบกลับไป
“ฮ่า ๆ ๆ เช่นนั้นก็ดี!! เปิ่นหวงจื่ออยากจะรู้นักว่าทหารของผู้ใด จะแข็งแกร่งได้รับชัยชนะในาครั้งนี้ไปได้” องค์ชายสามคิดเย้าแหย่ยั่วยุอีกฝ่ายให้โมโห แต่กลับกลายเป็ฝ่ายตนที่โมโหแทนเสียอย่างนั้น
“แต่ก่อนอื่นมีคนของแคว้นต้าเหลียน อยากทราบเหตุผลที่พระบิดาของตน มีรับสั่งให้ศัตรูสังหารโอรสของตนเสียก่อน รบกวนองค์ชายสามช่วยอธิบายด้วยเถิด” เจียงหยวนเอ่ยขึ้นและพยักหน้าให้หลี่อี้ นำตัวเหลียนอ๋องพร้อมขุนนางคนอื่น ๆ ออกไปด้านหน้ากองทัพแคว้นจ้าว
“นี่พวกเ้ายังไม่สังหารเหลียนอ๋องอีกรึ!! เหตุใดต้องเก็บคนไว้ให้เปลืองข้าว” องค์ชายสามใตะเบ็งเสียงถาม เมื่อเห็นว่าพระเชษฐาต่างมารดา ยังมีชีวิตอยู่มิได้ถูกสังหารอย่างที่พระบิดา้า
“ทำไมต้องใเช่นนั้นเล่าน้องสาม เ้าคิดว่าหากเสด็จพ่อกำจัดเปิ่นหวางไปแล้ว เ้าจะเป็คนโปรดแทนงั้นรึ ฮ่า ๆ ๆ ช่างน่าขันยิ่งนัก เ้าก็ถูกเสด็จพ่อหลอกใช้เช่นกัน มิรู้ตัวสักนิดเลยรึ? หากน้องสามมีโอกาสได้กลับวังหลวงรบกวนทูลฝ่าาว่า เหลียนเป่ยอ๋องได้ตายกลางสนามรบ แม้แต่ศพก็หาไม่เจอก็แล้วกัน” เมื่อได้นั่งคิดทบทวนอยู่หลายวัน กับคำพูดของซีอ๋องกับแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจ้าว จึงได้มองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่
“หึ พี่รองท่านอย่าได้ใส่ร้ายเสด็จพ่อเด็ดขาด ข้าไม่เชื่อ!!”
ขณะที่สองพี่สองแห่งต้าเหลียน พูดคุยกันอยู่นั้นมิได้รู้ตัวเลยว่า มีมือที่สามได้รับคำสั่งลับจากฮ่องเต้ เพื่อสังหารเหลียนเป่ยอ๋องหากแคว้นจ้าวไม่ยอมลงมือ อย่างที่ฝากพระดำรัสมากับทหาร ฉะนั้นทันทีที่เหลียนเป่ยอ๋องหันหลัง จึงมีลูกธนูพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ลูกธนูปักคาหัวใจเข้าอย่างจัง
“แล้วแต่เ้าเถิดน้องสาม”
ฟิ้ววว ฉึก!! อึก ตุบ
“..!!!..แม่ทัพหวั่งชิง”
“ทูลองค์ชายสาม ฝ่าาทรงกำชับต้องกำจัดเหลียนอ๋อง มิเช่นนั้นแคว้นต้าเหลียนจะเกิดความวุ่นวายได้ พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหวั่งชิงมือยิงธนูดอกนั้น กล่าวรายงานกับเื่ที่ต้องกำจัดเหลียนอ๋อง
“เช่นนั้นหรอกรึ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นว่าองค์ชายสามเสียสมาธิ ฉินิจึงต้องออกหน้าจัดการ มิเช่นนั้นอาจเปิดช่องโหว่ให้ศัตรูฉวยโอกาสได้ เพราะผู้ใดลงมือก่อนย่อมเป็ฝ่ายได้เปรียบ โดยไม่รู้เลยว่าการเป็ฝ่ายเริ่มเปิดศึกก่อน จะทำให้ทหารของตนตกตายหลายพันคนในพริบตา
“แคว้นจ้าวยังมีลูกไม้อันใดอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีแล้วข้าจะได้สังหารพวกเ้าเสียที อย่าได้เสียเวลาหาแผนการถ่วงเวลาอีกจะดีกว่า” ฉินิได้ข่าวจากสายลับของตน ว่าซีอ๋องยังมีอาการาเ็ย่อมต้านเขาไม่ไหว
“เหอะ พวกข้าแคว้นจ้าวมิเคยทำตัวไร้ศักดิ์ศรีเช่นเ้า ในเมื่อทนไม่ไหวก็สั่งทหารเปิดศึกต่อสู้เลยสิฉินิ!” แม่ทัพใหญ่มิได้ใส่ใจกับคำพูของแม่ทัพฉินินัก
“กรอดดด วันนี้พวกเ้าต้องตายกันทั้งหมด ทหารทุกคนจงฟังฆ่าพวกแคว้นจ้าวอย่าให้เหลือ!!” แม่ทัพฉินิไม่พอใจอย่างมาก ที่เห็นว่าแม่ทัพใหญ่มิได้มีท่าทีเกรงกลัวสักนิด
สิ้นเสียงของแม่ทัพฉินิ ทั้งทหารม้าหรือทหารกองหนุน ต่างวิ่งออกไปเพื่อสังหารฝ่ายตรงข้าม พร้อมเสียงโห่ร้องที่ดูฮึกเหิมไม่น้อย เพียงแต่ว่าการวิ่งเข้ามาเช่นนั้น เท่ากับเป็เป้ามีชีวิตสำหรับอาวุธ ที่แม่ทัพใหญ่นำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะเสียแล้ว
“พรึ่บ!! พลธนูเตรียมพร้อม.....ยิงได้!”
เมื่อทหารที่คุมเครื่องยิงลูกธนู ได้ยินคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ แถวแรกจำนวนสิบห้าเครื่อง จึงได้ดึงคันโยกปล่อยลูกธนูออกไปพร้อมกัน และนั่นเป็เหตุให้มีเสียงของคนที่ล้มตาย รวมถึงเสียงหวีดหวิวของลูกธนู หลายร้อยดอกในครั้งเดียว
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ฉึก! ฉึก ! อ๊าก ฉึก! อ่ะ ฉึก! ตุบ ตุบ ตุบ
ภาพเหตุการณ์ที่เห็นว่ามีลูกธนูมากมาย ถูกยิงมาจากด้านหลังกำแพงโล่ ที่พวกเขาไม่อาจมองเห็นได้ว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ เพราะการมองไม่เห็นนี้ทำให้องค์ชายสาม เริ่มไม่มั่นใจว่าแคว้นตนเองจะเป็ฝ่ายชนะหรือไม่ จึงพยายามคิดหาทางหนีทีไล่ เพื่อเอาตัวรอดกลับเมืองหลวงให้ได้ มิได้สนใจทหารมากมายที่ตกตาย จนยามนี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทหารแคว้นจ้าวยังไม่มีผู้ใด ถูกคมของอาวุธฝ่ายตนฟาดฟันเลยสักนิด
“นั่นมั่นคืออาวุธอันได้กัน!! ทำไมถึงปล่อยลูกธนูจำนวนมากเช่นนี้ ท่านแม่ทัพฉินพวกเราไม่สามารถเข้าใกล้ ภายในระยะสองร้อยสี่สิบจั้งได้เลยขอรับ” ไก้อิ่นคนสนิทของแม่ทัพฉินิ รายงานผลถึงเหตุการณ์ด้านหน้ากองทัพในยามนี้
“เหตุใดถึงเป็เช่นนี้ไปได้ พวกมันซ่อนอาวุธแบบใดไว้กันแน่ ถึงมีอานุภาพได้รุนแรงเพียงนี้ ไก้อิ่นสั่งมือยิงธนูตอบโต้กลับไป แม้จะสู้ไม่ได้ดีกว่าปล่อยให้พวกมันยิงอยู่ฝ่ายเดียว” แม่ทัพฉินิสั่งคนสนิท ส่งทหารที่เป็มือยิงธนูพยายามยิงสู้กลับไป
“รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ”
ด้วยลูกธนูที่อวี้จิ่นนำออกมาให้นั้นมีจำนวนมาก มันจึงทำให้ในตอนนี้ทหารแคว้นต้าเหลียน าเ็ล้มตายกันมากมายเกลื่อนพื้นดิน อย่างน้อยการใช้เครื่องยิงลูกธนู ได้ช่วยจำนวนทหารลงไปพอสมควร เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ฝีมือต่อสู้ ทหารแคว้นจ้าวจึงมีจำนวนมากกว่า และกลายเป็ฝ่ายได้เปรียบไปโดยปริยาย
เจียงหยวนที่จับจ้องหมายหัวแม่ทัพฉินิ เขาไม่อาจรอให้นานไปกว่านี้ได้ เพราะไม่้าให้แม่ทัพฉินิ มีโอกาสหลบหนีไปได้อีก จึงเอ่ยปากขออนุญาตบิดาหรือผู้บังคับบัญชา ขอเป็คนออกไปตัดหัวแม่ทัพฉินิด้วยตนเอง เพื่อแก้มือที่ครั้งก่อนนั้นปล่อยให้หนีไปได้ ทั้งที่เขากำลังเป็ฝ่ายได้เปรียบอีกนิดเดียวเท่านั้น
“ท่านพ่อขอรับ ข้าขอเป็คนจัดการแม่ทัพฉินิได้หรือไม่ ครั้งก่อนเกิดความผิดพลาดปล่อยให้หลบหนีไปได้ ข้า้าเป็ผู้ตัดศีรษะของศัตรูด้วยตนเองขอรับ” เจียงหยวนไม่มีทางปล่อยแม่ทัพฉินิ มีโอกาสรอดเป็ครั้งที่สองแน่
“ไปเถิด แต่ระวังตัวให้มากมีสมาธิในการต่อสู้ มาดูสิว่าที่เ้าฝึกฝนอย่างหนักมานาน จะใช้เวลาสังหารแม่ทัพของศัตรูในกี่กระบวนท่า” นอกจากจะไม่ห้ามแม่ทัพใหญ่ยังท้าทาย ว่าบุตรชายจะชนะได้ในกระบวนท่าที่เท่าใด
“ขอบคุณท่านพ่อที่สนับสนุน แล้วข้าจะแสดงฝีมือให้ท่านได้เห็นเองขอรับ” เจียงหยวนเชิดหน้าขึ้นด้วยสายตามุ่งมั่น เพราะเขาเชื่อว่าฝีมือการต่อสู้ของตนก็ไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด
เจียงหยวนขี่ม้าเข้าไปกลางสนามรบ จนหยุดอยู่กึ่งกลางระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย ดาบยาวลายพยัคฆ์ในมือของเขาส่องประกาย ราวกับพร้อมจะปลดปล่อยพลังออกมา เขาสวมชุดเกราะบางที่สะท้อนแสงสีเงิน ท่าทางของเขาสงบและมั่นคง สายตาจับจ้องไปที่ศัตรูตรงหน้าหรือก็คือฉินิ นักรบผู้มีชื่อเสียงในการต่อสู้ของแคว้นต้าเหลียน
ฉินิยืนอยู่ตรงข้ามในชุดเกราะหนักสีดำสนิท ดาบคู่คมกริบในมือทั้งสองของเขาดูทรงพลัง ขณะที่สายตามองไปที่เจียงหยวนด้วยความเย้ยหยัน แต่ในความรู้สึกเขารู้ดีว่าศัตรูของเขาในวันนี้ไม่ธรรมดา
เจียงหยวนเป็ฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน เขาพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด ดาบของเขาเหวี่ยงผ่านอากาศ ทว่าแม่ทัพฉินิไม่ได้ยืนเฉย เขาใช้ดาบคู่ในมือรับการโจมตีของเจียงหยวน เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานไปทั่วสนามรบ
ทั้งสองสลับกันรุกและรับด้วยท่าทางอันแข็งแกร่งและรวดเร็ว ร่างกายของพวกเขาเคลื่อนไหวราวกับเงาที่วิ่งผ่านไปมา ทิ้งรอยเืเล็ก ๆ จากาแที่เกิดขึ้นในแต่ละการปะทะ
เจียงหยวนพลิกตัวหลบและะโถอยหลัง ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าไปหาแม่ทัพฉินิอีกครั้ง ดาบของเขาเหวี่ยงเป็วงกว้างพุ่งเป้าไปที่ไหล่ของศัตรู ทว่าแม่ทัพฉินิกลับยิ้มเยาะและใช้ดาบคู่ของเขากันไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะสวนกลับด้วยการฟันดาบลงมาที่หน้าอกของเจียงหยวน
เจียงหยวนหมุนตัวเพื่อหลบคมดาบ แต่กลับไม่พ้นทั้งหมดรอยเืปรากฏขึ้นที่แขนของเขา ทว่าเขายังคงตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าาแนั้นไม่ทำให้เขาเสียสมาธิแต่อย่างใด แม้บนร่างกายจะมีาแหลายแห่งแต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค สำหรับการตัดศีรษะของศัตรูอย่างแม่ทัพฉินิ
“นับว่าเ้ามีฝีมืออยู่พอสมควร” แม่ทัพฉินิกล่าวเสียงเ็า พลางถอยห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อประเมินคู่ต่อสู้อีกครั้ง
“แต่ไม่มากพอที่จะเอาชนะข้าได้ เด็กน้อยข้าขอเตือนให้เ้าวางอาวุธ และะโยอมแพ้ไปเสียเถิด” ไม่ว่าอย่างไรแม่ทัพฉินิ ยังคงกล่าววาจาดูถูกความสามารถของเจียงหยวนอยู่ดี
เจียงหยวนยกยิ้มเล็กน้อยแม้มีาแที่แขน แต่สายตาของเขายังมั่นคง และมั่นใจอย่างมากว่าชัยชนะต้องเป็ของตน ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องลบคำสบประมาทของแม่ทัพฉินิลงให้ได้
“ข้าจะไม่พ่ายแพ้ให้กับความโอหังของเ้า ฉินิวันนี้คือวันตายของเ้าอย่างแท้จริง ย๊า!!” เขาตอบกลับก่อนจะพุ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง คราวนี้ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวของเขา รวดเร็วและหนักแน่นยิ่งขึ้น ดาบของเขาเหมือนกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาพร้อมความแม่นยำทุกครั้ง
แม่ทัพฉินิรู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากเจียงหยวน ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และไม่ได้หวั่นไหวกับความรู้สึกกลัวนั่น เขาฟันดาบใส่ศัตรูด้วยพลังทั้งหมดที่มี ทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างดุเดือดจนเกิดประกายไฟจากการปะทะของดาบ
ในที่สุด เจียงหยวนก็พบช่องโหว่ในท่าทางของแม่ทัพฉินิ เขาเบี่ยงตัวหลบฉากเล็กน้อย ก่อนจะใช้มีดสั้นแทงเข้าไปที่สีข้างของแม่ทัพฉินิ ตามด้วยเืที่พุ่งออกมาจากาแ ฉินิร้องเสียงดังด้วยความเจ็บ แต่ยังไม่ยอมล้มลงเขาฝืนตัวขึ้นมา และพยายามโจมตีสวนกลับ ทว่าความเ็ปทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง
เจียงหยวนไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดมือ เขาพุ่งตัวออกไปข้างหน้าอีกครั้งด้วยความเร็ว ที่แม้แต่แม่ทัพฉินิก็ไม่ทันตั้งตัว ดาบของเจียงหยวนฟันเข้าไปที่คอของแม่ทัพฉินิในจังหวะเดียว ศีรษะของแม่ทัพฉินิกระเด็นลงสู่พื้น ราวกับผ้าที่ขาดสะบั้นร่างกายที่ไร้ศีรษะทรุดลงกับพื้นอย่างแรง
เจียงหยวนยืนอยู่ท่ามกลางสายลมที่พัดแรง สายตาของเขายังคงแน่วแน่ ไม่มีความดีใจหรือความเสียใจปรากฏให้เห็น มีเพียงความสงบนิ่งของนักรบผู้ชนะ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของทหารที่ยืนมองการต่อสู้ครั้งสำคัญนี้ หลี่อี้เห็นเ้านายใช้พลังไปมาก ร่างกายเริ่มโงนเงนจึงรีบฝ่าคมดาบเข้าไป เพื่อพาเ้านายกลับออกมาอย่างปลอดภัย
ด้านองค์ชายสามเหลียนเซียวเหวิน ที่เห็นว่าเหล่าทหารจำนวนมาก กำลังห้ำหั่นกันอยู่กลางสนามรบ ไม่มีใครหันมาสนใจตนเอง แต่เขาคิดผิดเพราะซีอ๋องคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าองค์ชายสามกำลังจะหลบหนี คันธนูสีทองพร้อมลูกธนูถูกยกขึ้นเล็งไปที่เป้าหมาย ทันทีที่เป้ามีชีวิตก้าวท้าววิ่งฝ่าทหารเพื่อหลบหนี ลูกธนูได้ปล่อยออกไปด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า
ฟิ้ววว ฉึก!! อ่ะ!! ตุบ
ทหารที่อยู่ละแวกใกล้ ๆ เห็นโอรสของนายเหนือหัว ตายต่อหน้าต่อตาอาวุธในมือก็ร่วงหล่นดั่งคนไม่มีแรงทันที
เคร้ง!!
“องค์ชายสามตายแล้ว!! แม่ทัพฉินิตายแล้ว!!”
“ข้าไม่สู้แล้ว ๆ พวกเรารีบหนีกันเถิด”
“พวกข้ายอมแล้ว ๆ ๆ ได้โปรดอย่าสังหารพวกข้าอีกเลย”
เมื่อหัวเรือถูกสังหารท้ายเรือย่อมไปไม่ถูกทิศ เหล่าทหารแคว้นต้าเหลียนที่เหลือต่างวิ่งหนีเอาตัวรอด แม้จะได้ชื่อเป็ทหารหนีทัพก็ตามที ขอเพียงมีชีวิตรอดต่อให้ต้องปกปิดชื่อแซ่ เป็คนเร่ร่อนพวกเขายอมทำทั้งสิ้น
รองแม่ทัพและหัวหน้านายกองบางส่วน ถูกสังหารล้มตายเป็ใบไม้ร่วง แต่บางคนก็ยังพอเอาตัวรอดวิ่งหนีไปได้ แม่ทัพใหญ่ให้สัญญาณมิให้ทหารติดตามไป เพื่อความปลอดภัยของทหารทุกนาย พวกเขายืนมองศัตรูวิ่งหนีดังผึ้งแตกรัง
จนกระทั่งไม่เหลือทหารอีกฝ่ายกลางสนามรบ แม่ทัพใหญ่ถึงได้มีคำสั่งให้ช่วยเก็บร่างของทหาร ที่เสียสละชีวิตปกป้องแคว้นจ้าว คนที่าเ็ยาของอวี้จิ่นย่อมต้องหยิบออกมาใช้ ท่านหมอลู่และผู้ช่วยอีกหลายคน ได้ใช้ยาสรรพคุณเป็เลิศเช่นนี้ครั้งแรก ก็อยากเดินทางไปเมืองหลวง เพื่อขอฝากตัวเป็ศิษย์ของอวี้จิ่นเสียอย่างนั้น
“ชัยชนะเป็ของแคว้นจ้าว!!”
“ไชโย ๆ ๆ”
“จงช่วยนำร่างของสหายนอนในโลงอย่างสมเกียรติ ทหารทุกนายจะได้รับรางวัลเท่ากันทุกคน เราจะพาพี่น้องทหารกลับเมืองหลวง จะไม่ทิ้งร่างของผู้ใดไว้ที่ชายแดนแห่งนี้เด็ดขาด” นี่คือสิ่งที่แม่ทัพใหญ่พึงปฏิบัติ กับทหารชั้นผู้น้อยมาตลอด
“รับทราบขอรับ”
ถึงจะดีใจที่เป็ฝ่ายได้ชัยชนะในา แต่สุดท้ายก็ยังมีความโศกเศร้าเสียใจ ที่สหายบางคนได้จากไปอย่างไม่มีหวนกลับ ทหารทุกนายแบ่งหน้าที่เก็บร่างของทหารแคว้นจ้าว อีกส่วนหนึ่งเก็บลูกธนูจำนวนมาก ที่ยิงออกมาเพื่อสังหารศัตรูที่นอนตายเกลื่อนในสนามรบ
ยามค่ำคืนมีการเลี้ยงฉลองสำหรับชัยชนะ แต่พวกเขามิได้ประมาทว่าจะดื่มสุราจนเมามาย ปล่อยให้ศัตรูฉวยโอกาสแก้แค้นได้ แม่ทัพใหญ่รั้งอยู่ที่ชายแดนอีกครึ่งเดือน ภายหลังาจบลงด้วยดี เครื่องยิงลูกธนูจึงได้แบ่งไว้ที่ชายแดนแห่งนี้สิบเครื่อง ของซีอ๋องอีกสิบเครื่องพร้อมด้วยลูกธนู ซึ่งลูกธนูสามารถทำเพิ่มได้ในภายหลัง
เมื่อถึงเวลาออกเดินทางกลับเมืองหลวง กลับมีซีอ๋องและคนสนิทที่ขอตามกลับไป ด้วยข้ออ้างที่ว่า้าติดต่อทำการค้า เื่ยาสมุนไพรกับเทพธิดาพยากรณ์ หลังจากได้รู้เหตุผลของซีอ๋อง แม่ทัพใหญ่ย่อมยินดีต้อนรับลูกค้ากระเป๋าหนักเพื่อบุตรสาวเป็อย่างดี
