“นี่มัน...อา ตราประทับและมิติจองจำในตำนานนี่ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าข้าจะมีโอกาสได้เห็นสิ่งที่อยู่ในตำนานกับตาตัวเอง”
ตาเฒ่าเคนลูบเคราสีขาวของตัวเองอย่างตื่นเต้น ก่อนที่ร่างจะสั่นสะท้านเล็กน้อยในขณะที่ลูบผนังหินสีเหลืองอ่อนด้วยมืออันเหี่ยวย่นของเขา จากนั้นเขาก็หันกลับมาอธิบายทุกอย่างให้ซุนเฟยฟัง พลังสีเงินที่โคจรอยู่บนผนังเป็สิ่งโบราณ พวกมันได้รับการขนานนามว่าเป็อักขระแห่งทวยเทพ มันสามารถสร้างมิติจองจำและข่ายอาคมได้ ห้องลับนี้อาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งในกระแสห้วงมิติแห่งกาลเวลา และดำรงอยู่ได้ด้วยพลังของอักขระสีเงิน
ซุนเฟยพยักหน้า
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยเข้าใจเื่อักขระแห่งทวยเทพ แต่สิ่งนี้ก็คล้ายกับการคาดการณ์ของเขาในตอนแรก ผนังทั้งสี่ด้านที่ส่องแสงสีเหลืองอ่อน โครงสร้างของมันไม่ได้ทำมาจากหินและดินหรือวัสดุธรรมชาติอื่นๆ แต่มันเป็พลังงานที่ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบของผนัง
“น่าเสียดาย ทักษะเหล่านี้ซับซ้อนเกินไป และอักขระที่ไหลเวียนอยู่บนผนังก็ไม่แน่นอน ทำให้ข้ามองเห็นรูปแบบที่สมบูรณ์แบบของพวกมันไม่ได้”
ตาเฒ่าเคนถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย ด้วยความสามารถของเขาในปัจจุบัน เขาไม่สามารถคัดลอกอักขระทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ อาศัยแค่การมองอักขระที่เดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่บนกำแพงสีเหลืองอ่อน เขาคงไม่สามารถคัดลอกแกนหลักและสาระสำคัญของตราประทับและมิติจองจำได้แน่ๆ คงต้องค่อยๆ ศึกษากันไป
หากใครมีความรู้ในอักขระแห่งทวยเทพนี่อย่างลึกซึ้งและมีความแข็งแกร่งมากพอ พวกเขาก็สามารถเปิดช่องว่างระหว่างมิติขึ้นมาได้ แม้แต่สร้างปราสาทในมิติของตัวเองก็สามารถทำได้
เพราะไม่ว่าจะเป็โลก Diablo หรือแผ่นดินอาเซรอท ต่างก็มีตำนานและเื่เล่าที่พระเ้าเปิดช่องว่างในมิติเพื่อเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้พลังและอำนาจที่มากมายมหาศาลถึงจะทำได้ เรียกได้ว่าการเปิดช่องว่างมิติเป็ของตัวเองก็เหมือนกับการสร้างโลกขึ้นมานั่นเอง
“พวกเราค่อยๆ ศึกษาอักขระสีเงินพวกนี้อย่างช้าๆ ก็ได้ อย่างไรเสีย ห้องลับนี้ก็ไม่หายไปไหนหรอก”
ซุนเฟยรู้สึกตลกมากที่เห็นตาเฒ่าเคนทำตัวเหมือนเด็กที่กำลังงอแง้าของเล่นสุดโปรด ซุนเฟยได้บอกผู้เฒ่าเคนกับแม่ชีอาคาร่าว่า ตัวเองได้ตั้งจุดอัญเชิญสำหรับเปิดประตูมิติส่งพวกเขากลับไปยัง 'ค่ายโร้ก' ให้แล้ว
ด้วยวิธีนี้จะทำให้พวกเขาสามารถเข้าออกห้องลับนี้ได้ทุกวัน เพื่อมาศึกษาค้นคว้าอักขระสีเงินใน่เวลาหนึ่ง มันก็คล้ายกับที่พวกเขาสามารถทะลุมิติไปยัง 'เมืองวีรบุรุษ' เพื่อไปรับหน้าที่สอนเหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดในเขาวงกตใต้ดินทุกวัน แน่นอนว่าด้วยพลังจิตของซุนเฟยในปัจจุบัน ทำให้ทั้งสองคนสามารถออกมาจากโลก Diablo ได้นานถึงสี่ชั่วโมงสามสิบนาที ซึ่งขีดจำกัดสูงสุดของเวลาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นพวกเขาทั้งสองคนจะต้องแบ่งเวลาในการไปสอนที่ 'เมืองวีรบุรุษ' และเข้ามาศึกษาอักขระสีเงินในห้องลับนี้ให้ดี
แม่ชีอาคาร่ายังคงจ้องไปที่หนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“โอ้ พระเ้า นี่เป็หนังสือที่มหัศจรรย์มาก จะเรียกมันว่าเป็สารานุกรมวิเศษก็ยังได้ ความรู้มากมายที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้มันกว้างใหญ่ไพรศาลราวกับมหาสมุทร นอกจากนี้ยังมีทักษะที่น่าเหลือเชื่อหลายอย่างที่บันทึกไว้ในนั้น...ภูมิปัญญา หนังสือเล่มนี้คู่ควรกับคำว่าภูมิปัญญาจริงๆ แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมถึงเรียกมันว่า 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ข้าคิดว่า ควรจะเรียกมันว่า 'ภูมิปัญญาของพระเ้า' น่าจะเหมาะสมกว่า!”
ใน่เวลาสั้นๆ แม่ชีอาคาร่าก็อ่านเนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นได้แปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
นางไม่เหมือนซุนเฟยที่มีความรู้ความเข้าใจในด้านภาษาโบราณต่ำ ในโลก Diablo นางเป็ถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านภาษาโบราณที่ยอดเยี่ยม และไม่นานมานี้นางก็ทำความเข้าใจภาษาโบราณของแผ่นดินอาเซรอทได้แล้ว สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ว่านางมีความสนใจในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งโบราณ นอกจากนี้ โลก Diablo และแผ่นดินอาเซรอทยังมีบางส่วนที่คล้ายกัน นอกจากทฤษฎีในด้านเวทมนตร์และทักษะการต่อสู้ที่คล้ายกันแล้ว แม้กระทั่งภาษาโบราณก็ยังมีบางส่วนที่คล้ายกันมาก ดังนั้นแม่ชีอาคาร่าจึงทำความเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้
ในที่สุด ตาเฒ่าเคนก็ละสายตาของเขาออกจากผนังสีเหลือง
อย่างไรก็ตาม ชายชราไม่ได้มีความสนใจในเื่สถาปัตยกรรม กลไก การสร้างอาวุธชุดเกราะ หรือการทำเหมืองแร่ที่บันทึกไว้ในหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ด้วยสัญชาตญาณของวิชาชีพ สิ่งที่เขาให้ความสนใจก็คือโคมไฟหินและโซ่หินที่ล่ามหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ'
“โอ้ พระเ้า นี่ข้ากำลังเห็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่ออีกครั้ง...” มือเหี่ยวย่นลูบคลำไปตามโซ่หินที่ขรุขระในขณะที่สายตาของเขาจับจ้องไปที่อักขระที่ส่องประกายอยู่บนพื้นผิวของโคมไฟหิน ร่างกายของเขาสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “อา...นี่คือ อักขระแห่งการจองจำขนาดเล็ก ฮ่าๆๆ อักขระในตำนานมันมีอยู่จริงๆ ที่ตำนานกล่าวไว้ มันเป็ความจริง...”
เมื่อเห็นตาเฒ่าเคนเริ่มสติแตกขึ้นมา ซุนเฟยก็รู้เลยว่าเขาคงไม่สามารถถามเอาข้อมูลจากตาเฒ่าคนนี้ได้อีกแน่ๆ
ทุกครั้งที่ตาเฒ่าเคนตกอยู่ในสภาวะนี้ เขาจะพูดไม่รู้เื่และพ่นภาษายากๆ ที่มีแค่ตัวเองเข้าใจคนเดียวออกมา ด้วยสภาวะที่บ้าคลั่งนี้ สมองของเขาทำงานได้ดี แต่ทักษะในการสื่อสารของเขาจะลดลงจนถึงระดับของเด็กทารก
เมื่อเห็นสภาพแบบนี้แล้ว ซุนเฟยก็ตัดสินใจหยิบเอาประตูหินที่แกะสลักอักขระลึกลับและแผ่นหินที่แกะสลักตัวอักษรลึกลับทั้งเก้าตัวที่ซุนเฟยไปแงะออกมาแล้วนำมาวางแถวๆ นี้ เพื่อให้ทั้งสองคนได้ศึกษาค้นคว้ามัน จากนั้นเขาก็หันหลังเดินทะลุมิติออกมา
“อา...พระเ้า นี่คือ…”
“ฮ่าๆๆ นี่เป็ของจริง!”
ก่อนที่ซุนเฟยจะเดินเข้าไปในประตูมิติ เขายังคงได้ยินเสียงหอบหายใจและเสียงะโของแม่ชีอาคาร่าและผู้เฒ่าเคน ‘สองผู้เชี่ยวชาญผู้บ้าคลั่ง’ ดังออกมาเป็ระยะ
……
หลังจากที่ซุนเฟยกลับมายังโลก Diablo เขาก็เรียกเอเลน่าออกมาเพื่อพาไปยังแผนที่ที่สาม 'ท่าเรือคูแรสท์' ก่อนจะเริ่มต้นฆ่าล้างบางเหล่ามอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวล
ก่อนหน้านี้ ซุนเฟยได้ทำเควส 'นกสีทอง' ที่เป็เควสแรกในแผนที่ที่สามเสร็จสิ้นแล้ว
รางวัลสำหรับการทำเควสนี้ก็คือ น้ำยาวิเศษที่สามารถเพิ่มพลังชีวิตได้อย่างถาวรยี่สิบจุด ซึ่งซุนเฟยก็ไม่ได้ใช้มันในทันที เขาเก็บน้ำยานี้ไว้ชั่วคราว
ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนมีเลเวล 45 จอมเวทเลเวล 41 นักรบอเมซอนเลเวล 40 ส่วนมือสังหาร พาลาดิน ดรูอิด และเนโครแมนเซอร์มีเลเวล 39 นอกจากตัวละครเนโครแมนเซอร์และนักรบอเมซอนแล้ว ตัวละครทั้งห้าตัวของเขาได้เคลียร์เควสทั้งหมดของแผนที่ที่สองอย่าง 'ลุกค์ โกลไลน์' หมดแล้ว ตอนนี้ตัวละครเนโครแมนเซอร์และนักรบอเมซอนเหลือแค่ทำเควสสุดท้าย นั่นก็คือการสังหารดูเรียล หลังจากที่ทำเควสนี้เสร็จสิ้นก็จะถือว่าตัวละครทั้งหมดของซุนเฟยได้เคลียร์แผนที่ที่สองของโลก Diablo เสร็จสิ้น
แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์ที่เซนิทค่อนข้างวุ่นวาย อีกทั้งศัตรูที่แข็งแกร่งก็เริ่มปรากฏตัวออกมาทีละคน ทำให้ซุนเฟยต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้เร็วที่สุด ด้วยแรงกดดันที่มากมาย ทำให้เขาเปลี่ยนกลยุทธ์ในการอัพเลเวล ซุนเฟยทิ้งแผนที่จะทำให้ตัวละครของเขาเลเวลเท่ากันไป รวมทั้งแผนที่จะเคลียร์เควสแผนที่ที่สองให้ครบทั้งเจ็ดตัวเพื่อรอรับรางวัลที่ไม่รู้ว่าจะได้จริงหรือเปล่าไปด้วย ตอนนี้ซุนเฟยมุ่งเน้นไปที่การใช้เวลาของเขาทั้งหมดในการอัพเลเวลตัวละครคนเถื่อนให้สูงยิ่งขึ้น เพื่อจะขึ้นสู่ตำแหน่งนักรบระดับจันทราให้เร็วที่สุด
ใช้เวลาไปสามชั่วโมงกว่าๆ ในที่สุดซุนเฟยก็สามารถทำเควสที่สองของ 'ท่าเรือคูแรสท์' สำเร็จ ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนของเขาก็เลเวล 46 แล้ว
ส่วนเอเลน่าก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน ตอนนี้นางเลเวล 40 แล้วและสามารถควบคุมลูกศรเวทมนตร์ทั้งสี่ธาตุได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ การร่วมมือกันระหว่างนางกับซุนเฟยก็ยิ่งราบลื่นมากขึ้น ในตอนที่พวกเขากำลังต่อสู้กับพวกปีศาจหรือมอนสเตอร์ เพียงแค่มองตากันพวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ ด้วยระดับความรู้ใจที่สูงแบบนี้ ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็คนคนเดียวกัน
ความรู้สึกระหว่างพวกเขาทั้งสองคนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นในห้องหินที่เมืองแซมบอร์ดขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ไม่ได้ก้าวหน้าอย่างที่คิด อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า 'ดอกไม้โร้ก' คนนี้ไม่ใช่ลูกน้องคนสนิทของตัวเองเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ซุนเฟยรู้สึกได้ถึงความรักที่เอเลน่ามีให้ต่อตัวเองอย่างชัดเจน ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนจึงสนิทสนมกันมากขึ้น ราวกับวัยรุ่นหนุ่มสาวที่สนิทกันมากและอาจพัฒนาไปยังความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น
ใน่พักการต่อสู้ ซุนเฟยจะจับมืออันนุ่มนวลของเอเลน่าไว้แล้วเดินจูงมือกันอย่างช้าๆ ท่ามกลางซากศพของเหล่ามอนสเตอร์และแม่น้ำโลหิตที่ไหลเจิ่งนองไปทั่วพื้นดิน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ท่ามกลางแสงจันทร์อันอ่อนโยนและรายล้อมด้วยดอกไม้ที่สวยงามนานาพันธุ์ ทว่าเพียงเดินจูงมือกันอย่างเงียบๆ แบบนี้ก็ทำให้พวกเขาทั้งสองคนรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา
เวลาในวันนี้ได้หมดลงแล้ว พวกเขาทั้งสองก็ออกจากโลก Diablo ไปพร้อมๆ กัน
.............
“ทุกอย่างปกติดี ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เหนือความคาดหมายเกิดขึ้น อัศวินของวิหารอัศวินก็ไม่ได้มาป้วนเปี้ยนแถวนี้ขอรับ”
เมื่อซุนเฟยกลับมาที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด เฟร์นันโด ตอร์เรส องครักษ์ส่วนตัวของเขาก็เข้ามารายงานถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน่สี่ชั่วโมงที่ผ่านมาให้กับซุนเฟยฟัง ทุกอย่างเป็เหมือนกับที่ซุนเฟยคาดการณ์เอาไว้ หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนเช้า ทางวิหารอัศวินก็เงียบไป ไม่ได้คิดที่จะกลับมาล้างแค้นอย่างที่ใครหลายๆ คนนึกกังวล
ซุนเฟยเดินเล่นรอบค่ายทหารอย่างช้าๆ ตอนนี้พวกเขาได้รับอนุญาตให้สามารถออกมาเดินเล่นในค่ายทหารอาณาจักรบริวารได้ตามปกติแล้ว ในขณะเดียวกัน องค์จักรพรรดิยาซินก็ได้ประกาศว่า การค้นหานักฆ่าได้สิ้นสุดลงแล้ว และการแข่งขันการซ้อมรบจะเริ่มต้นขึ้นในอีกสองวัน
ในที่สุด ความสนใจของทุกคนก็กลับไปที่การแข่งขันการซ้อมรบในครั้งนี้
ซุนเฟยอนุญาตให้เหล่าทหารเมืองแซมบอร์ดออกไปเดินเล่นรอบๆ ค่ายทหารอาณาจักรบริวารเพื่อผ่อนคลายได้ ส่วนตัวเองก็เดินไปยังที่ตั้งของค่ายทหารอาณาจักรไบแซนไทน์ สถานที่ตั้งค่ายที่เคยเงียบเหงาในอดีต ตอนนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยฝูงชนหนาแน่นและมีเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวขึ้นมาไม่ขาดสาย ทุกคนรู้ว่าาาหนุ่มแห่งไบแซนไทน์ได้รับการสนับสนุนจากาาแห่งแซมบอร์ด บรรดาขุนนางกับกองกำลังที่ทรงอิทธิพลในเมืองหลวงรวมทั้งาาอาณาจักรบริวารอื่นๆ ต่างก็พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรไบแซนไทน์ เนื่องจากาาแซมบอร์ดน่ากลัวเกินไป ทำให้พวกเขาไม่กล้าเสนอหน้าไปหา ดังนั้นพวกเขาจึงหวังว่า การได้มีความสัมพันธ์อันดีกับอาณาจักรไบแซนไทน์ จะช่วยให้เขาได้รับผลประโยชน์บางอย่างในการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้
ซุนเฟยมองมาจากที่ไกลๆ ก็ลอบยิ้มออกมา เมื่อเห็นว่าาาหนุ่มคนนี้รู้จักคว้าโอกาส ตอนนี้าาหนุ่มแห่งไบเซนไทน์ได้กลายเป็ศูนย์กลางของผู้คนไปแล้ว เขาพูดคุยกับผู้มาเยี่ยมเยือนอย่างเป็มิตรด้วยท่าทางสง่างามและมั่นใจ
อย่างไรก็ตาม ซุนเฟยไม่ได้เดินเข้าไปหา เขาหันหลังกลับและเดินจากไปแทน
เพราะเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ซุนเฟยรู้สึกแปลกๆ ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังสะกดรอยตามเขาอยู่ และแอบดูการกระทำของเขาทุกฝีก้าว แต่ไม่ว่าซุนเฟยจะใช้วิธีใด เขาก็ไม่สามารถค้นหาร่องรอยของคนปริศนาที่สะกดรอยตามเขามาได้
-----------------------------
