เล่มที่ 2 บทที่ 55 กระบวนท่าแพรวพราว
จากการประลองในครั้งนั้นเอง ทำให้ชื่อเสียงของทั้งคู่โด่งดังชั่วข้ามคืน แม้แต่เหล่าผู้าุโยังออกปากชื่นชม คาดหวังว่าทั้งคู่จะเป็ตัวเต็งในงานศิษย์สายตรงในอีกสามปีข้างหน้า...
บัดนี้ผ่านไปสามปีแล้ว ในที่สุดทั้งคู่กลับมาเจอกันที่แท่นประลองแห่งนี้อีกครั้ง
และยังเป็คู่แรกเช่นเดิมอีกด้วย
เมื่อสิ้นเสียงของเ้าสำนัก ทั่วทั้งหุบเขาเวิ่นเจี้ยนก็เงียบสงบลงทันที ก่อนทุกสายตาจะจับจ้องไปที่ผู้บำเพ็ญทั้งสองที่ยืนเตรียมพร้อมบนแท่นประลองแล้ว
“เป็เ้าหนุ่มคู่นี้อีกแล้วหรือ?” ผู้ที่พูดขึ้นมาคือผู้าุโหย่งเหอจากหุบเขาหลิงอู้ เขาคนนี้เป็ปรมาจารย์ด้านการปรุงยาของสำนักเวิ่นเจี้ยน มีฐานะสูงส่ง จึงกล้าเสนอแนะเหล่าศิษย์อย่างตรงไปตรงมา
“หวังว่าปีนี้คงไม่ตีกันถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนอีกนะ ไม่อย่างนั้นกระดูกแก่ๆของข้าคงจะทนไม่ไหว...”
“ก็ไม่แน่หรอก...” กู้เฟยเซียนแห่งหุบเขาเทียนจีผู้เป็อาจารย์ของต้วนลั่งเอ่ยตอบ เขามีอายุประมาณสี่สิบกว่าปีเห็นจะได้ บุคลิกแลดูสุขุมอ่อนโยน สายตาของเขากำลังจ้องมองไปที่สือเหออย่างชื่นชม ก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นมา
“ข้าก็พอจะรู้เื่สือเหอมาบ้าง ได้ยินว่าสามปีมานี้เขาฝึกฝนค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนอย่างหนักเพื่อการประลองในวันนี้โดยเฉพาะ สงสัยศิษย์ของข้าคงต้องรับศึกหนักเสียแล้ว...”
“ฮ่าๆ...” เมื่อได้ยินเช่นนั้น อาจารย์ของสือเหอก็เพียงหัวเราะออกมาเท่านั้น ไม่ได้พูดอะไรอีก
ระหว่างที่เหล่าผู้าุโกำลังคุยกัน ทันใดนั้นชายหนุ่มทั้งสองไม่รอช้าลงมือเปิดการต่อสู้พร้อมกันเลยก็ว่าได้...
ต้วนลั่งชักกระบี่ออกจากฝักก่อนจะสะบั้นออกไป พร้อมกับลำแสงกระบี่มากมายราวกับสายน้ำที่โหมซัดอย่างรุนแรงจนดึงร่างของสือเหอเข้าไปในวังวน...
ไม่นานก็ได้ยินเสียงโลหะกระทบกันจนแสบแก้วหู ต้วนลั่งฝึกวิชามัจฉาแปรั ถึงแม้จะไม่ได้เป็หนึ่งในสามกระบี่ห้าเคล็ดวิชาและเคล็ดวิชาของสำนักเวิ่นเจี้ยน เนื่องจากตอนที่ต้วนลั่งยังเป็เด็ก เขามีวาสนาได้เคล็ดวิชานี้มาจากสุสานาแห่งหนึ่ง ต่อมาหลังจากเข้าเป็ศิษย์สำนักเวิ่นเจี้ยนแล้ว ไม่ว่าจะฝึกเคล็ดวิชากระบี่ของสำนักมาอย่างเชี่ยวชาญแค่ไหน สุดท้ายเมื่อต้องประมือกับคู่ต่อสู้ เขากลับเลือกใช้วิชามัจฉาแปรัเสมอ...
“เ้าหนุ่มนี่...” กู้เฟยเซียนเห็นดังนั้นก็หัวเราะชอบใจออกมา แม้คำที่พูดออกมาจะคล้ายกับการต่อว่า แต่น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิ
“วิชากระบี่หุบเขาเทียนจีมีตั้งมากมาย แต่เขากลับเลือกใช้มัจฉาแปรัอะไรก็ไม่รู้...”
ทว่า...
สิ้นเสียงกู้เฟยเซียนไปไม่นาน ท่ามกลางสายน้ำที่คล้ายัก็ได้ปรากฏเงาสายหนึ่งขึ้น...
“นี่มัน...” ทันทีทันใดที่เงานั้นปรากฏ ทั่วทั้งหุบเขาเวิ่นเจี้ยนก็ต่างพากันแตกตื่น
ไม่มีใครคาดคิดว่าค่ายกลกระบี่ของสือเหอที่มักจะเป็ฝ่ายรับเสมอ จะกล้าเข้าไปต้านรับการโจมตีของต้วนลั่งเต็มๆ หรือว่านอกจากค่ายกลกระบี่หุ้นหยวนที่เด่นด้านการป้องกันแล้ว ยังมีค่ายกลกระบี่อื่นที่สือเหอฝึกมาอีกด้วย?
ระหว่างที่ทุกคนยังอยู่ในอาการตกตะลึง เงาสายนั้นก็ทะลุสายน้ำ ทำให้กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มหมุนวนกันเป็วงกลมกลายเป็วงล้อหมุนขึ้นมา ท่ามกลางกระบี่ที่หมุนวนอยู่นั้น ก็เกิดเป็เสียงของโลหะที่บินแหวกว่ายกลางอากาศดังกังวานขึ้นมา!
ไม่นานนัก กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มก็พากันส่งเสียง ก่อนที่วงล้อกระบี่จะค่อยๆกระจายออก จากนั้นก็มีแสงสายหนึ่งที่เจิดจ้ายิ่งกว่ามัจฉาแปรัสว่างขึ้นมา แสงสายนั้นทั้งงดงามและสว่างไสวราวกับดอกไม้ไฟยามค่ำคืนเลยทีเดียว...
และแล้วทุกอย่างก็พลันเงียบสงบ
กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ไม่ขยับอีกต่อไป...
ต้วนลั่งทำได้แค่กำกระบี่ในมือ โดยไม่อาจสะบั้นมัจฉาแปรัได้อีก เพราะกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มตอนนี้อยู่ห่างจากลำคอเขาเพียงแค่หนึ่งชุ่นเท่านั้น หลังจากชะงักไปชั่วครู่ จึงเอ่ยเสียงแ่เบาออกมา
“ข้าแพ้แล้ว...”
“ขอบคุณที่ออมมือให้” สือเหอพยักหน้าตอบรับ ก่อนจะวาดมือเก็บค่ายกลกระบี่กลับไป จากนั้นกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มก็ลอยกลับไปบินวนอยู่เหนือศีรษะสือเหอตามเดิม
ทั้งหุบเขาเวิ่นเจี้ยนพลันเงียบสนิท...
ไม่มีใครคาดคิดว่าการแข่งขันที่ดูจะดุเดือดจะจบลงเช่นนี้ ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่สูสีกันเมื่อสามปีก่อน และสุดท้ายเขาก็เป็ผู้ชนะ บัดนี้กลับตาลปัตรไปหมด สือเหอที่เคยพ่ายแพ้ กลับใช้เพียงกระบวนท่าเดียวก็เอาชนะได้อย่างง่ายดาย...
‘สือเหอเก่งกาจขนาดนี้ั้แ่เมื่อใด?’
“ฮ่าๆ ศิษย์พี่กู้...” อาจารย์ของสือเหอมองกู้เฟยเซียนที่ยืนนิ่งเป็ท่อนไม้ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบา
“ศิษย์ข้าฝึกหนักมาสามปี ไม่ใช่เพียงเพื่อการประลองครั้งนี้หรอก...”
พูดจบอาจารย์ของสือเหอก็มองไปที่แท่นประลองซึ่งมีเ้าหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นไปพอดี...
“คู่ที่สองก็คือหลินเฟยจากหุบเขาอวี้เหิงปะทะทังเสี่ยนจากหุบเขาอิ๋น”
เ้าสำนักเฉียนหยวนเคาะระฆังด้วยหยกหรูอี้ในมืออีกครั้ง เพื่อเป็การให้สัญญาณเริ่มประลองรอบที่สอง
“ศิษย์พี่หลินระวังตัวด้วยนะ...” ซงหยางมองทังเสี่ยนที่อยู่บนแท่นประลอง ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนเตือนหลินเฟย
“รู้แล้ว” หลิยเฟยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เ้าศิษย์หุบเขาอวี้เหิงพวกนี้ถูกตาเฒ่ารังแกจนหงอไปหมดแล้ว ขนาดซงหยางที่เคยเห็นเขาเอาชนะสือเหอได้ เวลานี้กลับยังบอกให้เขาระวังด้วยน้ำเสียงกล้าๆกลัวๆ
พอก้าวขาขึ้นไปยังแท่นประลอง หลินเฟยก็หยุดคิดเื่ไร้สาระทั้งหมดไว้แต่เพียงเท่านี้ ก่อนจะชักกระบี่หงส์คำรนออกมา อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็ผลงานชิ้นเอกของผู้าุโอู๋ ทันทีที่กระบี่ได้ปรากฏออกมาจากฝัก ตัวกระบี่ก็ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ สามารถดึงดูดทุกสายตาให้หันมามองเป็ตาเดียวกัน เหล่าผู้าุโบนบัลลังก์ก็ยังอดที่จะอุทานออกมาไม่ได้…
“รบกวนศิษย์พี่ทังโปรดชี้แนะข้าด้วย” หลินเฟยกระชับกระบี่ในมือ ก่อนจะเตรียมท่าทางตั้งรับ
“ฮ่าๆ ศิษย์น้องหลินจะถ่อมตัวเกินไปแล้วนะ” กลับเป็ทางด้านทังเสี่ยนที่มีท่าทีผ่อนคลาย หลังจากหัวเราะจบก็สะบั้นกระบี่ออกไปทันที
ไม่ว่าจะเป็ทังเสี่ยนหรือหลินเฟย ทั้งคู่ก็ต่างมีชื่อเสียงโด่งดังไม่เท่าสือเหอและต้วนลั่ง ฉะนั้นการประลองครั้งนี้จึงไม่ได้รับความสนใจเท่ากับเมื่อรอบแรกนัก
แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังพอมีคนสนใจการประลองรอบนี้อยู่ไม่น้อยเลย…
หนึ่งในนั้นก็คือซ่งเทียนสิง…
พอเห็นท่าตั้งรับของหลินเฟยแล้ว ซ่งเทียนสิงก็อดหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ นึกถึงตอนที่อยู่หอดาบ เ้าหลินเฟยถึงขนาดชี้ปลายกระบี่ลง ทำท่าเหมือนกับตนเองเป็ผู้าุโกำลังชี้แนะผู้น้อย มาวันนี้กลับมีท่าทีเกรงใจเ้าทังเสี่ยนเสียได้เนี่ยนะ…
‘เห็นข้าด้อยกว่าทังเสี่ยนหรืออย่างไร?’
‘ส่วนเ้าทังเสี่ยนนี่ก็จริงๆเลย…’
‘ยังไม่รู้เื่ที่หลินเฟยเอาชนะสือเหอที่เชิงเขาอวี้เหิงหรือ?’
‘เอาแต่ตั้งท่ารับ แกล้งโง่อยู่นั่นแหละ แน่จริงก็บุกเข้าไปสิ กล้าหรือเปล่าล่ะ?’
‘คิดว่าตัวเองเก่งกว่าสือเหอนักหรือ?’
ขณะที่ซ่งเทียนสิงกำลังบ่นพึมพำในใจอยู่นั้น คนทั้งคู่ก็ต่อสู้กันไปหลายร้อยกระบวนท่าแล้ว ถึงแม้ว่าจะเพิ่งเริ่มต้นการประลองเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือ ั้แ่เริ่มการประลองมา หลินเฟยก็เอาแต่ตั้งรับลูกเดียว ไม่เคยเป็ฝ่ายบุกเลยสักครั้ง
ดูไปดูมาก็ดุเดือดไม่น้อย…
สมกับเป็หลินเฟย เพียงเวลาชั่วครู่เท่านั้น เขาก็งัดเคล็ดวิชากระบี่ออกมาใช้สี่ถึงห้าชนิดเลยทีเดียว กระบวนท่าก็ช่างแพรวพราว ดูแล้วเพลินตาไม่น้อยเลย ทำให้สามารถดึงดูดสายตาเหล่าศิษย์ที่มาชมได้เป็อย่างดี…
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
